width=120 height=160 hspace=5 vspace=5 align=left /หมู่นี้รู้สึกว่ารัฐบาลและ คมช.ขยัน เป็นข่าว ได้แทบทุกวัน
เพราะดูเหมือนยิ่งใกล้วันอำลาเวทีการเมืองของทั้งรัฐบาลและ คมช. ก็ยิ่งมีข่าวคราวที่สร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนวงการอย่างน่าใจหาย
ถ้าว่ากันถึงประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮา ชิงพื้นที่ข่าวเป็นอาทิตย์ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการตัดสินใจลงสนามการเมืองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
แม้เจ้าตัวจะออกตัวว่ายัง 50:50 แต่อาการแทงกั๊กอย่างที่เห็น ก็ถูกเพ่งเล็งไปแล้ว ชัวร์ป้าบ
เสียงสะท้อนทำนองไม่เห็นด้วยดังอื้ออึง พร้อมกับความหวาดระแวงกลัวการสืบทอดอำนาจเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
ซ้ำยังเข้าทางฝ่ายตรงกันข้ามในการต่อยอด หาความชอบธรรม ล้มล้างเผด็จการ คมช.
ขณะที่ประเด็นนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน เพราะเจ้าตัวอ้างว่ายังมีเวลาอีกสองเดือนค่อยตัดสินใจ
ก็ดันมีเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ที่ตีคู่ขึ้นมา หลังจาก ครม.มีมติรับร่าง และกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนของกฤษฎีกา
กลายเป็นประเด็นที่ฮอตยิ่งกว่า เพราะมันถูกตีความว่าเป็นการ ปูทาง เข้าสู่อำนาจของทหาร
เรียกว่าเพิ่มความหวาดระแวงให้มากขึ้นไปอีก เพราะดูเหมือนว่าฝ่าย คมช. ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
หนำซ้ำยังดาหน้ากันออกมาสนับสนุนอย่างหนักหน่วงด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ
อ้างถึงวิวัฒนาการของ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้ต้องมีกฎหมายตัวนี้
อ้างไปถึงเมืองนอกเมืองนาว่าเขาก็มีใช้กันหมดแล้ว
แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับความวิตกกังวลของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เห็นว่ามีการรวบอำนาจไว้ที่ ผบ.ทบ. มากเกินไป
แม้จะพยายามแก้ต่างว่ายังคงขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ช่วยให้ความหวาดระแวงนี้หมดไปอยู่ดี
เพราะประเด็นที่สำคัญกว่านั้นก็คือ รัฐบาลชั่วคราว ซึ่งมาจากการรัฐประหาร อย่างไรเสียก็ไม่ควรผลักดันเรื่องนี้
สัญญาณในทางบวกที่ส่งออกมาจาก เสธ.ทบ.ที่ชื่อ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.ล่าสุดในทำนองพร้อมถอนร่างออกไป น่าจะทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่นี้ลดลงได้
ไม่จำเป็นต้องให้ทันพิจารณาในสมัยของ สนช.ชุดนี้ ถ้าพร้อมก็เอาเข้า ถ้าไม่พร้อมก็ยังไม่ต้อง แต่ทั้งนี้ต้องมีจุดเริ่มต้นไม่เช่นนั้นจะไปไม่ได้ ฝ่ายเสนอทำด้วยความรอบคอบ เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ ควรต้องปิดเกมด้วยตัวเอง เพื่อหยุดกระแสความไม่ไว้วางใจในช่วงบั้นปลายลง
เพราะเพียงแค่ออกมาลดกระแสของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขร่างฯ แต่ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายนี้อยู่ มันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางความอิหลักอิเหลื่อของสถานการณ์ ยังถูกซ้ำเติมด้วยประเด็น เจรจาสมานฉันท์ กับอดีตผู้นำเข้าอีกดอก
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่คำพูดของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ก็ยิ่งทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจและตั้งคำถามตามมามากมาย
อยู่ดีๆ ก็ปูดประเด็นมีการต่อสายคุยกันระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์-พล.อ.สนธิ-ทักษิณ กลางวงสัมมนาสมานฉันท์ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเลยถูกมองว่ารัฐบาลและอดีตผู้นำกำลังเจรจา ซูเอี๋ย กัน
ยิ่ง ไพบูลย์ แสดงความเห็นว่าควรต้องคุยกัน 2 คน เพราะการพูดเรื่องยากจะตั้งวงใหญ่คงไม่ได้นั้น
ยิ่งแสดงให้เห็นว่า การมุบมิบทางการเมือง อาจเกิดขึ้นได้หากปล่อยให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
เพราะใครจะรู้ว่าการเจรจากันนั้น เป็นการตกลงในเรื่องใด มีการเจรจาต่อรองกันอย่างไรบ้าง
สุดท้ายก็คงจะจบด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งนำข้อตกลงที่แอบคุยกันสองต่อสองมา แบล็คเมล์ กันต่อหน้าสาธารณะ โดยที่ไม่มีผู้ได้รับรู้รับเห็นข้อเท็จจริง
เหมือนที่ ทนายหน้าหอ เคยออกมาใช้คำพูดทำนองนี้กับทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ มาแล้ว !!!
ที่สำคัญหลายคนไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของ ไพบูลย์ ว่าหวังผลอะไรในการเจรจานั้น ในเมื่อรู้ความต้องการอีกฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว
ในฐานะตกเป็น ผู้ถูกกล่าวหา ในคดีความต่างๆ จำเป็นจะต้องมีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองอีกหรือ ???
เงื่อนไขเดียวในขณะนี้ที่ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จะยอมเจรจาด้วย น่าจะหนีไม่พ้นการตั้งธงขอลดหย่อนในเรื่องคดีความ การอายัดทรัพย์สิน
ยังไม่เห็นจะมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ ฝ่ายโน้น จะขอเป็นข้อตกลงเจรจา
ถามว่า รัฐบาลและ คมช. จะยินยอมตกลงตามข้อเจรจาอย่างนี้ได้หรือ ในเมื่อกระบวนการต่างๆ กำลังดำเนินไปตามครรลอง ???
ขณะเดียวกันถ้าฝ่ายรัฐจะขอร้องให้ ฝ่ายโน้น สั่งการให้พรรคพวกยุติความเคลื่อนไหวป่วนเมืองทุกรูปแบบ แต่ไม่ยอมตามข้อตกลงที่เขาอยากได้ มันจะมีความหมายอะไร
การเจรจามันก็ ล้มโต๊ะ เห็นๆ
ความหวังดีของ ไพบูลย์ ที่ต้องการเห็นความสงบในบ้านเมืองด้วยวิธีการสมานฉันท์นั้น เป็นเจตนาที่ดี
แต่ควรต้องถามกลับว่า...มันยังใช้ได้กับกรณีนี้อยู่หรือไม่ ???
ที่สำคัญความหวังดีในครั้งนี้ ดีไม่ดีจะเป็นการ ประสงค์ร้าย ต่อรัฐบาลและ คมช.โดยไม่รู้ตัว
เพราะการเปิดประเด็นเจรจาสมานฉันท์ขึ้นมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลและ คมช.กำลังถูกจับตามองอย่างไม่ไว้ใจ จากทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจ และกฎหมายความมั่นคง
มันยิ่งทำให้ ความไม่ไว้วางใจ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เพราะทั้งสามประเด็นนี้ล้วนเกี่ยวโยงกันกับความพยายามรอมชอมต่อขั้วอำนาจเก่าทั้งสิ้น
ฉะนั้น...ดีที่สุดของทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ จึงควรรีบออกมาปิดเกมทั้งสามกระดานนี้อย่างชัดเจนที่สุด และรวดเร็วที่สุด
ก่อนที่ความคลุมเครือจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่านี้ !!!
โต๊ะข่าวการเมือง--
หมู่นี้รู้สึกว่ารัฐบาลและ คมช.ขยัน เป็นข่าว ได้แทบทุกวัน
เพราะดูเหมือนยิ่งใกล้วันอำลาเวทีการเมืองของทั้งรัฐบาลและ คมช. ก็ยิ่งมีข่าวคราวที่สร้างแรงกระเพื่อมสั่นสะเทือนวงการอย่างน่าใจหาย
ถ้าว่ากันถึงประเด็นร้อนที่สร้างความฮือฮา ชิงพื้นที่ข่าวเป็นอาทิตย์ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องการตัดสินใจลงสนามการเมืองของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน
แม้เจ้าตัวจะออกตัวว่ายัง 50:50 แต่อาการแทงกั๊กอย่างที่เห็น ก็ถูกเพ่งเล็งไปแล้ว ชัวร์ป้าบ
เสียงสะท้อนทำนองไม่เห็นด้วยดังอื้ออึง พร้อมกับความหวาดระแวงกลัวการสืบทอดอำนาจเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้น
ซ้ำยังเข้าทางฝ่ายตรงกันข้ามในการต่อยอด หาความชอบธรรม ล้มล้างเผด็จการ คมช.
ขณะที่ประเด็นนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน เพราะเจ้าตัวอ้างว่ายังมีเวลาอีกสองเดือนค่อยตัดสินใจ
ก็ดันมีเรื่อง ร่าง พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงภายใน ที่ตีคู่ขึ้นมา หลังจาก ครม.มีมติรับร่าง และกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนของกฤษฎีกา
กลายเป็นประเด็นที่ฮอตยิ่งกว่า เพราะมันถูกตีความว่าเป็นการ ปูทาง เข้าสู่อำนาจของทหาร
เรียกว่าเพิ่มความหวาดระแวงให้มากขึ้นไปอีก เพราะดูเหมือนว่าฝ่าย คมช. ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
หนำซ้ำยังดาหน้ากันออกมาสนับสนุนอย่างหนักหน่วงด้วยเหตุผลร้อยแปดพันประการ
อ้างถึงวิวัฒนาการของ ภัยคุกคามรูปแบบใหม่ เป็นเหตุจำเป็นที่ทำให้ต้องมีกฎหมายตัวนี้
อ้างไปถึงเมืองนอกเมืองนาว่าเขาก็มีใช้กันหมดแล้ว
แต่นั่นยังไม่สำคัญเท่ากับความวิตกกังวลของคนส่วนใหญ่ในประเทศที่เห็นว่ามีการรวบอำนาจไว้ที่ ผบ.ทบ. มากเกินไป
แม้จะพยายามแก้ต่างว่ายังคงขึ้นตรงต่อ นายกรัฐมนตรี แต่ก็ไม่ช่วยให้ความหวาดระแวงนี้หมดไปอยู่ดี
เพราะประเด็นที่สำคัญกว่านั้นก็คือ รัฐบาลชั่วคราว ซึ่งมาจากการรัฐประหาร อย่างไรเสียก็ไม่ควรผลักดันเรื่องนี้
สัญญาณในทางบวกที่ส่งออกมาจาก เสธ.ทบ.ที่ชื่อ พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ ในฐานะเลขาธิการ กอ.รมน.ล่าสุดในทำนองพร้อมถอนร่างออกไป น่าจะทำให้สถานการณ์ที่ตึงเครียดอยู่นี้ลดลงได้
ไม่จำเป็นต้องให้ทันพิจารณาในสมัยของ สนช.ชุดนี้ ถ้าพร้อมก็เอาเข้า ถ้าไม่พร้อมก็ยังไม่ต้อง แต่ทั้งนี้ต้องมีจุดเริ่มต้นไม่เช่นนั้นจะไปไม่ได้ ฝ่ายเสนอทำด้วยความรอบคอบ เสร็จเมื่อไรก็เมื่อนั้น
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ ควรต้องปิดเกมด้วยตัวเอง เพื่อหยุดกระแสความไม่ไว้วางใจในช่วงบั้นปลายลง
เพราะเพียงแค่ออกมาลดกระแสของ พล.อ.สุรยุทธ์ ที่ว่ารัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขร่างฯ แต่ขณะเดียวกันก็ยังยืนยันถึงความจำเป็นที่จะต้องออกกฎหมายนี้อยู่ มันไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้นท่ามกลางความอิหลักอิเหลื่อของสถานการณ์ ยังถูกซ้ำเติมด้วยประเด็น เจรจาสมานฉันท์ กับอดีตผู้นำเข้าอีกดอก
จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่คำพูดของ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ ก็ยิ่งทำให้สังคมเกิดความคลางแคลงใจและตั้งคำถามตามมามากมาย
อยู่ดีๆ ก็ปูดประเด็นมีการต่อสายคุยกันระหว่าง พล.อ.สุรยุทธ์-พล.อ.สนธิ-ทักษิณ กลางวงสัมมนาสมานฉันท์ของกระทรวงสาธารณสุขอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
มันเลยถูกมองว่ารัฐบาลและอดีตผู้นำกำลังเจรจา ซูเอี๋ย กัน
ยิ่ง ไพบูลย์ แสดงความเห็นว่าควรต้องคุยกัน 2 คน เพราะการพูดเรื่องยากจะตั้งวงใหญ่คงไม่ได้นั้น
ยิ่งแสดงให้เห็นว่า การมุบมิบทางการเมือง อาจเกิดขึ้นได้หากปล่อยให้เป็นอย่างนั้นจริงๆ
เพราะใครจะรู้ว่าการเจรจากันนั้น เป็นการตกลงในเรื่องใด มีการเจรจาต่อรองกันอย่างไรบ้าง
สุดท้ายก็คงจะจบด้วยการที่ฝ่ายหนึ่งนำข้อตกลงที่แอบคุยกันสองต่อสองมา แบล็คเมล์ กันต่อหน้าสาธารณะ โดยที่ไม่มีผู้ได้รับรู้รับเห็นข้อเท็จจริง
เหมือนที่ ทนายหน้าหอ เคยออกมาใช้คำพูดทำนองนี้กับทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ มาแล้ว !!!
ที่สำคัญหลายคนไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์ของ ไพบูลย์ ว่าหวังผลอะไรในการเจรจานั้น ในเมื่อรู้ความต้องการอีกฝ่ายหนึ่งอยู่แล้ว
ในฐานะตกเป็น ผู้ถูกกล่าวหา ในคดีความต่างๆ จำเป็นจะต้องมีการเจรจาเพื่อยุติความขัดแย้งทางการเมืองอีกหรือ ???
เงื่อนไขเดียวในขณะนี้ที่ ฝ่ายผู้ถูกกล่าวหา จะยอมเจรจาด้วย น่าจะหนีไม่พ้นการตั้งธงขอลดหย่อนในเรื่องคดีความ การอายัดทรัพย์สิน
ยังไม่เห็นจะมีเงื่อนไขอื่นๆ ที่ ฝ่ายโน้น จะขอเป็นข้อตกลงเจรจา
ถามว่า รัฐบาลและ คมช. จะยินยอมตกลงตามข้อเจรจาอย่างนี้ได้หรือ ในเมื่อกระบวนการต่างๆ กำลังดำเนินไปตามครรลอง ???
ขณะเดียวกันถ้าฝ่ายรัฐจะขอร้องให้ ฝ่ายโน้น สั่งการให้พรรคพวกยุติความเคลื่อนไหวป่วนเมืองทุกรูปแบบ แต่ไม่ยอมตามข้อตกลงที่เขาอยากได้ มันจะมีความหมายอะไร
การเจรจามันก็ ล้มโต๊ะ เห็นๆ
ความหวังดีของ ไพบูลย์ ที่ต้องการเห็นความสงบในบ้านเมืองด้วยวิธีการสมานฉันท์นั้น เป็นเจตนาที่ดี
แต่ควรต้องถามกลับว่า...มันยังใช้ได้กับกรณีนี้อยู่หรือไม่ ???
ที่สำคัญความหวังดีในครั้งนี้ ดีไม่ดีจะเป็นการ ประสงค์ร้าย ต่อรัฐบาลและ คมช.โดยไม่รู้ตัว
เพราะการเปิดประเด็นเจรจาสมานฉันท์ขึ้นมา ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาลและ คมช.กำลังถูกจับตามองอย่างไม่ไว้ใจ จากทั้งเรื่องการสืบทอดอำนาจ และกฎหมายความมั่นคง
มันยิ่งทำให้ ความไม่ไว้วางใจ เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เพราะทั้งสามประเด็นนี้ล้วนเกี่ยวโยงกันกับความพยายามรอมชอมต่อขั้วอำนาจเก่าทั้งสิ้น
ฉะนั้น...ดีที่สุดของทั้ง พล.อ.สุรยุทธ์ และ พล.อ.สนธิ จึงควรรีบออกมาปิดเกมทั้งสามกระดานนี้อย่างชัดเจนที่สุด และรวดเร็วที่สุด
ก่อนที่ความคลุมเครือจะทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงมากกว่านี้ !!!
โต๊ะข่าวการเมือง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
