อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศฆ.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมป้ายโฆษณา โดยกำหนดให้ตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคารให้ได้มาตรฐาน ตั้งโฆสิตเป็นประธานกรรมการแก้ปัญหาโรงงานปิดกิจการ อนุมัติต่ออายุ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือนทำเนียบรัฐบาล 17 ก.ค. " ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (17 ก.ค.) ได้รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง กองบัญชาการทหารสูงสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน รวมถึงผู้นำชุมชน เช่น
นายประยงค์ รณรงค์ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นต้น คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรและประชาชนที่ยากจนและมีหนี้สิน ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งการวางนโยบาย วางแผนการดำเนินงาน ประเมินผลรายงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อเนื่อง โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนอย่างเต็มความสามารถและรวดเร็ว อนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้เป็นการขับเคลื่อนงานตามวาระแห่งชาติว่าด้วย การปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ตามยุทธศาสตร์การพึ่งตนเอง และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พลังงาน อาหาร และยา
อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ฆ. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้กองอนามัยเจริญพันธุ์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พร้อมทั้งให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป การเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศ และระบบการเจริญพันธุ์สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 สาระสำคัญคือ กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทั่วถึง รับรองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ทุกคน ให้ได้รับบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ ระยะคลอดและระยะหลังคลอด
และการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา โดยให้สามีมีส่วนร่วม ให้การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ให้ทำงานที่เหมาะสม และหญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือหญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือหญิงที่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ถูกคุมขัง ฯลฯ กำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็งได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการครองเรือน การดูแลบุตรทุกวัย ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัยทองและผู้สูงอายุแก่ประชาชน จัดบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานภายใต้ระบบสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัยด้านเทคโนโลยีอนามัยการเจริญพันธุ์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมป้ายโฆษณา
นายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร และเงื่อนไขการตรวจสอบการออกแบบ และคำนวณส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฉบับที่ 3 ปี 2543 ที่กำหนดให้การก่อสร้าง การดัดแปลง การเคลื่อนย้าย อาคารบางประเภทจะต้องกำหนดชนิด หรือประเภทของอาคาร จะต้องจัดให้มีการตรวจสอบโครงสร้าง ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการ เงื่อนไขในการตรวจสอบต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนด เพื่อให้มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย กับผู้อยู่อาศัย ควรจะต้องจัดให้ตรวจสอบงานออกแบบอุปกรณ์ รวมถึงโครงสร้างของอาคารตามเงื่อนไขดังกล่าว ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาป้ายโฆษณาล้มทับ จนมีผู้เสียชีวิต
สำหรับสาระสำคัญที่เกี่ยวกับป้ายโฆษณา คือ กำหนดชนิดและประเภทของอาคาร ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดตั้งป้าย ซึ่งผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้แจ้งจะต้องจัดให้มีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคาร และผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบงานออกแบบจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธา และต้องไม่ดำเนินการตรวจสอบงานออกแบบที่ตัวเองหรือคู่สมรส เป็นผู้จัดทำหรือรับผิดชอบ ทั้งนี้ จะต้องออกหนังสือรับรองการตรวจสอบโครงสร้างต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามที่กำหนดและได้มาตรฐาน ซึ่งทาง กทม.ได้รับเรื่องนี้ไปดำเนินการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของป้ายโฆษณาต่าง ๆ ให้เรียบร้อยภายในเวลา 3 เดือน
ตั้งโฆสิตเป็นประธานกรรมการแก้ปัญหาโรงงานปิดกิจการ
นายณัฐฐวัฒน์ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (17 ก.ค.) ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปิดกิจการของสถานประกอบการ และการเลิกจ้างลูกจ้าง เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย สภาองค์การนายจ้าง และสภาองค์การลูกจ้าง ร่วมเป็นกรรมการ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมอบหมายให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อความสอดคล้อง และความรวดเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
มีมติตั้งกรรมการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล
นายณัฐฐวัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนปากมูล 2 กรณี คือ 1. ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน และอยู่ภายใต้การศึกษาดูแลของกระทรวงมหาดไทย 2. การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลนั้น ให้คำนึงถึงสภาพธรรมชาติและความเป็นจริง
นายณัฐฐวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยอ้างถึงผลการหารือระหว่างกลุ่มสมัชชาคนจนกับกลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้ข้อยุติจากการหารือร่วมกันแล้ว จึงนำเข้ารายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ออกมติและให้ปฏิบัติตาม ซึ่งผลการหารือของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า การเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ย่อมมีผลกระทบและผลประโยชน์เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย และมีความพอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ขอให้ไปหารือร่วมกันอีกครั้ง ดังนั้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงไม่มีการฟันธงว่า จะให้เปิดประตูระบายน้ำกี่เดือน หรือปิดประตูระบายน้ำกี่เดือน
ต่อข้อถามว่า แสดงว่ามีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิมที่กำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำ 4 เดือน และปิดประตูระบายน้ำ 8 เดือน นายณัฐฐวัฒน์ กล่าวว่า การเปิดประตูระบายน้ำ 4 เดือน และปิด 8 เดือนนั้น ไม่ใช่สูตรตายตัวที่จะใช้ได้ตลอด ขณะนี้ต้องคำนึงว่า ทั้ง 2 กลุ่มได้พูดคุยกันแล้วมีข้อยุติเรียบร้อย
ด้าน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ซึ่งกรรมการดังกล่าวจะตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน และให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ รวมถึงสมัชชาคนจนด้วย เพื่อให้การเปิด-ปิดประตูเขื่อนนั้นยืดหยุ่นได้มากขึ้น และให้ดูผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ได้ศึกษาเรื่องฤดูกาลปลาวางไข่ เพื่อเป็นเหตุผลประกอบการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาทันที
นพ.พลเดช กล่าว เดิมชาวบ้านที่ต่อต้านอยากให้เปิดประตูเขื่อนตลอด ไม่ต้องปิด เพื่อให้ปลาได้วางไข่ตามฤดูกาล ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่สุดโต่งมากเกินไป และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2547 ให้เปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน ในช่วงฤดูกาลปลาวางไข่ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมติอีกแบบหนึ่ง คือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนไว้ที่ 106-108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งนั่นก็สุดโต่งเกินไปอีก เพราะเท่ากับว่าปิดแบบตายตัว ไม่ได้เปิด ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงเห็นว่า ทั้งการปิดและเปิดประตูเขื่อน ให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวดูแล
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการชุดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธานหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า สามารถทำไปได้เรื่อย ๆ เพราะถือเป็นกลไกที่เป็นกรรมการในระดับพื้นที่ ในการพิจารณาว่าจะเปิดหรือปิดประตูเขื่อนได้เมื่อใด สามารถประชุมกันได้เรื่อย ๆ เพราะเป็นกลไกการทำงานได้ต่อเนื่อง ดังนั้น กรรมการชุดนี้จึงมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาเปิดและปิด โดยถือมติคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ซึ่งระบุว่า 1. ระดับน้ำในเขื่อน 106-108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นระดับคร่าว ๆ เท่านั้น อย่าไปยึดถือตายตัว 2. การจะปิดหรือเปิดประตูระบายน้ำ ต้องพิจารณาให้ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย 3. ให้กลไกนี้เป็นกลไกในการตัดสินใจ
นพ.พลเดช กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ได้เป็นการถ่วงเวลาเพื่อแก้ปัญหาแต่อย่างใด เพราะการให้มีกลไกแก้ปัญหาระดับจังหวัดนั้น จะเกิดการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากการเปิด-ปิดเขื่อน ซึ่งถือเป็นกลไกในเชิงกระบวนการที่เหมาะสมและยืดหยุ่น
ไม่ได้ระบุระยะเวลาตายตัวว่าต้องเปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน ช่วงเดือนนั้นถึงเดือนนี้ คราวนี้จะยืดหยุ่นกว่า โดยการใช้มนุษย์พิจารณา รวมทั้งดูที่การยอมรับและการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ นพ.พลเดช กล่าว
ต่อข้อถามว่า หากกลุ่มสมัชชาคนจนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านอีก จะเตรียมรับมืออย่างไร นพ.พลเดช กล่าวว่า ไม่มีการตั้งข้อสังเกตใด ๆ แต่คณะรัฐมนตรีทุกคนเป็นกังวลในเรื่องนี้ และตนชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับฟังเสียงทั้ง 2 ด้าน โดยเอาตัวเองอยู่ตรงกลาง เพราะความเห็นในคณะรัฐมนตรีมีหลากหลาย
นพ.พลเดช กล่าวว่า เชื่อว่าสมัชชาคนจนหรือพี่น้องประชาชนคงมีเหตุผล และยอมรับฟังเหตุผล ส่วนตัวรู้สึกว่า การตัดสินใจให้มีกระบวนการและกลไกในการทำงานยืดหยุ่นเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดี และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมที่ดี
เมื่อถามว่า มีการกำหนดเวลาที่จะเปิดประตูเขื่อนเร็ว ๆ นี้หรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า จะต้องเปิดเร็ว ๆ นี้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า แม้จะยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ทางจังหวัดต้องทำงานล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชน ต่อข้อถามว่า หากสมัชชาคนจนประกาศว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมเป็นกรรมการ จะดำเนินการอย่างไร นพ.พลเดช กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ แต่ภาครัฐจะต้องเปิดรับทุกฝ่าย และชักชวนให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลไก แต่ถ้าเขาจะไม่มา ก็ไม่รู้ว่าจะไปบังคับใจกันได้อย่างไร หากเชื่อว่ากระบวนการมีส่วนร่วมและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์นี้ดีที่สุด ก็ต้องเข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย
เห็นชอบร่างกม.ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางองค์การระหว่างประเทศ
นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศ และศูนย์การประชุมระหว่างประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางขององค์กรนานาชาติเหมือนกับนครเจนีวา แต่ไทยยังขาดกฎหมายกลางที่จะเอื้ออำนวยให้เอกสิทธิ์และความคุ้มครองกับจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงครอบครัวที่จะมาอยู่ประเทศไทย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะเป็นนิมิตใหม่ที่จะทำให้องค์กรนานาชาติ สามารถเลือกเข้ามาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางได้ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ รวมทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญกำหนดให้องค์การระหว่างประเทศเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย โดยให้องค์การระหว่างประเทศ สถานที่ ทรัพย์สิน ผู้แทนเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นที่ปฏิบัติภารกิจ เพื่อองค์การระหว่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่กำหนด และให้คู่สมรสของเจ้าหน้าที่สามารถทำงาน หรือประกอบธุรกิจได้ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย แต่เอกสิทธิ์ทั้งหลายจะไม่มากไปกว่าที่ไทยได้ให้กับองค์กรสหประชาชาติ
ครม. อนุมัติต่ออายุ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือน
นายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบยังคงมีศักยภาพในการปฏิบัติการและยังมีความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ในพื้นที่ เพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความเกรงกลัว และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
ที่ประชุม ครม. จึงเห็นควรให้ขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้ และสามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ครม.ไฟเขียวเพิ่มเงินเดือนร้อยละ 4 พนง.มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนให้พนักงานมหาวิทยาลัย 78 แห่ง ซึ่งมีพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ข้าราชการ ทั้งนี้ การปรับเพิ่มเงินให้ข้าราชการทุกประเภทร้อยละ 4 ไม่ได้จัดไว้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย และจากการสำรวจแล้วถ้าต้องปรับเพิ่มให้พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย จะต้องใช้เงินประมาณ 256 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 28,748 คน โดยที่ ศธ.ต้องขอแปรญัตติ ซึ่งเมื่อ ครม.อนุมัติแล้วน่าจะได้รับเพิ่มจากการแปรญัตติและ ศธ.จะจัดไว้เป็นลำดับความสำคัญต้น ๆ เหมือนกับเงินวิทยฐานะ ทั้งนี้ ในที่ประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องจัดสรรเงินวิทยฐานะ 3 เดือนปีงบประมาณ 2550 แต่ได้ประสานข้างนอกกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเห็นตรงกันว่าขณะนี้เหลือแนวทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือ การนำเงินคงคลังประมาณ 4,000 ล้านบาทมาจ่ายให้ครูก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเบิกเงินภายหลัง ดังนั้น ยังเชื่อมั่นครูจะได้วิทยฐานะโดยไม่ต้องตกเบิก
ครม.เห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในร่าง พ.ร.บ.กำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือร่างกฎหมายกำกับการแปรรูป โดยกฤษฎีกาได้เสนอแก้ไขในบางส่วนที่มีสาระสำคัญ เช่น การกำหนดมูลค่าของรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปประเภทของกิจการที่แปรรูปไม่ได้ การแปรรูปกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของรัฐวิสาหกิจ ข้อห้ามในการโอนอำนาจของรัฐไปยังบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปรสภาพและการกระจายหุ้นของบริษัท หรือนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้น โดยในส่วนของการกำหนดมูลค่าของรัฐวิสาหกิจ ได้ตัดเงื่อนไขเกี่ยวกับมูลค่าของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรสภาพ เนื่องจากหลักการของ พ.ร.บ. เป็นการวางหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจจะมีสินทรัพย์มูลค่าเท่าใดก็ตาม หากจำเป็นต้องแปรสภาพก็ควรต้องดำเนินการตามกฎหมายนี้
จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการกำหนดมูลค่าทรัพย์สินในการแปรรูปจะใช้ราคาตลาดหรือราคาตลาดตามบัญชี เพื่อดูภาวะเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยที่ประชุม ครม.ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ควรมีการกำหนดรายชื่อของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรสภาพ ซึ่งควรให้เป็นไปตามดุลพินิจของแต่ละรัฐบาลในการพิจารณาแปรรูป ดังนั้น การระบุชื่อรัฐวิสาหกิจไว้ จึงเป็นการไม่เหมาะสม ซึ่งแนวทางการแก้ไขทั้งหมดต้องไปหารือในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง
อนุมัติติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดตามจุดผ่านแดนและศุลกากร
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมอนุมัติโครงการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) และระบบเทคโนโลยีอื่นที่เหมาะสม เช่น ระบบตรวจจับใบหน้าบุคคล ระบบตรวจจับหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ รวมทั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อควบคุมและสั่งการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นระบบเดียวกับที่ติดตั้งในสนามบินฮีทโธรว์ ในประเทศอังกฤษ ที่ใช้ระบบดังกล่าวในการตรวจจับใบหน้าบุคคล
ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบซีซีทีวีจะนำไปติดตั้งครอบคลุมบริเวณจุดนำเข้าและส่งออกทั่วประเทศ จำนวน 1,199 จุด เช่น บริเวณจุดผ่านแดนถาวร ด่านศุลกากร ท่าเรือ ท่าอากาศยานนานาชาติ และเป็นระบบเชื่อมโยงเครือข่ายด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูงมายังสำนักงานศุลกากรและศูนย์ควบคุมทางศุลกากร ซึ่งใช้ระบบการเช่าและว่าจ้าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ระยะเวลา 5 ปี ในวงเงิน 740 ล้านบาท คาดว่าระบบนี้จะสามารถติดตามและแก้ไขปัญหาการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี รวมทั้งติดตามวัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย และเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.อนุมัติกรมศุลกากรติดตั้งกล้องวงจรปิด 1,200 เครื่องทั่วประเทศ
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกปรจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมศุลกากรติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด หรือซีซีทีวี จำนวน 1,200 เครื่องทั่วประเทศ บริเวณจุดนำเข้าส่งออกครอบคลุมทุกพื้นที่ในจุดผ่านแดนถาวร ด่านศุลกากร ท่าเรือ ท่าอากาศยานนานาชาติ โดยจะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูงมายังสำนักงานส่วนกลาง และกระทรวงการคลังจะสามารถตรวจจับใบหน้าบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยที่มีประวัติบันทึกไว้ สามารถเชื่อมโยงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร ตลอดจนตรวจจับทะเบียนหมายเลขยานพาหนะที่ผู้ร้ายใช้กระทำความผิด รวมถึงสามารถถ่ายทอดระบบสัญญาณผ่านเครือข่ายและการประชุมทางไกล โดยใช้เงินนอกงบประมาณ 740 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมาจากค่าปรับหรือเงินที่ได้จากการขายของกลางจากการกระทำความผิด
ครม.เห็นชอบปรับเพิ่มเงินบำนาญ ขรก.
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกปรจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตามข้อเสนอกระทรวงการคลัง โดยปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ข้าราชการบำนาญ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการร้อยละ 3 หลังจาก ครม.อนุมัติแล้วในต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึงปรับเพิ่มค่าครองชีพเบี้ยหวัดบำนาญ โดยใช้เงินงบประมาณจากงบกลางปีละ 2,400 ล้านบาท เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ในอัตราร้อยละ 4--
อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศฆ.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมป้ายโฆษณา โดยกำหนดให้ตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคารให้ได้มาตรฐาน ตั้งโฆสิตเป็นประธานกรรมการแก้ปัญหาโรงงานปิดกิจการ อนุมัติต่ออายุ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือน
ทำเนียบรัฐบาล 17 ก.ค. " ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (17 ก.ค.) ได้รับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนงานตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธานกรรมการ กรรมการ อาทิ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง อธิบดีกรมที่เกี่ยวข้อง กองบัญชาการทหารสูงสุด ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน รวมถึงผู้นำชุมชน เช่น
นายประยงค์ รณรงค์ นายวิบูลย์ เข็มเฉลิม เป็นต้น คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการปลูกต้นไม้ใช้หนี้ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรและประชาชนที่ยากจนและมีหนี้สิน ได้มีชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ทั้งการวางนโยบาย วางแผนการดำเนินงาน ประเมินผลรายงานต่อคณะรัฐมนตรีต่อเนื่อง โดยให้ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานของรัฐ สนับสนุนอย่างเต็มความสามารถและรวดเร็ว อนึ่ง คณะกรรมการชุดนี้เป็นการขับเคลื่อนงานตามวาระแห่งชาติว่าด้วย การปลูกต้นไม้ใช้หนี้ ตามยุทธศาสตร์การพึ่งตนเอง และความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย พลังงาน อาหาร และยา
อนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.อนามัยการเจริญพันธุ์
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พ.ศ. ฆ. ตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา โดยให้กองอนามัยเจริญพันธุ์ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขาของคณะกรรมการคุ้มครองอนามัยการเจริญพันธุ์ พร้อมทั้งให้รับความเห็นของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาต่อไป การเสนอร่างพระราชบัญญัตินี้ เพื่อคุ้มครองสุขภาพของหญิงในด้านสุขภาพทางเพศ และระบบการเจริญพันธุ์สอดคล้องกับพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 สาระสำคัญคือ กำหนดให้รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐและเอกชนให้บริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์อย่างทั่วถึง รับรองสิทธิของหญิงตั้งครรภ์ทุกคน ให้ได้รับบริการทางการแพทย์ตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ในระหว่างตั้งครรภ์ ระยะคลอดและระยะหลังคลอด
และการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดา โดยให้สามีมีส่วนร่วม ให้การคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือลูกจ้างหญิงที่ตั้งครรภ์ให้ทำงานที่เหมาะสม และหญิงที่ติดเชื้อเอชไอวี หรือหญิงตั้งครรภ์โดยไม่พร้อม หรือหญิงที่ไม่สามารถเลี้ยงดูบุตรได้ หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ถูกคุมขัง ฯลฯ กำหนดให้รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็งได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการครองเรือน การดูแลบุตรทุกวัย ให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับวัยทองและผู้สูงอายุแก่ประชาชน จัดบริการที่มีคุณภาพมาตรฐานภายใต้ระบบสวัสดิการ ด้านสุขภาพ ส่งเสริมการศึกษา ค้นคว้า วิจัยด้านเทคโนโลยีอนามัยการเจริญพันธุ์และเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์
ครม.เห็นชอบร่างกฎกระทรวงควบคุมป้ายโฆษณา
นายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างกฎกระทรวงเกี่ยวกับการกำหนดชนิดหรือประเภทของอาคาร และเงื่อนไขการตรวจสอบการออกแบบ และคำนวณส่วนต่าง ๆ ของอาคาร ตามที่คณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ โดยเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารฉบับที่ 3 ปี 2543 ที่กำหนดให้การก่อสร้าง การดัดแปลง การเคลื่อนย้าย อาคารบางประเภทจะต้องกำหนดชนิด หรือประเภทของอาคาร จะต้องจัดให้มีการตรวจสอบโครงสร้าง ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการ เงื่อนไขในการตรวจสอบต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการกำหนด เพื่อให้มีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย กับผู้อยู่อาศัย ควรจะต้องจัดให้ตรวจสอบงานออกแบบอุปกรณ์ รวมถึงโครงสร้างของอาคารตามเงื่อนไขดังกล่าว ทั้งนี้ สืบเนื่องจากปัญหาป้ายโฆษณาล้มทับ จนมีผู้เสียชีวิต
สำหรับสาระสำคัญที่เกี่ยวกับป้ายโฆษณา คือ กำหนดชนิดและประเภทของอาคาร ป้ายหรือสิ่งที่สร้างขึ้นสำหรับติดตั้งป้าย ซึ่งผู้ขอรับใบอนุญาตหรือผู้แจ้งจะต้องจัดให้มีการตรวจสอบงานออกแบบและคำนวณส่วนต่าง ๆ ของโครงสร้างอาคาร และผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบงานออกแบบจะต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาวิศวกรรมโยธา และต้องไม่ดำเนินการตรวจสอบงานออกแบบที่ตัวเองหรือคู่สมรส เป็นผู้จัดทำหรือรับผิดชอบ ทั้งนี้ จะต้องออกหนังสือรับรองการตรวจสอบโครงสร้างต่าง ๆ ว่าเป็นไปตามที่กำหนดและได้มาตรฐาน ซึ่งทาง กทม.ได้รับเรื่องนี้ไปดำเนินการแก้ปัญหาเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยของป้ายโฆษณาต่าง ๆ ให้เรียบร้อยภายในเวลา 3 เดือน
ตั้งโฆสิตเป็นประธานกรรมการแก้ปัญหาโรงงานปิดกิจการ
นายณัฐฐวัฒน์ แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี วันนี้ (17 ก.ค.) ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบ ตั้งคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการปิดกิจการของสถานประกอบการ และการเลิกจ้างลูกจ้าง เพื่อกำหนดแนวทางและมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาดังกล่าว ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยมีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน มีรองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) หอการค้าไทย สภาองค์การนายจ้าง และสภาองค์การลูกจ้าง ร่วมเป็นกรรมการ
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมมอบหมายให้ นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานแทนนายกรัฐมนตรี เพื่อความสอดคล้อง และความรวดเร็วในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
มีมติตั้งกรรมการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล
นายณัฐฐวัฒน์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมมีมติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาผลกระทบจากเขื่อนปากมูล 2 กรณี คือ 1. ตั้งคณะกรรมการบริหารจัดการน้ำ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน และอยู่ภายใต้การศึกษาดูแลของกระทรวงมหาดไทย 2. การเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูลนั้น ให้คำนึงถึงสภาพธรรมชาติและความเป็นจริง
นายณัฐฐวัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้รายงานความคืบหน้าการแก้ปัญหาเขื่อนปากมูลในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยอ้างถึงผลการหารือระหว่างกลุ่มสมัชชาคนจนกับกลุ่มกำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ว่าได้ข้อยุติจากการหารือร่วมกันแล้ว จึงนำเข้ารายงานต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อขอให้ออกมติและให้ปฏิบัติตาม ซึ่งผลการหารือของทั้ง 2 กลุ่ม พบว่า การเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ย่อมมีผลกระทบและผลประโยชน์เกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย และมีความพอใจกับไม่พอใจเกิดขึ้น ดังนั้น ไม่ว่าจะเปิดหรือปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ขอให้ไปหารือร่วมกันอีกครั้ง ดังนั้น ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีจึงไม่มีการฟันธงว่า จะให้เปิดประตูระบายน้ำกี่เดือน หรือปิดประตูระบายน้ำกี่เดือน
ต่อข้อถามว่า แสดงว่ามีการยกเลิกมติคณะรัฐมนตรีเดิมที่กำหนดให้เปิดประตูระบายน้ำ 4 เดือน และปิดประตูระบายน้ำ 8 เดือน นายณัฐฐวัฒน์ กล่าวว่า การเปิดประตูระบายน้ำ 4 เดือน และปิด 8 เดือนนั้น ไม่ใช่สูตรตายตัวที่จะใช้ได้ตลอด ขณะนี้ต้องคำนึงว่า ทั้ง 2 กลุ่มได้พูดคุยกันแล้วมีข้อยุติเรียบร้อย
ด้าน นพ.พลเดช ปิ่นประทีป รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องการเปิด-ปิดประตูระบายน้ำเขื่อนปากมูล ซึ่งกรรมการดังกล่าวจะตั้งโดยกระทรวงมหาดไทย โดยให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธาน และให้ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียต่าง ๆ เข้าร่วมเป็นกรรมการ รวมถึงสมัชชาคนจนด้วย เพื่อให้การเปิด-ปิดประตูเขื่อนนั้นยืดหยุ่นได้มากขึ้น และให้ดูผลการศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยอุบลราชธานี ที่ได้ศึกษาเรื่องฤดูกาลปลาวางไข่ เพื่อเป็นเหตุผลประกอบการทำงานของคณะกรรมการฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นผู้ดำเนินการตั้งคณะกรรมการชุดนี้ขึ้นมาทันที
นพ.พลเดช กล่าว เดิมชาวบ้านที่ต่อต้านอยากให้เปิดประตูเขื่อนตลอด ไม่ต้องปิด เพื่อให้ปลาได้วางไข่ตามฤดูกาล ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่สุดโต่งมากเกินไป และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2547 ให้เปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน ในช่วงฤดูกาลปลาวางไข่ ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับของหลายฝ่าย แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันมีมติอีกแบบหนึ่ง คือ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2550 เพื่อรักษาระดับน้ำในเขื่อนไว้ที่ 106-108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งนั่นก็สุดโต่งเกินไปอีก เพราะเท่ากับว่าปิดแบบตายตัว ไม่ได้เปิด ดังนั้น มติคณะรัฐมนตรีครั้งนี้จึงเห็นว่า ทั้งการปิดและเปิดประตูเขื่อน ให้คณะกรรมการชุดดังกล่าวดูแล
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาการทำงานของคณะกรรมการชุดที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานีเป็นประธานหรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า สามารถทำไปได้เรื่อย ๆ เพราะถือเป็นกลไกที่เป็นกรรมการในระดับพื้นที่ ในการพิจารณาว่าจะเปิดหรือปิดประตูเขื่อนได้เมื่อใด สามารถประชุมกันได้เรื่อย ๆ เพราะเป็นกลไกการทำงานได้ต่อเนื่อง ดังนั้น กรรมการชุดนี้จึงมีอำนาจสูงสุดในการพิจารณาเปิดและปิด โดยถือมติคณะรัฐมนตรีเป็นหลัก ซึ่งระบุว่า 1. ระดับน้ำในเขื่อน 106-108 เมตร เหนือระดับน้ำทะเลปานกลาง เป็นระดับคร่าว ๆ เท่านั้น อย่าไปยึดถือตายตัว 2. การจะปิดหรือเปิดประตูระบายน้ำ ต้องพิจารณาให้ได้ประโยชน์กันทุกฝ่าย 3. ให้กลไกนี้เป็นกลไกในการตัดสินใจ
นพ.พลเดช กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม เชื่อว่ามติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ได้เป็นการถ่วงเวลาเพื่อแก้ปัญหาแต่อย่างใด เพราะการให้มีกลไกแก้ปัญหาระดับจังหวัดนั้น จะเกิดการมีส่วนร่วมกับทุกฝ่ายที่ใช้ประโยชน์จากการเปิด-ปิดเขื่อน ซึ่งถือเป็นกลไกในเชิงกระบวนการที่เหมาะสมและยืดหยุ่น
ไม่ได้ระบุระยะเวลาตายตัวว่าต้องเปิด 4 เดือน ปิด 8 เดือน ช่วงเดือนนั้นถึงเดือนนี้ คราวนี้จะยืดหยุ่นกว่า โดยการใช้มนุษย์พิจารณา รวมทั้งดูที่การยอมรับและการมีส่วนร่วม ซึ่งเป็นหลักสำคัญ นพ.พลเดช กล่าว
ต่อข้อถามว่า หากกลุ่มสมัชชาคนจนออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวคัดค้านอีก จะเตรียมรับมืออย่างไร นพ.พลเดช กล่าวว่า ไม่มีการตั้งข้อสังเกตใด ๆ แต่คณะรัฐมนตรีทุกคนเป็นกังวลในเรื่องนี้ และตนชื่นชมนายกรัฐมนตรีที่รับฟังเสียงทั้ง 2 ด้าน โดยเอาตัวเองอยู่ตรงกลาง เพราะความเห็นในคณะรัฐมนตรีมีหลากหลาย
นพ.พลเดช กล่าวว่า เชื่อว่าสมัชชาคนจนหรือพี่น้องประชาชนคงมีเหตุผล และยอมรับฟังเหตุผล ส่วนตัวรู้สึกว่า การตัดสินใจให้มีกระบวนการและกลไกในการทำงานยืดหยุ่นเช่นนี้ เป็นเรื่องที่ดี และทำให้เกิดการมีส่วนร่วมที่ดี
เมื่อถามว่า มีการกำหนดเวลาที่จะเปิดประตูเขื่อนเร็ว ๆ นี้หรือไม่ นพ.พลเดช กล่าวว่า จะต้องเปิดเร็ว ๆ นี้ โดยผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี ได้รายงานในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า แม้จะยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ทางจังหวัดต้องทำงานล่วงหน้าไปก่อน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเอาใจใส่ความเดือดร้อนของประชาชน ต่อข้อถามว่า หากสมัชชาคนจนประกาศว่าจะไม่ยอมเข้าร่วมเป็นกรรมการ จะดำเนินการอย่างไร นพ.พลเดช กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ แต่ภาครัฐจะต้องเปิดรับทุกฝ่าย และชักชวนให้เข้ามาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกลไก แต่ถ้าเขาจะไม่มา ก็ไม่รู้ว่าจะไปบังคับใจกันได้อย่างไร หากเชื่อว่ากระบวนการมีส่วนร่วมและพูดคุยอย่างสร้างสรรค์นี้ดีที่สุด ก็ต้องเข้ามาร่วมเป็นกรรมการด้วย
เห็นชอบร่างกม.ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางองค์การระหว่างประเทศ
นางเนตรปรียา ชุมไชโย ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี ว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เห็นชอบร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การดำเนินงานขององค์การระหว่างประเทศ และศูนย์การประชุมระหว่างประเทศ ตามที่กระทรวงการต่างประเทศเสนอ เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศ เห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางขององค์กรนานาชาติเหมือนกับนครเจนีวา แต่ไทยยังขาดกฎหมายกลางที่จะเอื้ออำนวยให้เอกสิทธิ์และความคุ้มครองกับจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศ รวมถึงครอบครัวที่จะมาอยู่ประเทศไทย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวจะเป็นนิมิตใหม่ที่จะทำให้องค์กรนานาชาติ สามารถเลือกเข้ามาใช้ไทยเป็นศูนย์กลางได้ ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวได้ รวมทั้งเป็นการสร้างภาพลักษณ์ให้กับประเทศไทย
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีสาระสำคัญกำหนดให้องค์การระหว่างประเทศเป็นนิติบุคคลและมีภูมิลำเนาในประเทศไทย โดยให้องค์การระหว่างประเทศ สถานที่ ทรัพย์สิน ผู้แทนเจ้าหน้าที่หรือบุคคลอื่นที่ปฏิบัติภารกิจ เพื่อองค์การระหว่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย ได้รับเอกสิทธิ์และความคุ้มกันตามที่กำหนด และให้คู่สมรสของเจ้าหน้าที่สามารถทำงาน หรือประกอบธุรกิจได้ตามที่กฎหมายกำหนดด้วย แต่เอกสิทธิ์ทั้งหลายจะไม่มากไปกว่าที่ไทยได้ให้กับองค์กรสหประชาชาติ
ครม. อนุมัติต่ออายุ พ.ร.บ.ฉุกเฉิน อีก 3 เดือน
นายณัฐฐวัฒน์ สุทธิโยธิน ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายระยะเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตท้องที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 ก.ค.นี้ เป็นต้นไป เนื่องจากยังคงมีสถานการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง อันเป็นผลสืบเนื่องจากกรณีที่ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบยังคงมีศักยภาพในการปฏิบัติการและยังมีความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง ด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ในพื้นที่ เพื่อทำร้ายเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ โดยมุ่งหวังให้เกิดความเกรงกลัว และกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ และความปลอดภัยของประชาชน จนไม่สามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุข
ที่ประชุม ครม. จึงเห็นควรให้ขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหา และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ได้ และสามารถจับกุมตัวกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบและคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชนได้ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ครม.ไฟเขียวเพิ่มเงินเดือนร้อยละ 4 พนง.มหาวิทยาลัย
ศ.ดร.วิจิตร ศรีสอ้าน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบเพิ่มเงินเดือนและค่าตอบแทนให้พนักงานมหาวิทยาลัย 78 แห่ง ซึ่งมีพนักงานมหาวิทยาลัยที่ไม่ใช่ข้าราชการ ทั้งนี้ การปรับเพิ่มเงินให้ข้าราชการทุกประเภทร้อยละ 4 ไม่ได้จัดไว้สำหรับพนักงานมหาวิทยาลัย และจากการสำรวจแล้วถ้าต้องปรับเพิ่มให้พนักงานมหาวิทยาลัยด้วย จะต้องใช้เงินประมาณ 256 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 28,748 คน โดยที่ ศธ.ต้องขอแปรญัตติ ซึ่งเมื่อ ครม.อนุมัติแล้วน่าจะได้รับเพิ่มจากการแปรญัตติและ ศธ.จะจัดไว้เป็นลำดับความสำคัญต้น ๆ เหมือนกับเงินวิทยฐานะ ทั้งนี้ ในที่ประชุม ครม.วันนี้ไม่ได้พูดเรื่องจัดสรรเงินวิทยฐานะ 3 เดือนปีงบประมาณ 2550 แต่ได้ประสานข้างนอกกับกระทรวงการคลัง ซึ่งเห็นตรงกันว่าขณะนี้เหลือแนวทางเดียวที่จะแก้ไขได้คือ การนำเงินคงคลังประมาณ 4,000 ล้านบาทมาจ่ายให้ครูก่อน เพื่อจะได้ไม่ต้องตกเบิกเงินภายหลัง ดังนั้น ยังเชื่อมั่นครูจะได้วิทยฐานะโดยไม่ต้องตกเบิก
ครม.เห็นชอบแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมตามข้อเสนอของคณะกรรมการกฤษฎีกา ในร่าง พ.ร.บ.กำหนดกิจการ หลักเกณฑ์ และขั้นตอนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือร่างกฎหมายกำกับการแปรรูป โดยกฤษฎีกาได้เสนอแก้ไขในบางส่วนที่มีสาระสำคัญ เช่น การกำหนดมูลค่าของรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปประเภทของกิจการที่แปรรูปไม่ได้ การแปรรูปกิจการทั้งหมดหรือบางส่วนของรัฐวิสาหกิจ ข้อห้ามในการโอนอำนาจของรัฐไปยังบริษัทที่จัดตั้งขึ้นจากการแปรสภาพและการกระจายหุ้นของบริษัท หรือนิติบุคคลที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้น โดยในส่วนของการกำหนดมูลค่าของรัฐวิสาหกิจ ได้ตัดเงื่อนไขเกี่ยวกับมูลค่าของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรสภาพ เนื่องจากหลักการของ พ.ร.บ. เป็นการวางหลักเกณฑ์ทั่วไปสำหรับการแปรสภาพรัฐวิสาหกิจ ไม่ว่ารัฐวิสาหกิจจะมีสินทรัพย์มูลค่าเท่าใดก็ตาม หากจำเป็นต้องแปรสภาพก็ควรต้องดำเนินการตามกฎหมายนี้
จึงไม่จำเป็นต้องพิจารณาความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์การประเมินมูลค่าของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งการกำหนดมูลค่าทรัพย์สินในการแปรรูปจะใช้ราคาตลาดหรือราคาตลาดตามบัญชี เพื่อดูภาวะเงินเฟ้อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยที่ประชุม ครม.ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ไม่ควรมีการกำหนดรายชื่อของรัฐวิสาหกิจที่จะแปรสภาพ ซึ่งควรให้เป็นไปตามดุลพินิจของแต่ละรัฐบาลในการพิจารณาแปรรูป ดังนั้น การระบุชื่อรัฐวิสาหกิจไว้ จึงเป็นการไม่เหมาะสม ซึ่งแนวทางการแก้ไขทั้งหมดต้องไปหารือในชั้นกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง
อนุมัติติดตั้งโทรทัศน์วงจรปิดตามจุดผ่านแดนและศุลกากร
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า ที่ประชุมอนุมัติโครงการติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) และระบบเทคโนโลยีอื่นที่เหมาะสม เช่น ระบบตรวจจับใบหน้าบุคคล ระบบตรวจจับหมายเลขทะเบียนยานพาหนะ รวมทั้งระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อควบคุมและสั่งการ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นระบบเดียวกับที่ติดตั้งในสนามบินฮีทโธรว์ ในประเทศอังกฤษ ที่ใช้ระบบดังกล่าวในการตรวจจับใบหน้าบุคคล
ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ระบบซีซีทีวีจะนำไปติดตั้งครอบคลุมบริเวณจุดนำเข้าและส่งออกทั่วประเทศ จำนวน 1,199 จุด เช่น บริเวณจุดผ่านแดนถาวร ด่านศุลกากร ท่าเรือ ท่าอากาศยานนานาชาติ และเป็นระบบเชื่อมโยงเครือข่ายด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูงมายังสำนักงานศุลกากรและศูนย์ควบคุมทางศุลกากร ซึ่งใช้ระบบการเช่าและว่าจ้าง บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ระยะเวลา 5 ปี ในวงเงิน 740 ล้านบาท คาดว่าระบบนี้จะสามารถติดตามและแก้ไขปัญหาการลักลอบขนสินค้าหนีภาษี รวมทั้งติดตามวัตถุต้องห้าม วัตถุอันตราย และเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น.อนุมัติกรมศุลกากรติดตั้งกล้องวงจรปิด 1,200 เครื่องทั่วประเทศ
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกปรจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้กรมศุลกากรติดตั้งระบบโทรทัศน์วงจรปิด หรือซีซีทีวี จำนวน 1,200 เครื่องทั่วประเทศ บริเวณจุดนำเข้าส่งออกครอบคลุมทุกพื้นที่ในจุดผ่านแดนถาวร ด่านศุลกากร ท่าเรือ ท่าอากาศยานนานาชาติ โดยจะเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายด้วยวงจรสื่อสารความเร็วสูงมายังสำนักงานส่วนกลาง และกระทรวงการคลังจะสามารถตรวจจับใบหน้าบุคคลที่เป็นผู้ต้องสงสัยที่มีประวัติบันทึกไว้ สามารถเชื่อมโยงกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมศุลกากร ตลอดจนตรวจจับทะเบียนหมายเลขยานพาหนะที่ผู้ร้ายใช้กระทำความผิด รวมถึงสามารถถ่ายทอดระบบสัญญาณผ่านเครือข่ายและการประชุมทางไกล โดยใช้เงินนอกงบประมาณ 740 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินมาจากค่าปรับหรือเงินที่ได้จากการขายของกลางจากการกระทำความผิด
ครม.เห็นชอบปรับเพิ่มเงินบำนาญ ขรก.
นายโชติชัย สุวรรณาภรณ์ ผู้ช่วยโฆษกปรจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. เงินช่วยค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญตามข้อเสนอกระทรวงการคลัง โดยปรับเพิ่มเงินบำนาญให้ข้าราชการบำนาญ เพื่อให้สอดคล้องกับการปรับเพิ่มเงินเดือนข้าราชการร้อยละ 3 หลังจาก ครม.อนุมัติแล้วในต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึงปรับเพิ่มค่าครองชีพเบี้ยหวัดบำนาญ โดยใช้เงินงบประมาณจากงบกลางปีละ 2,400 ล้านบาท เริ่มบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2550 ในอัตราร้อยละ 4
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
