“หม่อมปลื้ม” มุดเข้าถ้ำปชป. เลี่ยงตอบคำถามเข้าก๊วนสะตอ แจงแค่มาจองคิว “อภิสิทธิ์” ออกรายการทีวี ส่วน “หล่อใหญ่” โวให้คำแนะนำเหมือนพี่น้อง แล้วแต่ตัดสินใจ ด้าน “หมอเลี้ยบ” ชี้ร่างรธน.ถ้าผ่านแล้วแก้ยาก เตือนอย่าหวังน้ำบ่อหน้า เผยทรท.ตั้งไข่แกนนำชุดใหม่เตรียมเปิดตัวจัดตั้งพรรค วอร์รูมรัฐบาลแฉทรท.เสียงแตกกันเองส.ส.อยากลงเลือกตั้งตัวสั่น “จรัญ” ยันร่างรธน.ผ่านมีผลดีต่อศก. กกต.กระตุ้นคนของรัฐเป็นตัวอย่างลงประชามติ แจงไม่นับบัตรเสียเป็นผู้มาใช้สิทธิ ส่วนกม.ประชามติให้โพลทำได้แต่ห้ามเผยแพร่ ขณะที่วงสัมมนาสับแหลกติดหนวดให้ผอ.กอ.รมน. นักวิชาการชี้อำนาจผบ.ทบ.ล้นมือใครกล้าแตะ ส่วน พล.อ.มนตรี ยันผบ.ทบ.เหมาะสมคุมอำนาจ ยืนยันจำเป็นต้องมีพ.ร.บ.ความมั่นคง ส่วน “มีชัย” เตือนอย่าตีตนไปก่อนไข้ ทรท.เดินหน้าค้านพ.ร.บ.ติดหนวดให้ทหาร สมัชชาคนจนร่วมด้วยย้ำเป็นกม.เหนือรธน. ส่วนคตส.เดินหน้าล่าสมบัติ “แม้ว” ยึดทรัพย์ครั้งที่ 8 บัญชี “โอ๊ค” 1.38 พันล้านบาท รวมแล้วตามอายัดได้กว่า 6.5 หมื่นล้านบาทแล้ว “สัก” โต้คตส.ไม่มีสิทธิรับสินบนจี้ปลดล็อก คปค.ฉบับที่ 15
เมื่อวันที่ 16 ก.ค. นายสมศักดิ์ เทพสุทิน หัวหน้ากลุ่มมัชฌิมา ได้แถลงภายหลังการประชุมถึงท่าทีของกลุ่มต่อการพิจารณายกเลิกประกาศ คปค. ฉบับที่ 15 ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อเปิดโอกาสให้ก่อตั้งพรรคการเมืองว่า อยากให้ สนช.ยกเลิกอย่างรวดเร็ว เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มการเมืองใหม่ได้มีโอกาสจัดตั้งพรรคการเมือง รวมทั้งความชัดเจนในการสังกัดพรรคก่อนการเลือกตั้งว่าจะให้สังกัดพรรค 90 วันหรือมากกว่าหรือน้อยกว่า เพราะที่ผ่านมากลุ่มมัชฌิมารอมากว่า 3 สัปดาห์ ซึ่งเป็นไปได้น่าจะผ่านการพิจารณาของ สนช.ในวันที่ 18 ก.ค. นี้ ถ้ายังไม่ผ่านก็คงมีผลกับการทำงานของพรรคการเมือง รัฐบาลไม่ควรห่วงเรื่องการตั้งพรรคการเมืองจะมีผลกับการลงประชามติ ไม่ต้องรอยกเลิกหลังการทำประชามติ 19 ส.ค. หากพรรคใดที่ก่อตั้งขึ้นมาแล้วสร้างปัญหากับการลงประชามติก็สามารถลงโทษพรรคการเมืองนั้นโดยสามารถสั่งให้ยุบพรรคอีกครั้งก็ได้
นายสมศักดิ์ ยังกล่าวถึงกลุ่มรวมใจ ไทย ว่า ตนและนายสมคิดมีความรักใคร่กันดี แต่การที่ออกมาบอกว่าพร้อมสนับสนุนทุกกลุ่มนั้น ตนเห็นว่าก็เป็นสิทธิของนายสมคิดที่จะพูดและก็สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามเห็นว่ากลุ่มรวมใจไทยมีอดีต รมต.เข้ามาร่วมงานเยอะ แต่ไม่มี ส.ส. ส่วนกลุ่มมัชฌิมามี ส.ส.เยอะแต่ยังไม่มีรมต.
หม่อมปลื้ม มุดเข้าถ้ำ ปชป.
ที่พรรคประชาธิปัตย์ เวลา 09.00 น. ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล บุตรชายของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธรณ์ เทวกุล ได้เข้าพบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โดยใช้เวลานานกว่า 5 ชั่วโมง จากนั้น ม.ล.ณัฏฐกรณ์ ได้ให้สัมภาษณ์ ภายหลังว่า ตนมาเชิญนายอภิสิทธิ์ เพื่อออก รายการ เป็นปลื้ม ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์โมเดิร์นไนน์ทีวี ที่ตนเป็นผู้ดำเนินรายการอยู่ ทั้งนี้ได้ปฏิเสธที่จะตอบคำถามถึงทิศทางทางการเมืองในอนาคตระบุด้วยรอยยิ้มว่า ไว้คราวหน้าคุยกันต่อ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการพูดคุยกับ ม.ล.ณัฏฐกรณ์ว่า เป็นการพบปะพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเรื่องการเมืองกันธรรมดา เท่าที่ได้พูดคุยนั้นทำให้ทราบว่า ม.ล.ณัฏฐ กรณ์ ก็มีความสนใจทางการเมือง ซึ่งตนก็ได้ให้คำแนะนำเพราะถือว่าเป็นเหมือนรุ่นพี่ รุ่นน้อง ส่วนการตัดสินใจทางการเมืองต่าง ๆ ก็อยู่ที่ ม.ล. ณัฏฐกรณ์ เองว่าจะหาจุดยืนและตัดสินใจอย่างไร ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เข้ามาทำธุระกับนายอภิสิทธิ์เท่านั้น เบื้องต้นตนก็พูดคุยกับ ม.ล. ณัฏฐกรณ์ในเรื่องทางการเมือง และทราบว่า ม.ล. ณัฏฐกรณ์ก็มีความสนใจที่จะลงเล่นการเมือง แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะสังกัดพรรคใด
เลี้ยบ ชี้ รธน.ผ่านแล้วแก้ยาก
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองประธานคณะทำงานบริหารจัดการ กลุ่มไทยรักไทย กล่าวว่า สำหรับการประชุมอดีต ส.ส.และว่าที่ผู้สมัครส.ส.กลุ่มไทยรักไทย ในที่ 19 ก.ค.นี้ จะมีการหารือใน 2 ประเด็นสำคัญ คือแนวทางการรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าจะมีทางการเคลื่อนไหวในเชิงรุกอย่างไร เบื้องต้นจะรณรงค์เน้นการชี้แจงถึงเหตุผลการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเป็นหลัก ไม่ใช่จะบอกเพียงว่าไม่รับอย่างเดียว ซึ่งจะมีนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา เข้ามาพูดคุยและชี้แจงรายละเอียดให้อดีต ส.ส.ได้รับทราบ อีกทั้งยังจะมีการเตรียมเผยแพร่ผ่านสื่อหนังสือพิมพ์ ทั้งนี้ตนจะรับหน้าที่เป็นประธานคณะทำงานเผยแพร่เหตุผลการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญด้วย
ต่อข้อถามถึงความคิดเห็นต่อกระแสการรณรงค์ให้รับร่างรัฐธรรมนูญไปก่อนแล้วค่อย ไปแก้ไขในส่วนที่มีปัญหาในภายหลังเมื่อร่างรัฐธรรมนูญผ่านการทำประชามติไปแล้ว นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้มีหลายกลุ่มหลายแนวคิดบอกว่าให้รับไปก่อน แต่ต้องถามว่าเมื่อผ่านประชามติไปแล้ว กระบวนการแก้ไขสามารถทำได้ง่ายหรือไม่ ตนมองว่าอย่าไปหวังน้ำบ่อหน้า เพราะการแก้รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องง่าย ถึงจะมีการเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อ แต่กระบวนการต้องเข้าไปสู่สภาซึ่งยังไม่ทราบว่าจะมีจุดยืนเดียวกับผู้เสนอให้แก้ไขหรือไม่ อีกทั้งตนตั้งข้อสังเกตว่าการ รณรงค์ให้รับไปก่อนทั้งที่บางมาตรามีปัญหาหรือมาตรานั้น ๆ คนไม่เห็นด้วย จะเป็นการเข้าข่ายการหลอกลวงหรือไม่
ทรท.ตั้งไข่แกนนำชุดใหม่
นพ.สุรพงษ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในการประชุมวันที่ 19 ก.ค. จะมีการชี้แจงด้วยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่ผ่าน แล้ว คมช.นำฉบับปี 2540 มาใช้จะทำให้การเลือกตั้งเกิดเร็วขึ้น เนื่องจากไม่ต้องไปออก พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงจะมีการขอความเห็นจากสมาชิกในการตั้งพรรค การเมืองใหม่ ซึ่งจะให้อดีต ส.ส.แต่ละภาคคัดเลือกบุคคลที่จะขึ้นมาเป็นแกนนำเพื่อรองรับการจัดตั้งพรรคใหม่ และจากนั้นกลุ่มจะหาตัวผู้ที่จะมาเป็นหัวหน้าพรรคต่อไป
เมื่อถามถึงกรณีกลุ่มรวมใจไทยเปิดตัวสมาชิกใหม่และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ถือเป็นทางเลือกใหม่ แต่สำหรับไทยรักไทยซึ่งเคยเป็นพรรคการเมืองที่มี ส.ส. กรุงเทพฯอยู่หลายพื้นที่นั้น ก็คงจะมีการหารือเพื่อเตรียมความพร้อมในการส่งคนลงสมัครใน กทม. ต่อไป ในส่วนของยุทธศาสตร์การเลือกตั้งในพื้นที่ กทม.นั้นในเบื้องต้นทางกลุ่มฯก็ยังคงให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ดูแลในเรื่องนี้
วอร์รูมแฉ ทรท.เสียงแตก
นายอรัญ วงศ์อนันต์ ผอ.ศูนย์ประชาสัมพันธ์ภายในประเทศ (ศปชท.) แถลงว่า ศปชท.ได้ส่งคณะทำงานลงพื้นที่พบปะประชาชนตามจังหวัดต่าง ๆ พบว่าส่วนใหญ่มีตื่นตัวต่อการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม้ว่าประชาชนจะยังไม่เข้าใจทุกมาตรา แต่โดยภาพรวมก็พอที่จะเข้าใจ และเห็นว่าหากจะมีมาตราใดที่ต้องปรับปรุงแก้ไขก็ควรจะดำเนินการหลังเสร็จสิ้นการเลือกตั้งไปแล้ว นอกจากนี้ยังพบว่าประชาชนในทุกพื้นที่รู้สึกเอือมระอากับกลุ่มก๊วนต่าง ๆ ที่สร้างสถานการณ์ความไม่สงบในบ้านเมือง และฝากเตือนไปยังผู้ที่รับจ้าง และผู้ที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าให้เห็นแก่บ้านเมืองมากกว่าสนองอารมณ์ตัวเองหรือผลประโยชน์ที่บางคนหยิบยื่นให้
นายประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ภายในประเทศ กล่าวว่า จากการประมวลภาพกลุ่มต่าง ๆ ที่ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พบว่ามี 3 กลุ่ม นักวิชาการที่ไม่มีวาระซ่อนเร้น กลุ่มต่อต้านเผด็จการซึ่งแปลงร่างมาจากกลุ่มพีทีวีและกลุ่มคนรักทักษิณ และกลุ่มอดีตแกนนำและ ส.ส.ไทยรักไทย ที่ขอให้นำรัฐธรรมนูญปี 40 มาใช้เพื่อหวังผลให้คำประกาศยุบพรรคและคำสั่งอายัดทรัพย์สินเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากลุ่มที่ 3 จะเป็นกลุ่มใหญ่และมีฐานการเงินที่เข้มแข็ง แต่จากการตรวจสอบข้อมูลภายในพบว่าขณะนี้เริ่มมีความเห็นไม่เป็นเอกภาพ เพราะอดีต ส.ส.บางส่วนต้องการให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และไม่อยากถูกมองว่าสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง
จรัญ ชี้ร่าง รธน.ผ่าน ศก.พุ่ง
ที่กระทรวงยุติธรรม นายจรัญ ภักดีธนากุล ปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงกรณีกลุ่มสมัชชาประชาชนเพื่อการปฏิรูปการเมืองและ 18 องค์กรพันธมิตรเสนอให้รับร่างรัฐธรรมนูญแล้วไปปรับปรุงหลังการเลือกตั้งว่า ถูกต้องแล้ว รัฐธรรมนูญ 309 มาตรา ไม่สามารถทำให้ถูกใจทุกฝ่ายได้ บางจุดถูกใจคนกลุ่มหนึ่งแต่ไม่เป็นที่ถูกใจของคนอีกกลุ่มหนึ่ง จึงทำให้การลงประชามติรับรัฐธรรมนูญมีโอกาสที่คนไม่พอใจมีมาก แต่ขอให้มองในภาพรวมว่าถ้าภาพรวมพอรับได้ก็ให้ผ่านการรับรองไปก่อน เพื่อกระบวนการกลับคืนสู่ประชาธิปไตยจะได้ราบรื่นแน่นอนชัดเจน เป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ส่วนจุดที่ยังขาดเหลือเกินไปบ้าง ก็ไปเริ่มกระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมหลังจากที่ตั้งรัฐบาลใหม่ที่เป็นของประชาชนเอง
นายจรัญ กล่าวอีกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำยาก สามารถทำได้ง่าย หรือถ้าไม่พอใจรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด สามารถตั้งคณะทำงานร่างใหม่ทั้งฉบับเหมือนสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2540 ได้ไม่มีใครขัดข้อง ทั้งนี้ ร่างรัฐธรรมนูญปี 50 เมื่อประชาชนได้อ่านคงรับรองให้ผ่านการลงประชามติ งานที่ต้องทำไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนมาลงมติรับรัฐธรรมนูญ แต่ต้องนำเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองมาเผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจอย่างแท้จริง จุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้สร้างไว้อย่างแข็งขันหลายจุด ป้องกันกระบวนการในการซื้อสิทธิขายเสียงในการเลือกตั้ง ต้องชี้ให้ประชาชนทราบ
คนของรัฐเป็นตัวอย่างใช้สิทธิ
นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวถึงการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติว่า กกต.จะปรับเปลี่ยนแผนการประชาสัมพันธ์ใหม่เพราะทราบจากผลสำรวจว่าประชาชนยังไม่รู้วิธีการในการลงประชามติ ทั้งนี้เหลือเวลาอีกแค่ 34 วัน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ ส่วนตัวเชื่อว่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิมากพอสมควร เราได้ขอไปทางรัฐบาลและทาง ครม.ก็ได้มีมติอนุมัติมาแล้วเป็นคำสั่งว่าให้เจ้าหน้าที่ทุก กระทรวง ทบวง กรม ออกมาใช้สิทธิ เพื่อเป็นตัวอย่างให้กับประชาชน
นายอภิชาต กล่าวอีกว่า ส่วนภาคเอกชนเราก็ได้ขอความร่วมมือเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงมีความสงสัยว่า ที่มีการรายงานผลการสอบถามความเห็นประชาชนที่ระบุว่ามี 82% ที่ไม่รู้ว่าจะมีการออกเสียงประชามติกันวันไหนนั้น เป็นการถามคนกลุ่มไหน ถ้าเป็นฝ่ายข้าราชการหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจต้องทราบกันดีอยู่แล้ว
กกต.แจงไม่นับแต้มบัตรเสีย
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ด้านสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย กล่าวถึงวิธีคำนวณผู้มาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่ขณะนี้มีการถกเถียงว่า จำนวนเสียงที่จะเห็นชอบประชามติคิดจากฐานจำนวนผู้มาแสดงตน ขอใช้สิทธิหรือจำนวนผู้ออกเสียง ซึ่งในเรื่องนี้ ตนเห็นว่าตามร่างรัฐธรรมนูญมาตรา 31 ใช้คำว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเสียงข้างมาก ของผู้มาออกเสียงประชามติเห็นชอบให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มาใช้บังคับ ซึ่งน่าจะหมายถึงการนับจำนวนเสียงของผู้ที่มาออกเสียงลงคะแนนในช่องเห็นชอบและไม่เห็นชอบเท่านั้นโดยเสียงช่องใดมากกว่ากันก็ให้ยึดเสียงนั้นเป็นหลัก
นายสมชัย กล่าวอีกว่า แต่ถ้ามาใช้สิทธิรับบัตรแล้วไปฉีกบัตรหรือไปทำอย่างอื่นที่ให้เป็นบัตรเสีย ก็ไม่ควรนับรวมเป็นผู้มาออกเสียงประชามติเพราะเท่ากับว่า ผู้นั้นไม่ได้ใช้สิทธิในการออกเสียงแต่เป็นเพียงแค่มาแสดงตนจึงถือว่ายังไม่ได้มีการใช้สิทธิเกิดขึ้น แนวคิดดังกล่าวไม่แน่ใจว่าส.ส.ร.และกกต.คนอื่น ๆ มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันนี้หรือไม่
ให้ทำโพลแต่ห้ามเผยแพร่
ที่รัฐสภา นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)ในฐานะโฆษกคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... แถลงว่า ได้ปรับชื่อให้เหมาะสมเป็น ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยความเรียบร้อยในการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ... นายธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ แถลงว่า ในกรณีการทำโพลที่บัญญัติไว้ในมาตรา 11 ไว้ว่า ผู้ใดเปิดเผยหรือเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียง ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่ประชุมเห็นให้แก้เป็น ผู้ใดเผยแพร่ผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการออกเสียง ในระหว่างเวลา 3 วันก่อนวันออกเสียงจนถึงเวลาสิ้นสุดการออกเสียงในวันออกเสียง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เพื่อให้เกิดเสรีภาพ จึงไม่จำกัดการทำโพลแต่จำกัดเฉพาะการเผยแพร่ ซึ่งยังจำเป็นต้องคงมาตรานี้ไว้
จำเป็นต้องมีก.ม.ความมั่นคง
ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการมีส่วนร่วมของประชาชน สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดสัมมนาเรื่อง ร่างพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงใน ราชอาณาจักร พ.ศ… โดยมีพล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน นายอนุสิษฐ์ คุณาการ ผอ.สำนักความ มั่นคงภายในประเทศ นายสมชาย หอมละออ เลขาธิการมูลนิธิเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนา นายปณิธาน วัฒนายากร อ.ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมสัมมนา โดยพล.อ.มนตรี กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.นี้เป็นกฎหมายเพื่อป้องกันปัญหาก่อนเกิดเหตุ เพราะภัยคุกคามในปัจจุบันรวดเร็วและรุนแรง เป็นกฎหมายเพื่อรองรับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติโดยสุจริต ซึ่งประเทศประชา ธิปไตยหลายประเทศทั้งอังกฤษ อเมริกา และประเทศที่ห่วงเรื่องสิทธิมนุษยชนล้วนมีกฎหมายในลักษณะนี้
ส่วนการที่ต้องตั้งผบ.ทบ.เป็นผอ.กอ. รมน.โดยตำแหน่ง พล.อ.มนตรี กล่าวว่า เพราะผบ.ทบ.เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากกองทัพบกเป็นหน่วยงานหลักที่มีทรัพยากรมากที่สุด จึงสามารถทำงานได้อย่างฉับไว การใช้อำนาจจะอยู่ในรูปของคณะกรรมการที่มีนายกฯเป็นประธาน ยืนยันว่าการที่ต้องบัญญัติกฎหมายไว้เช่นนี้เพื่อป้องกันฝ่ายการเมืองเข้ามาครอบงำงานด้านความมั่นคงและแสวงหาผลประโยชน์
ผบ.ทบ.อำนาจล้นใครกล้าแตะ
นายอนุสิษฐ์ กล่าวว่า กรอบคิดของการ ร่างกฎหมายฉบับนี้มาจากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีภัยคุกคามหลากหลายรุนแรง จึงมองว่ามีความจำเป็นจะต้องมีเครื่องมือ กลไก แทนประชาชนเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งเมื่อสมช. หารือส่วนราชการ ต่าง ๆ ก็มีข้อห่วงใยข้อโต้แย้งในกฎหมายฉบับ นี้มาก ขอให้ทุกคนช่วยกันพิจารณาทั้งเรื่องหลักการกฎหมายว่า ประเทศจำเป็นต้องมีกลไกกฎหมายลักษณะนี้หรือไม่ ถ้าจำเป็นควรมีมิติการใช้อำนาจอย่างไร และจะไม่ทับซ้อนกฎหมายอื่นอย่างไร และจะให้ดุลพินิจการใช้อำนาจอย่างไร
นายสมชาย กล่าวว่า เมื่อพิจารณาแล้วกฎหมาย ฉบับนี้น่าจะขัดรัฐธรรมนูญทั้ง 40 และ ร่างฯปี 50 เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่า การตรา กฎหมายจะกระทบสาระสำคัญแห่งสิทธิไม่ได้ ทำไมไม่ให้รัฐบาลใหม่ รัฐสภาใหม่ ที่มาจากการเลือก พิจารณากฎหมายนี้หรือผู้ที่คิดจะออกกฎหมายนี้ไม่เชื่อมั่นสภาชุดใหม่ แสดงให้เห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญ 50 ไม่น่าไว้ใจได้หรือมีกลไกสรรหาคนที่ดีมาบริหารประเทศ นอกจากนี้กฎ หมายฉบับนี้เหมือนเป็นการประกาศภาวะฉุกเฉินทั้งประเทศและตลอดเวลา การให้อำนาจ ผบ.ทบ. ที่เป็นผอ.รมน.โดยตำแหน่งใช้อำนาจเมื่อไหร่ก็ได้ ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบการใช้อำนาจ เพราะนายกฯแม้เป็นประธานแต่แค่กำหนดนโยบาย หากจะปรับเปลี่ยน ผอ.รมน.ก็ต้องเปลี่ยน ผบ.ทบ. ถามว่าใครจะปลดได้ ตามหลักอำนาจอธิปไตยมี 3 อำนาจ แต่กฎหมายนี้ให้อำนาจที่ 4 คือ กอ.รมน. ส่วนที่มาของกฎหมายนี้มียังปัญหาอีกด้วย
ได้เวลาปฏิรูปงานความมั่นคง
นายปณิธาน กล่าวว่า ถือเป็นหลักการโดยทั่วไปที่ทุกประเทศจะต้องหากฎเกณฑ์ กฎหมาย แนวยุทธศาสตร์ และแนวทางใหม่ ๆเพื่อให้สอดคล้องกับภัยคุกคามความมั่นคงในรูปแบบใหม่ อย่างไรก็ตาม ในการออกกฎหมายของเราไม่ชัดเจนซึ่งต้องชั่งน้ำหนักของภัยคุกคามว่า เป็นภัยก่อการร้ายมาจากต่างประเทศ มาจากการเมืองหรือสถานการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กฎหมายดังกล่าวว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ บ้างก็มองว่าเป็นการแก้ไขที่ไม่ ถูกจุด ในหลักการคิดในเรื่องนี้จะต้องรักษาดุลยภาพต้องมีผู้บริหาร มีขั้นตอนระเบียบการปฏิบัติให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ๆ ส่วน หลักการเฉพาะควรเป็นไปตามกฎหมายและหลักปฏิบัติที่ใช้อยู่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญและกฎหมายอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสน
นายปณิธาน ยังกล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาเรามีการปฏิรูปการศึกษา ปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน ปฏิรูปการเมือง แต่ไม่เคยมีการปฏิรูปเรื่องการรักษาความมั่นคง ดังนั้นขณะนี้มันถึงเวลาและอาจจะเลยเวลาไปด้วยซ้ำที่จะปฏิรูปเรื่องการรักษาความมั่นคง
มีชัยเตือนอย่าตีตนไปก่อนไข้
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงร่างพ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร พ.ศ....ที่รัฐบาลเสนอว่า ร่างกฎหมายนี้ยังไม่เป็นข้อยุติเพราะจะต้องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณารายละเอียดก่อนเสนอกลับไปให้รัฐบาลและ สนช.ต่อไป ดังนั้นผู้ที่เคยอ่านร่างกฎหมายดังกล่าวแล้วควรจะเสนอความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาว่ามีส่วนใดบ้างที่ไม่ดี เพื่อจะได้รับไปพิจารณาปรับปรุง ทั้งนี้เห็นว่ากฎหมายในลักษณะนี้ควรจะออกในสถานการณ์ที่ฉุกเฉินและควรเขียนด้วยความระมัดระวัง อย่าคิดเพียงว่าจะออกกฎหมายมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเห็นว่ากฎหมายดังกล่าวหากจะออกมาเพื่อจะใช้ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อาจจะช้าไป
ส่วนกรณีที่พล.อ.มนตรีระบุว่ากฎหมายดังกล่าวจำเป็น นายมีชัย กล่าวว่า กอ.รมน. ที่มีอยู่ เกิดขึ้นโดยคำสั่งสำนักนายกฯแล้ว ก็ไปแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทางรัฐบาลจึงอยากทำให้เป็นกฎหมาย แต่พอนำมาเขียนเป็นกฎหมาย จะกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งต้องระมัดระวัง อย่างไรก็ตามขณะนี้มีร่างพ.ร.บ.ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) อยู่ที่สนช.จะให้อำนาจ ผอ.ศอ.บต.ในการประสานงานให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ศอ.บต.ก็อยู่ภายใต้ กอ.รมน. ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายรองรับ จึงอยากให้มีกฎหมายตัวนั้นมาเพื่อสร้างให้ทัดเทียมกัน เพียงแต่เวลาที่คิดเบื้องต้นอาจจะไปไกลดังนั้น จะต้องรอดูร่างสุดท้ายก่อน
สมัชชาฯค้านอยู่เหนือรธน.
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 15.30 น. กลุ่มสมัชชาคนจน จำนวน 30 คน ได้มาอ่านแถลง การณ์เพื่อขอให้รัฐบาลหยุด พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เนื่องจากเห็นว่าเป็นกฎหมายที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ทางสมัชชาคนจน จึงขอคัดค้านการออก พ.ร.บ. ดังกล่าว เพราะเป็นการยึดอำนาจประชาชน ไปตลอดกาล และร่างรัฐธรรมนูญที่ผู้คนในสังคมกำลังถกเถียงกันว่าจะล้มหรือรับร่างนั้น จะมีความหมายในการเป็นหลักประกันในสิทธิเสรีภาพของประชาชนได้อย่างไร ถ้ายังปล่อยให้มีกฎหมายที่คุกคามสิทธิเสรีภาพถูกบังคับใช้ขึ้นมา สมัชชาคนจนจึงขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจตระหนักในสิทธิเสรีภาพ และจิตวิญญาณประชาธิปไตยของประชาชนเพื่อความสงบสุขของชาติด้วย
คตส.ไล่อายัดทรัพย์อีก3บัญชี
นายสัก กอแสงเรือง โฆษกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)แถลงว่า ที่ประชุมมีมติสั่งอายัดเงินในบัญชีเงินฝากของนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตร พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ให้แก่กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก เพิ่มเติมครั้งที่ 7 เป็นคำสั่ง คตส.ที่ 028/2550 โดยหนังสือคำสั่งดังกล่าวนายนาม ยิ้มแย้ม ประธาน คตส. ได้ลงนามและส่งไปยังธนาคารและสถาบันการเงินที่เกี่ยวข้องแล้ว การอายัดครั้งนี้ รวมวงเงิน 1,387 ล้านบาท เป็นเงินในบัญชีของนายพานทองแท้ ที่โยกไปยังบัญชีคุณหญิงพจมาน รวม 3 รายการ คือ 1. บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน สาขา ซอยอารีย์ ชื่อบัญชี บริษัท โอ เอ ไอ คอนซัลแตนท์แอนด์แมนเนจเม้นท์ จำกัด วงเงิน 130 ล้านบาท
2. บัญชีธนาคารกรุงเทพ จำกัด มหาชน สาขา ซอยอารีย์ ชื่อบัญชี บริษัท โอเอไอ เอ็ด ดูเคชั่น จำกัด ในวงเงิน 187.5 ล้านบาท และ 3. กองทุนเปิดไทยพาณิชย์สะสมทรัพย์ตราสารหนี้ เป็นเงิน 1 พันล้านบาท โดยทั้ง 3 บัญชี เป็น การอายัดพร้อมดอกเบี้ย นอกจาก 3 บัญชีดังกล่าว แล้ว ในคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งเดียวกัน ยังได้มีการอายัดทรัพย์อีก 3 รายการ โดยเป็นเงินที่มีการเคลื่อนย้ายมาจากการอายัดทรัพย์ครั้งที่ 6 และ 7 ซึ่งเป็นเงินในบัญชีของนายพานทองแท้ ที่โยก ไปบัญชีอื่นเมื่อ คตส. ได้มีคำสั่งอายัดแล้ว คือ 1. กลับยังมีการแปลงเป็นตั๋วสัญญาใช้เงินของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ชื่อบัญชีบริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด รวมเงิน 200 ล้านบาท แยกเป็น 5 ตั๋วสัญญา
รวม8ครั้งยึดสมบัติ6.5หมื่นล.
นายสัก กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ในรายการที่ 2 เป็นเงินโอนจากการอายัดทรัพย์ครั้ง ที่ 7 ในรายการที่ 1 และ 2 ของรายการบัญชี ในบัญชีธนาคารธนชาต จำกัด มหาชน สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ ชื่อบัญชี บริษัทประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้ จำกัด วงเงิน 200 ล้านบาท และ 3. บัญชีธนาคารธนชาต จำกัด (มหาชน) สาขาย่อยเอ็มบีเค ทาวเวอร์ ชื่อบัญชี เวิร์ธ ซัพพลายส์ จำกัด วงเงิน 200 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย ในรายการที่ 3 เป็นเงินที่มีการโยกหลังจากที่ คตส. มีคำสั่งอายัดทรัพย์ ในครั้งที่ 6
นายสัก กล่าวว่า จากการอายัดทรัพย์ ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึง ครั้งที่ 8 รวมวงเงินที่ คตส. ตามอายัดได้ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ในคำสั่งอายัดทรัพย์ครั้งนี้ คตส. ได้มีการเพิ่มเงื่อนไขให้ธนาคารและสถาบันการเงินที่มีหน้าที่รับหรือจ่ายเงินตามเอกสารทางการเงินตามคำสั่งดังกล่าว ระงับการจำหน่ายจ่ายโอนจนกว่าจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และขอให้ส่งรายงานบัญชีทุกเรื่องให้คตส. ทราบ เนื่องจากที่ผ่านมา เมื่อ คตส. มีคำสั่งอายัดทรัพย์ กลับมีการใช้ช่องโยกเงินออกไปอีก จึงมีคำสั่งดังกล่าว
ยังเหลือบัญชีโอ๊ค242ล.ไม่อายัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอายัดเพิ่มเติมในครั้งนี้ จะเป็นเงินที่นายพานทองแท้ โอนเงินเข้าบัญชีคุณหญิงพจมาน ธนาคารไทยพาณิชย์ 1,320 ล้านบาท แต่พบว่าเงินไปโผล่ในบัญชีธนาคารกสิกรไทย ของคุณหญิงพจมาน ซึ่งมีเงิน อยู่ในบัญชีดังกล่าวอยู่แล้ว 1,680 ล้านบาท รวมแล้วมีเงินในบัญชีดังกล่าว 3 พันล้านบาท ซึ่ง คตส.ได้ตามอายัดไว้ แต่ได้มีการปิดบัญชีดังกล่าวไปก่อน ต่อมาพบว่า เงินดังกล่าวไหลไปอยู่ที่บัญชีคุณหญิงพจมาน ในบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน จากนั้นมีการไหลไปสู่บัญชีที่คตส.มีคำสั่งอายัดไปครั้งนี้
ซึ่งเมื่อรวมกับการอายัดกับครั้งที่ผ่าน ๆมา จะพบว่าเงินของนายพานทองแท้ที่ไหลเข้าสู่บัญชีของคุณหญิงพจมานได้ถูกอายัดไว้เกือบหมดแล้ว เหลือเพียงเงินถอนระหว่างงวดประมาณ 190 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่าเงินที่อยู่ในชื่อบัญชีของนายพานทองแท้ อีก 2 บัญชีที่ยังไม่ได้อายัดรวม 242 ล้านบาท คือธนาคารกรุงไทย สาขานานาเหนือ 100 ล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์ สาขารัชโยธิน จำนวน 142 ล้านบาท
สักปัดมีนอมินีรับสินบนคตส.
นายสัก ยังกล่าวถึงกรณีที่ทีมทนายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า คตส. อายัดทรัพย์หวัง รางวัลในการแจ้งเบาะแสตามระเบียบการจ่ายเงินให้กับผู้แจ้งเบาะแสว่า ระเบียบดังกล่าวร่างตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แต่เจ้าหน้าที่ คตส. และกรรมการ คตส. ไม่มีสิทธิได้รับรางวัลดังกล่าว ซึ่งเป็นหน่วยงานแรกที่กำหนดอย่างนี้
สำหรับผู้แจ้งเบาะแส จะมี 2 ลักษณะ คือ ปกปิดชื่อตัวเอง และแจ้งโดยไม่ปกปิด เพราะฉะนั้นการกล่าวอ้างว่าจะมีนอมินีรับสินบนจึงไม่สามารถทำได้ ดังนั้นหากมีเจ้าหน้าที่ คตส. หรือกรรมการคนใดไปทำอย่างนั้น จะถือเป็นความผิดเกี่ยวกับปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตนยืนยันว่า คตส. จะไม่ทำอย่างนั้น ส่วนจะให้เปิดเผยชื่อผู้แจ้งเบาะแส ถ้าบุคคลนั้นสงวนไว้ไม่ให้เปิดเผยก็ไม่สามารถทำได้ เพราะส่วนใหญ่ผู้ที่มาเป็นพยานให้กับทาง คตส. ถูกข่มขู่และปองร้าย ดังนั้น คตส. จึงจะไม่หลงกลเด็ดขาดที่จะให้เปิดเผยชื่อบุคคลที่มาเป็นพยาน.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
