คอลัมน สัมภาษณ์พิเศษตลอดช่วง 6 เดือนที่มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เข้ามาทำหน้าที่เสมือนเป็นสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะการออกมาเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เกี่ยวกับการเสนอกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาที่ถูกติติงว่าล่าช้า และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่ดูแลด้านกฎหมายของรัฐบาล
น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา รองหัวหน้าพรรคชาติไทย ในฐานะสมาชิกสนช. ออกมาเปิดใจถึงการทำหน้าที่สมาชิกสนช. ดังนี้
-การทำหน้าที่สนช.กับสภาผู้แทนฯ แตกต่างกันอย่างไร
ตั้งแต่รับหน้าที่เป็นสนช. ตระหนักในบทบาทหน้าที่ดีว่ามีวาระอยู่ชั่วคราวเท่านั้น จึงตั้งใจไว้ว่าอะไรที่พยายามพลักดันได้ในสภาชุดพิเศษชุดนี้ก็จะทำอย่างเต็มที่ ที่ผ่านมาเรียกได้ว่าพอใจในหน้าที่ของตัวเองพอสมควร เนื่องจากในการพิจารณาพระราชบัญญัติ หรือญัตติใดๆ มีความรู้สึกว่าเราทำได้ในความเป็นตัวของตัวเองอย่างเต็มที่ ไม่มีวิปที่จะต้องมากำหนดว่าเราจะต้องลงมติอย่างนั้น ต้องแสดงความคิดเห็นอย่างนี้ เราสามารถแสดงออกซึ่งความเป็นตัวของเราได้อย่างชัดเจน
เคยพูดกับหลายๆ คนว่าเวลาที่เอื้อมมือไปกดปุ่มโหวตนั้นภูมิใจมาก เพราะนั่นคือหนึ่งเสียงของเราที่แท้จริงเลย ไม่มีใครมาบอกว่าเราต้องกดอย่างนั้นกดอย่างนี้ เป็นความคิดเห็นที่เป็นอิสระอย่างเต็มที่ ภูมิใจ ในการพูดแสดงความคิดเห็น หรือท้วงติงอะไร รู้สึกว่ามันมีค่าและมีความหมาย ผิดกับในช่วงที่เป็นสภาปกติที่มีพรรครัฐบาล พรรคที่เป็นเสียงส่วนใหญ่ในสภา ต่อให้เราพูดแย้งความเห็นอะไรไปก็ตามถ้าเขาตั้งธงมาแล้วว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เสียงที่เราแย้งก็ไร้ค่า แต่สภาชุดนี้ไม่ใช่
เรื่องใดๆ ถ้ารัฐบาลเสนอมาแล้วไม่มีเหตุผลที่ตอบคำถาม ตอบข้อสงสัยของสมาชิกได้อย่างชัดเจนก็มีสิทธิที่จะถูกล้มและไม่ผ่านได้ อันนี้เป็นเรื่องยากที่จะเกิดในสภาที่มาจากการเลือกตั้งปกติที่มักจะมีพรรคที่มีเสียงส่วนมากคุมการออกเสียงในเรื่องต่างๆ ไว้หมดแล้ว
สนุกที่จะทำงานในตำแหน่งตรงนี้ สามารถผลักดันกฎหมายที่เป็นประโยชน์ได้อย่างลื่นไหลดี เพราะมักจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกท่านอื่นๆ อย่างดี และสภาชุดนี้เรียกว่าสมาชิกไม่มีใครมีผลประโยชน์ทับซ้อน ก็เป็นการทำงานที่สนุก
ตอนนี้ตัวเองอยู่ในกรรมาธิการ 2 ชุด ชุดแรกชื่อยาวมาก กรรมาธิการกิจการเด็กเยาวชนสตรีผู้สูงอายุคนพิการและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นกรรมาธิการที่มีชื่อยาวที่สุด มีคุณวัลลภ ตังคณานุรักษ์ เป็นประธาน ทำงานกันค่อนข้างมาก เรียกได้ว่าเป็นกรรมาธิการที่เสนอกฎหมายเข้าสู่สภามากที่สุดก็ว่าได้ และมักจะลงพื้นที่ดูแลปัญหาค่อนข้างมากทีเดียว
อีกชุดหนึ่งกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความคิดเห็นและความเดือดร้อนของประชาชน ชุดนี้ก็ทำงานสนุกเช่นเดียวกัน เพราะจะมีพี่น้องประชาชนที่มีความเดือดร้อนในเรื่องต่างๆ ร้องเรียนเข้ามา กรรมาธิการก็จะดูว่าเรื่องไหนที่เราแก้ปัญหาให้เขาได้เลยเราก็จะทำ เรื่องไหนที่คิดว่ามันเกี่ยวกับกรรมาธิการชุดอื่น เช่น ถ้าเรื่องเกี่ยวกับกรรมาธิการศึกษา กรรมาธิการพาณิชย์ เราก็จะส่งต่อเรื่องไปให้ หรือเกี่ยวกับส่วนราชการไหนเราก็ประสานงานไปให้ แต่เราไม่ทิ้ง ส่งลูกต่อไปแล้วเราก็คอยตามเรื่องให้
-เคยบอกว่าดีใจที่อยู่ในกลุ่มอายุน้อยในสนช.
(หัวเราะ) เป็นสนช.ผู้หญิงที่อายุน้อยที่สุด แต่ถ้ารวมผู้ชายด้วยแล้วมีผู้ชายที่อายุน้อยกว่า รู้สึกว่าตัวเองจะเป็นอันดับ 9 ก็เรียกว่าภาวะเช่นนี้คงหาไม่ได้อีกแล้วที่จะเรียกว่าเป็นสมาชิกรัฐสภาที่อายุน้อยที่สุด คงมีแค่ยุคนี้เท่านั้น ยุคอื่นๆ เข้าไปเขาคงจะเรียกป้าอยู่รอมร่อ
-การประสานงานระหว่างสนช. กับรัฐบาลในการพิจารณากฎหมาย
ที่ผ่านมาจะมีวิปรวมของรัฐบาลกับสนช. ซึ่งจะประชุมร่วมกันทุกวันจันทร์ เท่าที่เห็นการทำงานร่วมกันก็ไม่มีปัญหา เพียงแต่บางครั้งกฎหมายจากรัฐบาลไหลเข้ามาช้า เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสนช. และที่ตัวเองทำส่วนหนึ่งก็คือเราเป็นคนยื่นกฎหมายเสียเอง
กฎหมายหลายฉบับหน่วยราชการเขารอพร้อมอยู่แล้ว แต่รัฐบาลบางทีช้า เราก็เอาร่างดังกล่าวมายื่นให้เหมือนใบวางบิล เพราะพอสนช.ยื่นปุ๊บจะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะรับไปและตอบกลับมาภายใน 30 วัน ว่าจะรับเราหรือไม่รับ ถ้ารับเขาก็จะมีร่างของรัฐบาลที่ใกล้เคียงกันเอามาประกบ ถ้าไปรับเขาก็ตีตกไป แต่เป็นการเร่งให้รัฐบาลทำงานในพระราชบัญญัตินั้นๆ เร็วขึ้น
-เห็นว่าเคยมีปัญหาถึงขั้นที่นายประสิทธิ์ โฆวิไลกูล อดีตรมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีต้องลาออก
นั่นคงเป็นปัญหาในส่วนของรัฐบาลเอง อย่างที่ได้ยินมาโดยไม่สามารถยืนยันได้ว่าบางครั้งรัฐมนตรีไม่มาตอบเอง ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับงานในความรับผิดชอบ ก็มอบอาจารย์ประสิทธิ์ มาในฐานะเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ดูแลเรื่องกฎหมาย เป็นวิป มาตอบแทน มารับเรื่องแทน เหมือนกับว่าพอทางนี้ต่อว่าท่านก็ต้องรับไป ทางโน้นบางครั้งก็ไม่รับลูก อะไรอย่างนี้ แต่ดิฉันก็ยืนยันไม่ได้เพราะไม่ได้รับทราบเรื่องโดยตรง เป็นเรื่องที่ได้ยินเขาเล่ามา
-เรื่องนิรโทษกรรม ซึ่งพล.อ.สนธิ บุญรัตกลิน ประธานคมช.โยนให้เป็นเรื่องของสนช.ไปแล้ว
เรื่องนิรโทษกรรมเข้าใจว่าจบไปแล้ว ท่านผบ.ทบ.ก็ออกมาขอโทษต่อตุลาการรัฐธรรมนูญแล้ว เรื่องนี้จริงๆ ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะพูดตอนนี้ เนื่องจากผลคำตัดสินก็เพิ่งออกมาได้ไม่กี่วัน แล้วจะมานิรโทษกรรมอะไรกัน เรื่องนี้ในสนช.คงไม่มีใครเสนอขึ้นมาแน่นอน ก็น่าจะจบไปแล้ว
-ส่วนตัวมีความเห็นในเรื่องนี้อย่างไร
ส่วนตัวก็เห็นว่าไม่ใช่เวลาอันควรที่จะมาพูดเรื่องนิรโทษกรรม ถ้าจะเป็นเรื่องของสภาชุดใหม่ก็ค่อยไปว่ากันตรงนั้น ถ้าทั้ง 111 คน ท่านมีพรรคพวกอยู่ในสภาชุดใหม่แล้วจะไปผลักดันเสนอกฎหมายนิรโทษกรรมก็ค่อยไปเป็นจังหวะนั้น แต่ไม่ใช่ตอนนี้ และทางพรรคไทยรักไทยเองก็ดูเหมือนว่าจะไม่พึงประสงค์ บอกว่าไม่ต้องการ ฉะนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องมาพูดแล้ว
-การแก้ไขประกาศ คปค. ฉบับที่ 15 เพื่อให้มีการจดทะเบียนพรรคการเมืองใหม่ได้ โดยครม.เตรียมส่งไปให้สนช.พิจารณา 3 วาระรวด
คิดว่ารัฐบาลคงปรึกษากับทางฝ่ายกฎหมายอย่างดีแล้วว่าจะปรับแก้ประกาศ คปค.ฉบับไหน เพื่อที่จะให้พรรคการเมืองสามารถดำเนินกิจกรรมได้โดยไม่มีผลกระทบต่อคำตัดสินใดๆ ที่ได้ทำไปแล้ว เขาคงปรึกษาฝ่ายกฎหมายอย่างดีแล้วถึงได้ออกมาเป็นการยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 คงรอให้ไปตามขั้นตอน
แต่เท่าที่ทราบอีก 2 สัปดาห์ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ต้องใช้ห้องประชุมสภาเพื่อพิจารณาวาระเร่งด่วน เข้าใจว่าอันนี้ไม่ได้เป็นอะไรที่วางแผนไว้ล่วงหน้า การที่ส.ส.ร.จะใช้สภานั้นเกิดขึ้นก่อนแล้ว ขอร้องว่าอย่ามามองสนช.หรือประธานสนช.ในแง่ที่ไม่ดีเลย เพราะเรื่องเกิดขึ้นไว้ก่อนแล้ว เขาวางแผนไว้ก่อนแล้วและพอดีเรื่องของคุณเพิ่งมาประจวบเหมาะ อย่ามองกันในแง่ร้าย
-มีการมองว่าสนช.เตะถ่วง
ไม่ใช่แน่นอน ยืนยันได้ เพราะเรื่องนี้เกิดขึ้นไว้ก่อนแล้ว เขาเตรียมการไว้ก่อนแล้วว่าจะยกที่ประชุมสภาให้กับส.ส.ร.
-ตกลงผ่าน 3 วาระรวดได้หรือไม่
ก็น่าจะเป็นไปได้
-อดีตส.ส.ของพรรคไทยรักไทยวิจารณ์ว่าเป็นการกลั่นแกล้งกันหรือไม่
ก็แล้วแต่คนมอง ในเมื่อคนที่มีอคติอยู่แล้วก็จะมองไปอย่างนั้น ก็ว่ากันไม่ได้
-หลายคนวิจารณ์ว่าเรื่องนี้เป็นผลดีต่อ 3 พรรคคือ พรรคชาติไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคมหาชน
คือมันเป็นเหตุการณ์ที่ออกมาอย่างนี้ ทาง 3 พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมก็ไม่ได้คิดว่ามันจะเป็นเช่นนี้ จะมองอย่างนี้เขาก็มีสิทธิ์ที่จะมอง แต่มันไม่ใช่อะไรที่เตรียมการเอาไว้ ใครจะไปทราบว่าตุลาการรัฐธรรมนูญทั้ง 9 ท่าน จะมีคำวินิจฉัยออกมาเช่นนี้ ไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ยุบแต่พรรคไทยรักไทย มีการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค ไม่มีใครคาดเดาผลได้ล่วงหน้า
เมื่อมีผลออกเป็นอย่างนี้ และทางไทยรักไทยเองก็เรียกร้องให้ยกเลิกประกาศ คปค.เพื่อให้เขาดำเนินกิจกรรมได้ เขาก็ยกเลิกประกาศ คปค.ฉบับแรกก่อน เขาดำเนินไปตามวิถี เหตุการณ์มันก็เอื้ออำนวยอย่างนี้เอง จะมามองในแง่ไม่ดี มันก็อคติกันเกินไปหน่อย
หน้า 6
หน้านี้ถูกเปิดอ่านแล้วครั้ง
ข้อมูลจาก ข่าวสด
