สมชาย ร่วมบันทึกเทปวันธรรมศาสตร์ เจอศิษย์เก่าป่วน ตะโกนร้อง เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา ปชป.หนุนหมอประเวศเป็นประธานกก.อิสระปฎิรูปการเมือง จี้ ให้ทุกพรรคขานรับ เชื่อแรงกดดันจากสังคมจะทำให้การปฏิรูการเมืองสำเร็จ จี้สมชายตัดสินใจถอนพาสปอร์ตแดง ทักษิณ บทพิสูจน์ความเชื่อมั่นนายกรัฐมนตรีที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อเวลา 10.00น.วันที่ 28 กันยายน นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางมาร่วมบันทึกเทปหมู่ เพลงสถาบันในโอกาส วันธรรมศาสตร์ เพื่อออกอากาศทางช่อง 9 ในวันที่ 9 ธันวาคม โดยได้บันทึกเทป 3 เพลง คือ มอญดูดาว ยูงทอง และมาร์ชธรรมศาสตร์ เพราะธรรมศาสตร์สอนให้ฉันรักประชาชน
ก่อนที่จะบันทึกเทปนายกฯ ขึ้นเวทีกล่าวกับศิษย์เก่าโดยได้เล่าอดีตเรื่องการเรียนว่าไม่ได้วางแผนว่าจะต้องเรียนที่ธรรมศาสตร์ หรือเรียนเนติฯ แต่เพราะที่บ้านไม่ค่อยมีเงิน และพี่ชายก็เรียนจบที่ธรรมศาสตร์ ก็เลยเข้าเรียนที่นี่เพื่อไม่ต้องซื้อหนังสือเรียนใหม่
ระหว่างที่นายกฯ กล่าวมีศิษย์เก่า 2 คน ที่มาร่วมในการบันทุกเทป ได้ถือ มือตบ ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์การชุมนุมของ พันธมิตร ได้ชูมือตบตลอดเวลาที่นายกฯ พูด ทำให้คนข้างๆ หันมามองด้วยความไม่พอใจ ทำให้คนทั้ง 2 ต้องลุกออกจากห้องประชุมไป ระหว่างเดินออกไปก็ได้ตบมือตบ และตะโกนว่า เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา
เมื่อนายสมชายเห็นก็มีสีหน้าเจื่อนลงนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้ว่าอะไร แต่พูดว่า ไม่เป็นไร ตนคงพูดมากเกินไปแล้ว ถ้าเช่นนั้นตนขอจบเรื่องส่วนตัวแค่นี้ จากนั้นจึงเริ่มบันทึกเทปเพลง อย่างไรก็ตามมีศิษย์เก่า ที่มาร่วมงานไม่พอใจบุคคลทั้ง 2 โดยกล่าวว่างานนี้ไม่สมควรมาทำเช่นนี้ เพราะวันนี้ไม่มีพันธมิตร หรือ นปก. แต่เป็นงานของศิษย์เก่าธรรมศาสตร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศิษย์เก่า ทั้ง 2 เป็นศิษย์เก่าเศรษฐศาสตร์ มธ.2514 ส่วนนายสมชาย เป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ 2509 และเป็นศิษย์เก่าคนที่ 4 ที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี
ปชป.หนุนหมอประเวศเป็นประธานกก.อิสระปฎิรูปการเมือง
นายอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฏร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปการเมือง น่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะรัฐบาลเห็นว่ารัฐธรรมนูญปี 50 มีปัญหาขณะที่กลุ่มพันธมิตรได้ออกมาเรียกร้องเรื่องการเมืองใหม่ ดังนั้นสิ่งที่จะแก้ไขได้คือการปฏิรูปการเมืองก่อนที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยอยากให้ทุกฝ่ายได้มาหารือกัน ว่าจะมีกระบวนการปฎิรูปการเมืองอย่างไร เพื่อหาทางออกร่วมกัน ส่วนรูปแบบวิธีการนั้นไม่ควรที่จะมีการตั้งแง่ว่าใครควรจะเป็นเจ้าภาพ อยากให้ทุกฝ่ายได้ร่วมกันแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิรูปการเมือง ซึ่งพรรคฝ่ายค้านพร้อมอยู่แล้วที่จะให้ความร่วมมือและผลักดัน หากรัฐบาลขานรับทุกอย่างจะเดินหน้าง่ายขึ้น
เมื่อถามที่ท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ไม่สนใจในการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อปฎิรูปการเมือง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ปฏิเสธ เพราะฉะนั้นนายกน่าจะลองนำไปพิจารณาดูก่อน รวมทั้งพรรคกาเมืองต่างๆ คงจะต้องมีการพูดคุยกัน หากพรรคการเมืองตอบรับ จะเป็นอีกช่องหนึ่งในการแก้ไขปัญหาทำให้เดินหน้าได้
เมื่อถามว่าหากมีการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาปฏิรูปการเมืองจะมีอะไรเป็นหลักประกันให้กับสังคมได้ว่าจะนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริง นายอภิสิทธิ์ กล่าว่า การดำเนินการทั้งหมดต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการผลักดันทั้งกระบวน และสุดท้ายแรงกดดันจากสังคมและเป็นตัวผลักดันให้การปฎิรูปการเมืองเกิดผลสำเร็จได้ เช่นในปี 2540 ก็มีการกลัวว่านักการเมืองจะไม่เห็นพ้องกับสสร.ซึ่งสุดท้ายกระแสสังคมจะเป็นตัวกดดันให้นักการเมืองได้ดำเนินการตามสสร.ดังนั้นหากมีการวางหลักการให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมจะถือเป็นหลักประกันอีอย่างหนึ่ง
เมื่อซักว่าการปฏิรูปการเมืองที่จะเกิดขึ้นเหมือนกันเป็นการตัดทอนอำนาจของฝ่ายการเมืองและฝ่ายการเมืองจะยอมเสียสละตามที่กระแสสังคมกดดันหรือไม่ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝ่ายการเมืองก็ต้องมองเห็นว่า เมื่อมีอำนาจแต่ประชาชนไม่ยอมรับ อำนาจนั้นก็ใช้ไม่ได้ บ้านเมืองก็เดินไปข้างหน้าไม่ได้ แล้วจะมีอำนาจไว้ทำไม หากจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรเกิดขึ้นฝ่ายกาเมืองก็ต้องสนับสนุน ดังนั้นจึงอยากฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน นักวิชากร และกลุ่มพันธมิตร ได้แสดงเจตนาของมาขานรับการปฏิรูปการเมืองร่วมกัน
เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่หากมีการเสนอชื่อนพ.ประเวศวะสี ราษฏรอาวุโส เป็นประธานคณะกรรมการอิสระในการปฎิรูปการเมือง ในกรอบระยะเวลา 120 วันนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า นพ.ประเวศเป็นบุคคลที่เหมาะสม ส่วนกรอบระยะเวลาประมาณ 120 วันน่าจะพอรับได้แต่อาจจะต้องมีการขยายเวลาเพิ่มนิดหน่อยเพราะบางเรื่องต้องใช้เวลา และพิจารณาอย่างรอบครอบ
ส่วนกรอบเวลาในการปฎิรูปการเมืองทีคาบเกี่ยวกับคดียุบพรรคการเมืองต่างๆนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ควรจะต้องแยกกัน การปฏิรูปการเมืองไม่ใช่ปฏิรูปเพื่อช่วยเหลือคดีให้ใคร แต่ต้องการทำให้มีการเมืองที่โปร่งใส ส่วนคดีความต่างๆ ก็เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม เชื่อว่ากรอบเวลา 120 วันไม่ได้เป็นซื้อเวลาในการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลเพราะการทำงานของรัฐบาลก็ต้องเดินหน้าไปตามปกติ และหากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอนาคต รัฐบาลชุดต่อไปก็ต้องสามารถมารับช่วงต่อการปฏิรูปการเมืองต่อได้ไม่มีปัญหา
ตำหนิข่าวป้ายสีปชป.ขนคนขับไล่สมชาย
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงกรณีประชาชนในจังหวัดสุราษฏร์ธานีไปชุมนุมขับไล่ นายสมชาย วงษ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่เดินทางไปเยี่ยมบ้านเกิดที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่มีความพยายามจะไปสกัดกั้นการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายการเมือง หรือ ข้าราชการ การชุมนุมเป็นสิทธิ์ทำได้ แต่ไม่อยากให้เป็นรูปแบบไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปทำงาน ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนก็ตาม
ทั้งนี้ขอยืนยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 1-2 วันทีผ่านมาพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องอยากวิงวอนเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไดก็ตาม การชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องไม่ใช่รูปแบบของการขับไล่ กดดัน ต่อการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ
"ขอตำหนิฝ่ายการข่าวด้วยที่มีการรายงานว่าประชาชนที่ไปชุมนุมกดดันเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งความจริงไม่เกี่ยวข้องกับพรรคเลย เพราะทั้งสองกรณีมี ส.ส.ของพรรคไปร่วมในงานไม่ว่าจะเป็นสัมมนาของสภาและกรณีที่ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติ ซึ่งเป็น ส.ส.ในพื้นที่ที่เดินทางไปรับนายกรัฐมนตรี จึงไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่ผมทราบมาว่ามีความพยายามที่จะป้ายสี ส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งผมได้ทราบข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนหน้านี้" นายอภิสิทธิ์กล่าว
จี้สมชายถอนพาสปอร์ตแดงทักษิณ
นายอภิสิทธิ์กล่าวถึงการถอน พาสปอร์ตแดง ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า เรื่องนี้นายกรัฐมนตรีต้องตัดสินใจ เพราก่อนหน้านี้กระทรวงต่างประเทศได้เสนอความเห็นไปยังนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีไปแล้ว ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะต้องเป็นผู้ตัดสินใจ สุดท้ายใครจะทำก็ไม่สำคัญ แต่ต้องทำตามหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตามแนวทางของความถูกต้องของคุณสมบัติผู้ที่จะมีสิทธิ์ถือหนังสือเดินทางดังกล่าว และต้องไม่มีคุณสมบัติต้องห้าม ดังนั้นจะต้องไม่มีการเลือกปฏิบัติ ทุกอย่างต้องว่าไปตามระเบียบ จึงอยากให้นายกรัฐมนตรีได้ตัดสินใจ ตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการพิสูจน์ความเชื่อมั่นในตัวของนายกรัฐมนตรี
ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร์ ส.ส.กทม.ในฐานะรมว.เงาต่างประเทศ กล่าวถึง กรณีนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศเดินทางไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าในการไปร่วมประชุม นายสมพงษ์ ไม่ควรแถลงอะไรที่จะเป็นข้อผูกมัดหรือเป็นทางการ เนื่องจาก รัฐบาลยังไม่ได้มีการแถลงแนวนโยบายบริหารราชการแผ่นดินต่อรัฐสภา ทั้งนี้เห็นใจนายสมพงษ์ ที่เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง แต่ก็อยากให้โอกาสได้ทำงาน เพราะนายสมพงษ์เอง ยังงงๆ อยู่ว่ามารับตำแหน่ง รมว.ต่างประเทศได้อย่างไรทั้งๆ ที่ไม่เคยมีประสบการด้านนี้มาก่อน
ส่วนการถอนพาสปอร์ตแดงอดีตนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ต้องถึงมือนายกรัฐมนตรี ในการตัดสินใจ แค่ระดับปลัดกระทรวงต่างประเทศก็สามารถตัดสินใจได้เองอยู่ อย่ามัวแต่โยนกันไปมา เพราะขณะนี้พาสปอร์ตแดงช้ำไปหมดแล้ว ทั้งนี้ขอติงนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศที่ตัดสินใจคืนพาสปอร์ตแดงให้ พ.ต.ท.ทักษิณเร็วเกินไป เพราะขณะนี้ถูกออกมายจับจากศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองถึง 4 ครั้งจึงไม่เหมาะสมอีกต่อไปที่จะถือพาสปอร์ตแดง ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญทางการทูต
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
