การให้ความชัดเจนถึงอนาคตทางการเมืองของตนในวันนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกได้ว่า นี่คือ ความเสียสละ ดังที่ได้ ตั้งใจ ไว้ตั้งแต่วันแรกหลังจากตัดสินใจยึดอำนาจผมเป็นทหารประชาธิปไตย ผมพยายามสอนทหารทุกคนที่ปกครองบังคับบัญชามาว่า เราต้องเป็นทหารยุคใหม่ และเป็นทหารในประชาธิปไตยสิ่งแรกที่ผมจะสอนเขาคุณมีสิทธิ ที่จะทำ ถาม พูด คิด เสนอแนะ ทหารสมัยนี้จะเป็นอย่างนั้น ทหารสมัยก่อน ผู้บังคับบัญชาจะสั่งอย่างเดียวแล้วทุกคนก็ครับ ครับ แล้วก็ปฏิบัติ ผมต้องการให้ทหารทุกคนคิดเป็น วิเคราะห์เป็น เสนอแนะในสิ่งที่ถูกเป็น กล้าพูดถือเป็นจุดสำคัญในความสำคัญในความสำเร็จของกองทัพทั้งปัจจุบันและอนาคต ผมกำลังทำทหารในกองทัพให้เป็นทหารที่เป็นประชาธิปไตย
ประโยคต้นๆ ที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ผู้นำคณะรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เกริ่นนำก่อนเข้าสู่เรื่องราวที่ต้องการสื่อให้บรรดาคอลัมนิสต์ด้านความมั่นคง และบรรณาธิการข่าว ที่ถูกเชิญมาพบปะที่ห้องประชุมกองทัพบกเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม
เป็นประโยคที่ พล.อ.สนธิ พูดแล้วใกล้ การเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่อง ความมั่นคง มากที่สุดตลอด 2 ชั่วโมงในการพบปะกับสื่อ
เนื้อหาส่วนใหญ่ที่ พล.อ.สนธิ พยายามชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่กองทัพกังวลนั่นคือ เรื่องราวความมั่นคงอันเนื่องมาจากสถานการณ์สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการถ่ายทอด สาร ออกไป
หลายคนบอกว่า ผบ.ทบ. ที่มีอีกฐานะ คือ ประธาน คมช. พยายามเลี่ยงที่จะพูดถึงเรื่องการเมือง โดยเฉพาะประเด็นที่มีข่าวว่า กำลังปีนเกลียวกับรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์
แต่หลายคนก็เห็นว่า การที่ พล.อ.สนธิ หลีกเลี่ยง หรือหยุดพูดถึง การเมือง น่าจะเป็นผลดีที่สุดแล้วสำหรับ ผบ.ทบ.ที่กำลังนับถอยหลังสู่วันลงจากเก้าอี้สูงสุดของกองทัพ
เพราะยิ่งพูดเรื่องการเมืองมากเท่าใด การตีความใน แบบฉบับการเมือง ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น...แน่นอนความขัดแย้งก็จะถูกขยายถ่างมากขึ้นตามไปด้วย
7 เดือน ภายหลังการยึดอำนาจ เหตุแห่งการยึดอำนาจยังไม่ได้รับการแก้ไขด้วยวิธีที่ถูกทิศถูกทาง ตรงกันข้าม องคาพยพที่กอปรขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาแทบทุกส่วนกลับก่อปัญหารูปแบบใหม่ และผูกโยงเข้าด้วยกันจนยุ่งเหยิงไปหมด
ข้อกล่าวหารัฐบาลทักษิณ ทุจริตยังไม่ได้รับการพิสูจน์ กระแสข่าวการทุจริต ตบทรัพย์นักธุรกิจกลับถูกกระพือโหมในปัจจุบัน
การยกร่างรัฐธรรมนูญภายใต้ เงื่อนไข ที่ยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขา เพราะดันมีคนเขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้รัฐธรรมนูญใหม่ ต้องได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนที่ใครต่างก็รู้ว่า สภาพสังคมในปัจจุบันเต็มไปด้วย บาดแผลแห่งความแตกแยก แม้จะได้รับการเยียวยา แต่ก็ยังไม่ตกสะเก็ด
ดังนั้น เพียงแค่มาตราเดียวที่มีผู้จุดประกายไฟ ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้ร่างรัฐธรรมนูญทั้งร่างไม่ได้รับการยอมรับ...ไม่ผ่านประชามติ
ภายใต้แรงกดดันที่รุนแรงในตัวเองอยู่แล้ว จึงไม่มีประโยชน์ (มีแต่โทษด้วยซ้ำ) ที่ ผบ.ทบ.ในฐานะประธาน คมช.จะไปพูดถึงการร่างรัฐธรรมนูญ หรือเนื้อหาการร่างรัฐธรรมนูญ แม้กระทั่งการเตรียมยกร่างรัฐธรรมนูญเผื่อเอาไว้กรณีที่ร่างรัฐธรรมนูญจาก ส.ส.ร.ไม่ผ่านประชามติ
ไม่ได้หมายความว่า ห้ามไม่ให้คิดถึงเรื่องนี้ แต่ด้วยฐานะและที่มาของประธาน คมช.ซึ่งได้ชื่อว่า ใช้อำนาจทหารยึดอำนาจถึงแม้จะมีเจตนาดี แต่ก็ไม่สามารถอธิบายถึงประชาธิปไตย แม้ว่าจะพยายามปลูกฝังเรื่องนี้ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันก็ตาม
ยิ่งต่างประเทศที่ก่อนหน้านี้ เขาจัดวางลำดับการเป็นประชาธิปไตยของไทยเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง ว่าปัจจุบันเขาคิดกับเราอย่างไร
การเลือกที่จะนิ่ง ฟัง คิด เพื่อตัดสินใจ และปฏิเสธที่จะพูดเรื่อง การเมือง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศและตัว พล.อ.สนธิ
แม้กระทั่งเรื่องการตรวจสอบความเสียหายของรัฐ โดยเฉพาะเรื่องทุจริต...ในเมื่อมี คตส.ทำหน้าที่อยู่แล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไประบุว่าวันนั้น วันนี้ หรืออีก 2 วันจะมีข่าวดีจัดการกับอดีตนายกฯ ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรจะออกมาจากปาก ประธาน คมช.
เพราะจะเท่ากับไปเพิ่มน้ำหนักถึงข่าวลือความขัดแย้งระหว่างประธาน คมช.กับนายกรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาว่า เกียร์ว่าง ไม่สะสาง หรือช่วยเหลือคดีทุจริตที่ คตส.กำลังเร่งมือตรวจสอบ
ในเมื่อมาถึงวันนี้ ต้องยอมรับกันแล้วว่า เวลาที่เหลือไม่มีให้สำหรับใครก็ตามที่จะเข้ามาบริหาร หรือมาสะสางข้อเรียกร้องที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ ไม่สามารถสนองตอบ
สิ่งเดียวที่ พล.อ.สนธิ ต้องพูดให้ชัดในเรื่องการเมืองก็คือ อนาคตภายหลังจากเกษียณอายุราชการ
เลิกแสดงท่าทีแทงกั๊ก ทำนองว่า ยังไม่รู้อนาคต หรือปล่อยให้เป็นไปตามสถานการณ์
เพราะรู้อยู่แก่ใจว่า การเมืองภายหลังเกษียณอายุราชการนั้น ปิดตายแล้วสำหรับอดีตประธาน คมช.
อย่าว่าแต่กฎ กติกา มารยาท ที่กำลังยกร่างถกเถียงกันอยู่นั้น ขนาดไม่ได้ไปนั่งร่วมห้องประชุม ชาวบ้านเขายังเชื่อกันว่านี่คือการยกร่างตามใบสั่ง
สภาพของ คมช.ก็ไม่ต่างกับผู้กำกับการยกร่างฯ
ในเมื่อเป็นกรรมการบนเวทีเสียแล้ว การจะก้าวไปสู่เกมการเมืองที่ตนเป็นคนร่างกติกาขึ้นมา แม้ว่าไม่ผิด หรือไม่มีใครประท้วงขับไล่ เหมือนเมื่อครั้ง พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ยอมเสียสัตย์เพื่อชาติ นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี แต่ พล.อ.สนธิ ก็รู้อยู่แก่ใจว่า การทำเช่นนั้น มันไม่ได้สง่างามเลยแม้แต่น้อย และเล็งเห็นได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น หากเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น
การให้ความชัดเจนถึงอนาคตทางการเมืองของตนในวันนี้ต่างหาก ถึงจะเรียกได้ว่า นี่คือ ความเสียสละ ดังที่ได้ ตั้งใจ ไว้ตั้งแต่วันแรกหลังจากตัดสินใจยึดอำนาจ
ในตอนท้ายของการสนทนา พล.อ.สนธิ พูดเหมือนกับรำพึงว่า หากไม่เกิดเหตุวันที่ 19 กันยายน ไม่รู้ว่าวันนี้จะเป็นอย่างไร ซึ่งความจริงแล้วนั่นแหละคือเหตุผลสูงสุดของการยึดอำนาจ
พล.อ.สนธิ และคณะย่อมรู้ดีว่า หากไม่ยึดอำนาจในวันดังกล่าว ความสูญเสียจะเกิดขึ้นกับมวลชนสองขั้วคิดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ในวันนี้ เหตุการณ์อันเนื่องมาจากผลผลิตที่ผิดรูปผิดร่างจากหลายส่วน กำลังจะทำให้เกิดวิกฤติ ความแตกแยกยังคงคุกรุ่น ทำให้ยากคาดเดาได้ว่า ความกลัวว่าจะเกิดการปะทะกันเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2549 นั้น อาจยังน้อยกว่า ในขณะที่ตัวประธาน คมช. คือส่วนสำคัญที่จะเติมเชื้อ ชี้นำ หรือชักพาให้ทุกอย่างเข้ารูปเข้ารอย
ถ้าหากคิดได้ว่า ตำแหน่งประธาน คมช. อยู่เหนือการเมืองไปแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากที่จะจัดการอย่างไร
ศรายุทธ สายคำมี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
