ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 18 พ.ค. 50 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม 13 องค์กรต้านรัฐประหารได้ประกาศสถาปนา เปลี่ยนชื่อเป็นองค์กร “แนวร่วมประชาชนต้านรัฐประหาร (นปตร.)” มีคำขวัญว่า “คว่ำ ล้ม โค่น” โดย คว่ำ หมายถึง คว่ำรัฐธรรมนูญ 50 ล้ม หมายถึง ล้ม คมช. โค่น หมายถึง โค่นระบอบอำมาตยาธิป ไตยผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับรายชื่อองค์กรผู้ร่วมก่อตั้ง นปตร. มีทั้งหมด 22 องค์กร อาทิ กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ กลุ่มสมาพันธ์ประชาธิปไตย กลุ่มพรรคแนวร่วมภาคประชาชน กลุ่มคนรักอุดร กลุ่มแนวร่วมประชาชนแห่งประเทศ ไทย เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเปิดตัว นปตร. ได้มีการปิดไฟภายในห้องประชุม โดยตัวแทนจาก 22 องค์กร ได้จุดเทียน พร้อมกล่าวคำขวัญ ของกลุ่ม นปตร.ว่า คว่ำ ล้ม โค่น
จากนั้น นพ.เหวง โตจิราการ ในฐานะกรรมการประสานงาน นปตร. กล่าวแถลงว่า เมื่อ 15 ปีที่ผ่านมา คณะรัฐประหาร รสช. โค่นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยที่มาจากการเลือกตั้งและทำให้ประเทศถอยหลังไปเป็นระบอบอำมาตยาธิปไตย รสช. และมาถึงวันนี้ แม้ว่าเวลาจะผ่านไป 15 ปี แทนที่ระบอบประชาธิปไตยตามครรลองของรัฐธรรมนูญ 40 จะก้าวรุดหน้าตามวิธีทางอันเป็นวิทยาศาสตร์ กลับมี “ปีศาจรัฐประหารและสมุนบริวาร” ในนามของ “คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “คมช.” มาทำลายระบอบประชาธิปไตยลงไปและนำเอาระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ถอยหลังเข้ามาแทนที่
ต่อมา นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ กล่าวปาฐกถา เรื่อง “15 ปี พฤษภา ทวงคืนประชาธิปไตย เรารัฐธรรมนูญ 40 คืนมา” ตอนหนึ่งว่า เวลา เหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ที่เกิดขึ้น ถือเป็น อาชญากรรม โดยการกระทำจากรัฐ มีกองทัพเป็นผู้กระทำ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นบทเรียนสำคัญและไม่รู้ว่า หลังวันที่ 30 พ.ค. 50 และหลังจากการร่างรัฐธรรมนูญ ปี 50 เสร็จสิ้นจะเกิดอะไรขึ้นมา สิ่งเหล่านี้ ถือเป็นเหตุการณ์ที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
