วิทยุชุมชนบุกยื่นหนังสือถึงรัฐบาลให้แยกแยะและเคารพสิทธิเสรีภาพที่ทำเนียบรัฐบาล นาย ประสาร ประดิษฐ์โสภณ ผู้ประสานงานเครือข่ายวิทยุชุมชน 7 ภาค พร้อมตัวแทนประมาณ 10 คนเข้ายื่นหนังสือต่อนาย ธีรภัทร์ เสรีรังสรรค์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเรียกร้องรัฐบาลให้ดำเนินการกับวิทยุชุมชนอย่างแยกแยะเป็นราย ๆ ไปโดยอยู่บนพื้นฐานการเคารพสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ควรตอบสนองต่ออำนาจทางการเมืองเพียงอย่างเดียว และไม่เหมารวมแบบเหวี่ยงแห ต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป ทั้งนี้สืบเนื่องจากกรณีที่นาย ปราโมช รัฐวินิจ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ระบุ ได้สั่งการให้ดำเนินการกับวิทยุชุมชนที่สัมภาษณ์พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยเด็ดขาด เพราะกระทบต่อความมั่นคง และที่ผ่านมาวิทยชุมชนที่มีอยุ่ 3,000 คลื่นทั่วประเทศ ก็กระจายเสียงอย่างผิดกฎหมายอยู่แล้ว จะได้ใช้โอกาสนี้จัดการกับวิทยุชุมชนทั่วประเทศ เพราะรัฐบาลมีนโยบายว่ารายการต่าง ๆ ต้องไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
ด้านนายธีรภัทร์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่มีนโยบายปิดวิทยุชุมชนทุกแห่ง ถ้าวิทยุชุมชนใดทำถูกต้องตามมติคณะรัฐมนตรี ก็ไม่น่าวิตกกังวล ขอให้สบายใจได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้รัฐบาลกำลังยกร่างกฎหมายรองรับสื่ออิเล็คทรอนิคทั้งหมด อาทิ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ วิทยุชุมชน เคเบิลทีวี สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม และนวตกรรมด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่ก้าวหน้าทันสมัยในอนาคต เพื่อให้การดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายต่อไป ซึ่งคาดว่าจะยกร่างได้เสร็จภายในเดือนนี้ และจะสามารถนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้ภายในเดือนมิถุนายน นอกจากนี้อยากฝากผู้ดำเนินรายการของสถานีวิทยุชุมชน ให้ความสำคัญเรื่องความมั่นคง และอย่าตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด โดยเฉพาะสถานการณ์การเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จึงอยากให้ผู้จัดรายการใช้วิจารณญาณในการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม
จากนั้นนายธีรภัทร์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท. ทักษิณ ว่า ตนไม่วิตกการเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรี ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะการตรวจสอบในคดีต่าง ๆ ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กระชั้นเข้ามามาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่อาจต้องดิ้นรนต่อสู้ทางการเมือง แต่เรื่องคดีเป็นการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ที่ต้องดูข้อเท็จจริง พยาน หลักฐานว่ามีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมายหรือไม่ ไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ทางใดก็ตาม แต่ความศรัทธาในกระบวนการยุติธรรม ยังคงมีอยู่ตลอดมา จึงทำให้เกิดความมั่นใจในความเป็นธรรม
“อดีตนายกรัฐมนตรีไม่น่าจะวิตกอะไรไปเกินกว่าเหตุ ถ้าไม่ได้ทำผิดก็สามารถต่อสู้ทางศาลได้อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการเคลื่อนไหวต่าง ๆ จะทำให้สังคมแปรเจตนาไปในทางที่ไม่เหมาะสมได้” นายธีรภัทร์ กล่าว และว่าในส่วนของคณะกรรมการประชาสัมพันธ์เชิงรุก และประชาสัมพันธ์ในภาวะวิกฤต (วอร์รูม) ได้ติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิดในขณะนี้จนถึงต้นเดือนมิถุนายน เพราะอยู่ในช่วงการพิจารณายุบพรรค โดยจะมีการประชุมทุกสัปดาห์ ครั้งต่อไปจะประชุมวันที่ 22 พ.ค.นี้
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
