คดี “แม้ว-เมีย” ทุจริตที่ดินรัชดาฯ “โฆษกศาล” ออกโรงโต้ “คตส.” ระบุต้องนำตัว “ทักษิณ” แสดงต่อหน้าศาล เมื่อมีการยื่นฟ้องคดี ชี้หากไม่มีตัวจำเลย ศาลพิจารณาคดีไม่ได้ ต้องจำหน่ายคดีออกจากสรรบความชั่วคราว ย้ำหลักสากลกฎหมายยังต้องพิจารณาคดีโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย สอดคล้องกับ “โฆษกอัยการสูงสุด” ชี้อดีตนายกฯ ต้องมาศาลอย่างน้อย 2 ครั้ง นัดแถลงเปิดคดี และฟังคำพิพากษา รับลูกเห็นด้วยกับ กมธ.ให้อัยการเป็นองค์กรอิสระ ไม่ขึ้นตรงกับฝ่ายบริหาร ด้าน คตส.สะดุดกึกหวยบนดินยังไปไม่ไกล เหตุเอกสารให้สิทธิ์ค้านอนุไต่สวนส่งถึง “สุรสิทธิ์” ถูกตีกลับเกี่ยวกับปัญหาทุจริตโครงการต่าง ๆ ที่ทางคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) กำลังตรวจสอบอย่างเร่งด่วน ล่าสุดคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ ที่ประชุมใหญ่ คตส.มีมติเสนอสำนวนต่ออัยการสูงสุด ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้ลงโทษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ และคุณหญิงพจมาน ภริยา ร่วมกันกระทำการอันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลาย กระทง ทั้งนี้ทีมทนาย พ.ต.ท. ทักษิณ ระบุว่าหากคดีถึงศาล พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ต้องเดินทางกลับมาให้การด้วยตัวเอง ทำเอา คตส.และ คมช.ถึงกับอึ้งโดยแสดงท่าทีไม่อยากให้กลับ เนื่องจากเกรงว่าเหตุการณ์บ้านเมืองจะวุ่นวาย ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น
เกี่ยวกับเรื่องที่อดีตนายกฯจะกลับเข้าบ้านเกิดตัวเองได้หรือไม่ ที่สำนักงานศาลยุติธรรม ถนนรัชดาฯ วันที่ 17 พ.ค. นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ในฐานะโฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม แถลงข่าวโต้นายอุดม เฟื่องฟุ้ง คตส.ในฐานะประธานอนุกรรมการไต่สวนการทุจริตการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ในการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศเพื่อดำเนินคดีดังกล่าวว่า กรณีที่นายอุดมแถลงว่าเป็นอำนาจของศาลในการออกหมายเรียกจำเลยมาพิจารณาคดี โดยอ้างถึงข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2543 ข้อ 8 วรรค 2 ที่กำหนดว่า
หากโจทก์นำตัวจำเลยมาศาลในวัน ฟ้อง ให้ผู้พิพากษาประจำแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาในการขัง หรือปล่อยชั่วคราว หรือหากไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลให้โจทก์ระบุที่อยู่จริงของจำเลยมาในคำฟ้องนั้น เป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง แต่ยังไม่ครบถ้วนทั้งหมด เนื่องจากการพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยังมี พ.ร.บ.ว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 27 วรรคท้าย ที่บัญญัติว่า เมื่อศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องแล้ว ในวันพิจารณาครั้งแรก จำเลยจะต้องมาแสดงตนต่อหน้าศาล ให้ศาลเชื่อว่าเป็น ตัวจำเลยจริง ซึ่งการพิจารณาคดีของศาลฎีกาฯ ต้องปฏิบัติตามหลักกฎหมายให้ครบถ้วน
โฆษกสำนักงานศาลยุติธรรม กล่าวอีกว่า ในกระบวนการดำเนินคดีที่จะต้องขึ้นศาลฎีกาฯ นับตั้งแต่ คตส. อัยการสูงสุด และศาลมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายในแต่ละขั้นตอน ซึ่ง คตส. มีอำนาจตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ มาตรา 74 ที่ให้ คตส. มีหน้าที่ต้องส่งหนังสือแจ้งถึงผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาให้ครบทุกคนเพื่อมารับทราบข้อกล่าวหา แต่ถ้าออกหนังสือเรียกแล้วไม่มา ต้องให้เป็นหน้าที่ฝ่ายปกครองหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามตัวผู้ถูกกล่าวหามาดำเนินคดี จนส่งเรื่องให้อัยการยื่นฟ้อง สุดท้ายถ้ามีการยื่นฟ้องต่อศาลแล้วในกรณีที่มีตัวจำเลยมาแสดงต่อศาล ศาลจะต้องพิจารณาขังหรือปล่อยตัวจำเลยตามอำนาจข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ข้อ 8 วรรค 2 แต่ถ้าเป็นกรณีที่ไม่มีตัวจำเลยมาแสดงต่อศาล อัยการก็ต้องปฏิบัติตามข้อ 8 วรรค 2 เช่นกันคือ หากไม่ได้นำตัวจำเลยมาศาลให้โจทก์ระบุที่อยู่จริงที่ แน่นอนของจำเลยมาในฟ้อง
ผมขอยืนยันว่า ถ้าหลังจากยื่นฟ้องแล้ว ไม่มีตัวจำเลยมาแสดงต่อหน้าศาล ศาลก็ไม่อาจดำเนินกระบวนพิจารณาคดีต่อไปได้ ซึ่งการพิจารณาคดีของศาล จะต้องกระทำต่อหน้าจำเลยโดยเปิดเผยอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน คนไทยทุกคนที่ถูกดำเนินคดี และเป็นหลักการดำเนินคดีอาญาทั่วไป เป็นหลักสากลทั่วโลก แม้แต่ในการดำเนินคดีต่างประเทศ เช่น นายซัดดัม ฮุสเซ็น อดีตประธานาธิบดีอิรัก ศาลก็ยังต้องพิจารณาคดีต่อหน้าจำเลย ทั้งนี้หากนัดพิจารณาคดีครั้งแรก ไม่มีตัวจำเลยมาแสดงต่อหน้าศาล ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจยุติกระบวนพิจารณาคดีไว้ชั่วคราวโดยมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ จนกว่าโจทก์จะติดตามตัวจำเลยมาได้
ขณะที่ นายอรรถพล ใหญ่สว่าง โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) แถลงเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็นบัญญัติให้สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรอิสระว่า นายพชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด เห็นด้วยตามที่คณะกรรมาธิการยกร่าง (กมธ.) รัฐธรรมนูญ บัญญัติให้สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นองค์กรอัยการซึ่งมีความอิสระ โดยบรรจุไว้ในหมวด 11 เรื่อง องค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ในมาตรา 246 ซึ่งมาตรา 246 บัญญัติว่า พนักงานอัยการมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี และปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปโดยเที่ยงธรรมตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายการแต่งตั้ง และการให้ อสส.หลุดพ้นตำแหน่งต้องเป็นมติของคณะกรรมการอัยการ และได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา
โฆษกอัยการสูงสุด กล่าวต่อกรณีคดี พ.ต.ท.ทักษิณ ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องมาศาล คดีทุจริตซื้อที่ดินรัชดาฯ อย่างน้อย 2 ครั้ง นัดพิจารณาครั้งแรก และนัดพิพากษา หากดื้อไม่มาศาลมีสิทธิโดนหมายจับขอส่งผู้ร้ายข้ามแดน ทั้งนี้ คตส. นัดส่งสำนวนวันที่ 28 พ.ค.นี้ สำหรับข้อสงสัยในการดำเนินคดีอาญากับนักการเมืองและ คู่สมรส ที่ต้องยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาฯนั้น ตาม พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรค 2 บัญญัติว่า เมื่ออัยการสูงสุดได้รับพยานหลักฐานรวมทั้งความเห็นของ คตส.ที่ดำเนินการตาม พ.ร.บ.ว่าด้วย ป.ป.ช.ฯ แล้ว ให้อัยการสูงสุดยื่นฟ้องคดีภายใน 30 วัน
ส่วนที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เช้าวันเดียวกัน นายอุดม เฟื่องฟุ้ง ประธานอนุกรรมการไต่สวนโครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2-3 ตัว กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่ได้ส่งหนังสือแจ้งข้อกล่าวหากับบุคคลที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากอยู่ในระหว่างการรอคำคัดค้าน ที่ผ่านมา คตส.ได้ทำหนังสือให้คัดค้านอนุกรรมการไต่สวนไปถึง พล.ต.ต.สุรสิทธิ์ สังขพงศ์ อดีต ผอ.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา แต่หนังสือถูกตีกลับในวันที่ 14 พ.ค. ที่ผ่านมา อนุกรรมการจึงส่งหนังสือกลับไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นที่อยู่อีกแห่งหนึ่ง คาดว่าการไต่สวนจะใช้เวลานานไม่สามารถสรุปได้ทันก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะออกสลากเลขท้ายในรูปแบบใหม่
ส่วนคดีทุจริตที่ดินรัชดาฯ นั้น ตามหลักของกฎหมายไม่สามารถจะแยกพิจารณาผู้ถูกกล่าวหาเป็นรายบุคคลได้ แต่หากเป็นกรณีที่ส่งสำนวนฟ้องมีผู้ถูกกล่าวหา 2 คน โดยที่คนหนึ่งสามารถที่จะเดินทางมาแสดงตนต่อหน้าศาลในวันแรกได้ แต่อีกคนไม่สามารถมาได้โดยอ้างเหตุผลเกี่ยวกับความมั่นคงและสถานการณ์ของบ้านเมืองและขอเลื่อน ตรงนี้ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะพิจารณาตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับการที่จะแยกพิจารณาคดีหรือเลื่อนการพิจารณาออกไป.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
