สรส. 43 แห่ง จำนวนกว่า 2 แสนคน มีมตินัดหยุดงานทั่วประเทศ ดีเดย์ 3 ก.ย.นี้ พร้อมใช้มาตรการตัดน้ำ-ตัดไฟ หน่วยงานรัฐที่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ขณะที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชนค้านมาตราการนี้รัฐวิสาหกิจนัดชุมนุม
(1ก.ย.) นายสาวิทย์ แก้วหวาน เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) ออกแถลงการณ์คำสุดท้ายร่วมกับสมาชิกสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ 43 องค์กร มีความเห็นร่วมกันอย่างเป็นเอกภาพ เพื่อยุติปัญหาที่รัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีได้เป็นผู้สร้างความเสียหายต่อระบอบการปกครองประชาธิปไตย โดยทั้งหมดได้ประกาศหยุดงาน และหยุดกระบวนการผลิตทั้งระบบสาธารณูปโภคและสาธารณูปการ สำหรับหน่วยงานภาครัฐ เช่น ระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบการขนส่ง ในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 3 ก.ย.นี้
นอกจากนี้ จะมีการหยุดงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจ 2 แสนคนทั่วประเทศ เพื่อกดดันให้รัฐบาลลาออก และยุติบทบาททางการเมืองโดยสิ้นเชิง พร้อมทั้งงดให้บริการหน่วยงานของรัฐบาลที่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ที่ผ่านมา
สำหรับหน่วยงานที่คาดว่าจะถูกงดให้บริการนั้น เบื้องต้นจะเน้นไปที่หน่วยงานในสังกัดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) โดยเฉพาะสถานีตำรวจนครบาลทุกแห่งในกรุงเทพฯ รวมทั้งบ้านพักของนายกรัฐมนตรีด้วย
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สรส.ยืนยันว่า การปฏิบัติการในครั้งนี้จะไม่ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้รับความเดือดร้อน โดยในส่วนขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) อาจจัดรถโดยสารให้บริการฟรีในจำนวนที่มากขึ้นกว่าเดิม ส่วนของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) หรือ THAI ยังอยู่ระหว่างการหารือหามาตรการที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนส่วนใหญ่ให้น้อยที่สุด
ทั้งนี้ สรส.ถือเป็นแกนหลักสำคัญที่เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 26 ส.ค.ที่ผ่านมา จนกว่าจะได้รับชัยชนะ ซึ่งกำหนดเงื่อนไขชัดเจนให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐบาลต้องลาออก เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ความรุนแรง และความแตกแยกที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย เปิดเผยผลการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน หรือ กกร. ว่าทุกฝ่ายห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้น และได้แสดงจุดยืนภาคธุรกิจ 3 เรื่องคือ ไม่ต้องการให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ไขปัญหา และ การแสดงสิทธิเสรีภาพในการชุมนุมสามารถทำได้ แต่ต้องไม่อยู่บนพื้นฐานที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน โดยเฉพาะการปิดสนามบิน และการ ตัดน้ำ ตัดไฟ ซึ่งเป็นการสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งระยะยาว และ ระยะสั้น
"ผู้ชุมนุมต้องคำนึงถึง และ แสดงสิทธิภายใต้การเคารพบุคคลอื่นด้วย นอกจากนี้ เรื่องเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาข้อยุติเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยเร็ว เนื่องจากยืดเยื้อจะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชาติ" ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวและว่า
กรณีที่มีการปิดสนามบินเพื่อร่วมกับการชุมนุม เป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำให้ประเทศชาติเสียหาย และมีภาพพจน์ในทางลบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีสำนักข่าวต่างประเทศนำภาพไปเผยแพร่ กลายเป็นข่าวใหญ่กระทบต่อความมั่นใจนักลงทุน การบริโภค ที่เป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
