พิเชียร ขอแปรญัตติ 18 ประเด็น พุทธเป็นศาสนาประจำชาติ ส.ส.-ส.ว.ระบบเดิม(14พ.ค.) นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ แถลงข่าวถึงการเสนอขอแปรญัตติ 18 ประเด็นในวันที่ 25 พ.ค.ที่จะถึงนี้ว่า จากการที่รัฐธรรมนูญชั่วคราวปี 2549 ได้ให้อำนาจ ส.ส.ร.ในการเสนอแปรญัตติได้ ก่อนที่จะส่งให้ประชาชนลงประชามติ ตนจึงขอใช้สิทธิ์ของ ส.ส.ร. เลขที่ 045 ขอแปรญัตติทั้งสิ้น 18 ประเด็นเบื้องต้นดังนี้คือ
1. ขอเพิ่มเติมข้อความในมาตรา 2 ที่จากเดิมระบุว่า ประเทศไทยมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยขอเพิ่มข้อความในตอนท้ายมาตรานี้ว่า มีพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ รัฐมีหน้าที่ต้องทำนุบำรุงพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าวัฒนาสืบไป ซึ่งสาเหตุที่ขอให้มีการเพิ่มข้อความในมาตรานี้ เนื่องจากที่ผ่านมาพุทธศานา ถูกบ่อนทำลายจากวัฒนธรรมตะวันตก กระแสโลกาภิวัฒน์ ระบบทุนนิยมเสรี ระบบบริโภคนิยม และบ่อนทำลายให้ศาสนาเสื่อมถอยลงในหลายๆ ด้าน จึงอยากให้บัญญัติศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติให้ชัดเจน เพื่อประโยชน์ในการทำนุบำรุงศานา
2..ในมาตรา 40 ที่ระบุว่าบุคคลย่อมมีสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ในวรรค 1 ขอให้ตัดคำว่า เสียค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณี ออกและ ในวรรค 3 ขอให้ตัดคำว่า เสียค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณี ออกไปเช่นกัน เนื่องจากการระบุให้ประชาชนเสียค่าใช้จ่ายตามควรแก่กรณี จะสร้างปัญหา และสร้างความลำบากวุ่นวายให้กับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าไม่เสียค่าใช้จ่ายเลย จะเป็นเรื่องดี
3.มาตรา 47 การรวมหรือแยก กสช. กทช. ในวรรค 2 ตนขอให้ตัดคำว่า ของรัฐ ออกไปให้เหลืองเพียงให้มีองค์กรที่เป็นอิสระก็พอ และขอแก้ไขคำว่า องค์กรหนึ่ง เปลี่ยนเป็นสององค์กร ทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการ โดยแบ่งเป็นกิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์ อย่างละหนึ่งองค์กร ดังนั้นการแยกสององค์กร น่าจะเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ ดีกว่ารวมเป็น 1 องค์กร
4. ในส่วนของมาตรา 68 วรรค 2 เรื่องการจัดตั้งองค์กรกู้วิกฤตการเมือง ขอให้ตัดข้อความในวรรค 2 ออกไปทั้งหมด ซึ่งตนไม่ทราบว่าเหตุการณ์แค่ไหน เราจะตีความคำว่าคับขัน และใครจะเป็นผู้เรียกประชุม และเมื่อประชุมแล้วจะมีผลดีผลเสียอย่างไร ซึ่งการบัญญัติมาตรานี้ จะทำให้อำนาจอธิปไตยของปวงชนถอยหลัง และเป็นการขัดกับหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างเด่นชัด ดังนั้นควรยกเลิกไปเลยจะดีกว่า
5.มาตรา 299 เรื่องการนิรโทษกรรม ตนขอให้ตัดมาตรานี้ออกไปทั้งหมด เพราะการบัญญัติเช่นนี้ จะทำลายความชอบธรรมทางการเมืองของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด และขัดกับหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หากต้องการที่จะนิรโทษกรรมจริง ควรออกเป็นพระราชบัญญัติจะมีความเหมาะสมกว่า
6.ในส่วนของเรื่องจำนวน ส.ส. ตามมาตรา 91 ขอให้มีจำนวน ส.ส. 500 คน เท่ากับรัฐธรรมนูญปี 2540 เพราะการลดจำนวน ส.ส. จะกระทบต่อการเอาใจใส่ดูแลประชาชน เพราะหากลดจำนวน ส.ส. ลงเหลือ 400 คน ก็เท่ากับว่า ส.ส. หนึ่งคน ต้องดูแลประชาชนถึง 200,000 คน
7.มาตรา 92 เรื่องระบบการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต และ ส.ส. สัดส่วน ขอแก้ไขให้เพิ่ม ส.ส.แบ่งเขต จาก 320 คน เป็น 400 คน และการแบ่งเขตจากเขตใหญ่สามคน เปลี่ยนเป็นเขตเดียวคนเดียว เหมือน รธน. ปี 40 ส่วน ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ก็ขอให้มี 100 คน เช่นเดิม แต่ต้องปรับสัดส่วนขั้นต่ำจาก 5% เหลือเพียง 1% และให้นับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้ง
8.มาตรา 95 เรื่องคุณสมบัติ ส.ส. ไม่จำเป็นต้อเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด ซึ่งทำให้สามารถลงสมัครในนามอิสระได้
ข้อ 9-12 . ซึ่งเป็นเรื่อง ส.ว. ทั้งเรื่องจำนวน และระบบที่มา ขอให้เป็นแบบเดียวกับปี 2540 คือ มี 200 คน และมาจากการเลือกตั้งเช่นเดิม
13. และ ข้อ 14 มาตรา 138 (3) และ (4) เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการเสนอพระราชบัญญัติ เสนอให้ตัด (3) ซึ่งระบุให้ศาล และองค์กรอิสระ เสนอกฎหมายได้ออกไป เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีการอนุญาตให้องค์กรอื่น นอกจาก ครม. และ ส.ส. จำนวนไม่น้อยกว่า 20 คน เสนอร่าง พ.ร.บ.ได้ และใน (4) ซึ่งระบุว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง จำนวน 20,000 คน สามารถเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ขอเสนอแก้ให้ใช้เพียง 10,000 คน
15.ในมาตรา 186 เรื่องการทำสนธิสัญญากับนานาประเทศ หรือกับองค์กรระหว่างประเทศ ให้เพิ่มขอความในตอนท้ายว่า ก่อนที่จะทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ ครม.ต้องให้ข้อมูล และรับฟังความคิดเห็นของประชาชน รวมทั้งต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาด้วย
16.มาตรา 246 ที่กำหนดให้อัยการ เป็นองค์กรอื่นตามรัฐธรรมนูญ ซี่งมีความเป็นอิสระในการบริหาร ขอให้ตัดทิ้ง เพราะพนักงานอัยการ ต้องห้ามมิให้ดำรงตำแหน่ง หรือกิจกรรมใดๆ หรือกระทำกิจการใดๆ เช่นเดียวกับที่กำหนดในเรื่องนี้ ในลักษระต้องห้ามของผู้พิพากษาหรือตุลาการ
17.มาตรา 216 เรื่องการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ควรตัดข้อความใน (2) ที่ให้วุฒิสภาถอดถอนผู้พิพากษา หรือตุลาการ พนักงานอัยการ หรือผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ. ปปช. ซึ่งการถอถอนตำแหน่งต่างๆ ควรเป็นหน้าที่โดยตรงของคณะกรรมการตุลาการ วุฒิสภาไม่ควรเข้ามาก้าวก่ายหรือแทรกแซง เพราะจะทำให้วุฒิเข้ามามีอิทธิพลเหนือศาล และผู้พิพากษาได้
18. มาตรา 282 เรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ใน (1) ให้ลดจำนวนประชาชนที่จะเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญจาก 100,000 คน เหลือ 50,000 และ ส.ส. จากหนึ่งในห้า เป็นหนึ่งในแปด
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
