คอลัมน์ สัมภาษณ์พิเศษการแถลงวางมือของนายประมวล รุจนเสรี ถือเป็นแกนนำพรรคประชาราชคนที่สอง ที่ลาออกจากพรรคหลังจากนายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ โบกมือลาไปก่อนหน้านี้ ทำให้สถานะของพรรคประชาราชเหลือเพียง 2 แกนนำหลัก คือนายเสนาะ เทียนทอง และนายบุญถึง ผลพานิชย์ การเดินหน้าทางการเมืองเพื่อเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งของพรรคประชาราช ได้รับผลกระทบหรือไม่และมีแนวทางอย่างไร นายบุญถึงจะให้คำตอบในเรื่องนี้
-การดำเนินการของพรรคต่อจากนี้
พรรคมีความพร้อมตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง และการจัดเตรียมวางตัวผู้สมัคร
- 2 แกนนำหลักทิ้งพรรคไปแล้ว
คุณประชัยลาออกด้วยเหตุผลส่วนตัว เพราะยังมีธุรกิจที่เกี่ยวกับทีพีไอที่ต้องดำเนินการต่อจึงไม่อยากให้มองว่ามาดำเนินการโดยพรรค ที่จริงคุณประชัยบ่ายเบี่ยงตั้งแต่ครั้งแรกที่เชิญมาเป็นเลขาธิการพรรค แต่เนื่องจากพรรคเพิ่งเริ่มก่อตั้ง ต้องมีหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรคให้ชัดเจน คุณประชัยซึ่งมาร่วมเป็นที่ปรึกษาและจัดตั้งพรรคตั้งแต่เริ่ม เมื่อพวกเราเห็นศักยภาพและเป็นที่ยอมรับจึงเชิญมาเป็นเลขาธิการพรรค เขาก็บ่ายเบี่ยงแต่เพื่อต้องการช่วยการเลือกตั้ง แต่มีการปฏิวัติเสียก่อน
-เหตุผลการลาออกของนายประมวล
ช่วงหลังคุณประมวลบ่นเรื่องอำนาจเก่า เหตุผลการลาออกก็เป็นอย่างที่ให้สัมภาษณ์ อีกเหตุผลคือคุณประมวลอยากออกมาทำเรื่องมูลนิธิการเมืองไทยใสสะอาด ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งการนำมูลนิธิมาอิงการเมืองด้วยไม่เหมาะ ประกอบกับภรรยาป่วยหนักต้องพาไปหาหมออาทิตย์ละ 3 วัน คุณประมวลจึงรู้สึกว่าทำงานได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย
- มองกันว่าการลาออกของนายประมวลเป็นเพราะเรื่องเงินด้วย
คุณประมวลไม่ได้ออก ไม่ได้มามีภาระเรื่องเงิน คงไม่ใช่ ที่คุณประมวลให้สัมภาษณ์ก็เป็นเหตุผลเรื่องไม่อยากให้พรรคการเมืองกลับไปเหมือนสมัยก่อนที่ต้องพึ่งนายทุนให้มาช่วยซับพอร์ตพรรค แล้วก็มาปู้ยี่ปู้ยำพรรค แต่ยอมรับว่าพรรคการเมืองต้องมีเงินทุนพอสมควร
- มีข่าวว่าไม่ถูกกับนายประมวล
ไม่จริง เล่นกอล์ฟด้วยกันประจำ ลงข่าวเลยไม่มีความขัดแย้ง ตอนที่ท่านจะลาออกยังมาคุยกับผมด้วยซ้ำไป คนไม่ถูกกันไม่มาหารือกันหรอก กระทั่งวันที่แถลงข่าวไปเจอกันที่งานศพก็มาหารือว่าจะแถลงข่าว ยืนยันไม่มีอะไรกัน ก่อนจะให้สัมภาษณ์ก็ยังโทร.มา
- แกนนำคนสำคัญลาออกถึง 2 คน ต้องปรับโครงสร้างหรือบุคลากรเพื่อรองรับการทำงานหรือไม่
ต้องปรับเปลี่ยนอยู่แล้ว ต้องรอให้ คมช.ยกเลิกประกาศ คปค.ก่อน เรื่องนี้ยังไม่ได้หารือกับนายเสนาะ ขณะนี้ก็มีคนขอเข้ามาร่วมงานกับพรรคด้วยหลายคน เป็นอดีตส.ว.ก็หลายท่าน เช่น นายวิบูลย์ แช่มชื่น นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง เมื่อพรรคไปเชื้อเชิญเขาก็ยินดีมาร่วม ส่วนนักธุรกิจที่จะเข้าร่วมกับพรรคตอนนี้เขาไม่อยากให้เปิดเผยชื่อ นอกจากนี้ก็ยังมีกลุ่มนักวิชาการและอาจารย์
- คนที่ซับพอร์ตพรรคเรื่องเงินตอนนี้ก็มีเพียงนายเสนาะคนเดียว
ไม่ใช่หรอก ผมเคยพูดหลายครั้ง พรรคการเมืองที่จะเป็นพรรคที่แข็งแรงได้ต้องประกอบหลัก 3 อย่าง 1.ผู้บริหารและนโยบายพรรค สังคมจะดูว่ากลุ่มผู้บริหารขณะนี้มีใครบ้าง นโยบายของพรรคเป็นอย่างไรบ้าง 2.บรรดาขุนพลในเขตเลือกตั้งมีใครบ้าง เมื่อมี 2 อย่างแล้วที่สำคัญอีกอย่างคือ 3.การเงิน เป็นองค์ประกอบซึ่งกันและกัน มีเงินแต่ไม่มีคณะผู้บริหารที่ดี นโยบายที่ดี เงินก็ไม่มีประโยชน์ มีเงินแต่ไม่มีขุนพลไปสู้ก็ไม่สามารถเป็นผู้บริหารจัดการนโยบายพรรคให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้
-ในส่วนของประชาราชพร้อมทั้ง 3 ส่วน
น่าจะ ไม่พร้อมก็ยืนอยู่ไม่ได้
- มีข่าวว่ากลุ่มพ่อมดดำของนายสุชาติ ตันเจริญ จะเข้ามาร่วมด้วย
เราคุยกับทุกกลุ่ม คุณเสนาะได้พูดคุยกับทุกกลุ่ม เรื่องการเมืองเมื่อถึงเวลาก็ต้องดูว่าใครแข็งหรืออ่อนตรงไหนไปเติมให้เต็ม คิดว่าทำอย่างไรให้ชนะการเลือกตั้ง ผมยังไม่เชื่อว่าจะมีพรรคไหนกลุ่มไหนสมบูรณ์ ก็มีจุดด้อยและจุดเด่นด้วยกันทั้งนั้น การจับมือหรือร่วมมือกันก็ขึ้นอยู่กับนโยบายพรรคไปกันได้หรือไม่ เหมือนคนชอบพอถูกอัธยาศัยกันก็ไปกันได้
- การดึงกลุ่มพ่อมดดำมาร่วมเพื่อต้องการให้นายสุชาติเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินทุนด้วย
คงไม่ใช่อย่างนั้น ถึงเวลาก็ต้องช่วยเหลือกันทุกกลุ่ม
- กับกลุ่มมัชฌิมาก็เคยมีข่าวจะจับมือกัน
ทุกกลุ่ม แม้กระทั่งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย ก็พูดคุยกันว่าจะทำอย่างไร ก่อนเลือกตั้งจะทำอย่างไรกัน หลังเลือกตั้งแล้วจะจับมือกันอีกไหม เป็นธรรมดาของการเมือง มีพูดคุยกันอยู่หลายคน เพราะนักการเมืองสนิทกันมาทั้งนั้น และไม่เคยโกรธเคืองบาดหมางกัน แม้กระทั่งพรรคไทยรักไทยที่ดำรงอยูในปัจจุบันหลายท่านหลายคนก็ยังพูดคุย เล่นกอล์ฟด้วยกัน เพียงแต่เมื่อถึงเวลาเลือกตั้งถ้ากำหนดนโยบายสอดคล้องก็ว่ากันไป ตกลงกันไป ไม่สอดคล้องก็ยืนกันคนละมุม
- ยืนยันพรรคประชาราชยังคงความเป็นพรรคจะไม่เป็นฝ่ายยุบ
เรื่องยุบพรรคเชื่อว่าทุกพรรคยังยืนยันไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากพรรคที่มีอยู่เดิมอย่างพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคไทยรักไทย แต่พรรคที่ตั้งใหม่กับกลุ่มใหม่ทั้งหลายคงต้องดูความเหมาะสม ความเป็นไปได้ทางการเมืองและเหตุการณ์บ้านเมือง และพิจารณาว่าเมื่อรวมกันแล้วดีไหม ดีมากกว่าเสียก็รวมกันได้ ต้องไปตกลงกัน ขณะนี้เพิ่งออกสตาร์ต รัฐธรรมนูญใหม่ก็ยังไม่รู้อย่างไร จึงยังไม่แน่นอน
- พรรคประชาราชจะเป็นฝ่ายยุบหรือให้คนอื่นมารวม
ถามความจำเป็นที่ต้องเป็นหัวหน้า ท่านเสนาะไม่ได้ติดยึด พวกเราก็ทราบ การสู้ศึกไม่มีหัวหน้าพรรค ไม่มีเลขาธิการพรรค แน่นอน ไม่ใช่ แต่ถ้ามีคนที่เหมาะสมท่านเสนาะพูดเองตลอดเวลา เราก็คุยกัน คิดว่าท่านคงไม่รับตำแหน่ง เมื่อมีการยุบรวมหรือควบรวมแล้วท่านคงสละตำแหน่ง
- มีผลกับการชูหัวหน้าพรรคเป็นนายกฯ
ผมเคยเสนอแนวคิดตรงนี้ในพรรคว่าเราต้องทำการเมืองรุ่นใหม่ บางทีหัวหน้าพรรคไม่ใช่นายกฯ ก็ได้ เช่น พรรคคอมมิวนิสต์จีน เลขาธิการพรรคไม่ใช่ประธานาธิบดีหรือนายกฯ แต่คัดสรรจากกรรมการบริหารพรรค เพราะเราต้องทำงานเป็นทีม ต้องดูสถานการณ์ช่วงนั้นยุคนั้นว่าใครเหมาะสมกับตำแหน่ง ถ้าเรามีศักยภาพตั้งนายกฯ ได้ ก็ต้องดูว่าตอนนั้นคนต้องการผู้นำแบบไหน ต้องคัดสรรคนที่ถูกใจสังคม ซึ่งพรรคจะชูนโยบายแบบนี้ ไม่ใช่หัวหน้าพรรคต้องเป็นนายกฯ
ถ้าพรรคประชาราชได้อำนาจบริหารบ้านเมือง ป๋าเหนาะต้องเป็นนายกฯ ไม่ใช่ เราจะประชุมกรรมการบริหารพรรคว่าใครเหมาะสมในยุคนั้นช่วงนั้น
กับตำแหน่งหัวหน้าพรรคท่านเสนาะก็คงไม่รับ ท่านก็บอกว่าเหนื่อยแล้ว พอแล้ว ไม่รับแล้ว ท่านขอเป็นกุนซือที่ปรึกษาให้ ไม่ละทิ้งหน้าที่ ท่านอยากใช้ชีวิตสบายแต่ไม่หนีจากการเมือง จะอยู่ดูช่วยให้ตลอดรอดฝั่ง
- ความเป็นไปได้ในการควบรวมกับกลุ่มหรือพรรคอื่น
หลังวันที่ 30 พ.ค.คงตกตะกอน ตอนนี้น้ำขุ่นเพราะโดนสารส้มแกว่งอยู่
- การร่างรัฐธรรมนูญที่ยังเป็นปัญหาตอนนี้คิดเห็นอย่างไร
มาตรา 68 วรรคสอง การมีคณะบุคคลแก้วิกฤตชาติตัดออกไปก็ไม่ว่าอะไร ที่มาส.ว.ผมเห็นด้วยกับฝ่ายคัดค้าน เพราะจะให้อำนาจส.ว.ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ อำนาจเป็นของประชาชน ถ้าจะให้ส.ว.มาจากการคัดสรรอำนาจหน้าที่ต้องลดลงเหลือเพียงกลั่นกรองกฎหมาย ถ้าให้มีอำนาจถอดถอนอำนาจจะกลับไปอยู่กับข้าราชการเหมือนเดิม
ส่วนประเด็นส.ส.เห็นด้วยว่าผู้สมัครส.ส.ต้องสังกัดพรรค แต่เมื่อยุบสภาพหรือถึงวาระ ส.ส.ที่ต้องทนอยู่ในพรรคเพราะความเห็นไม่ตรงกัน หรือนโยบายที่เขารับปากกับประชาชนแล้วทำไม่ได้ ทำให้อึดอัด อยากออกไปอยู่พรรคอื่นหรือตั้งพรรคใหม่ก็น่าจะเป็นสิทธิ์ที่ชาวบ้านจะเลือกเขาหรือไม่เลือก ที่กลัวว่าหากไม่มีระยะเวลาการสังกัดพรรคจะทำให้มีส.ส.ขายตัว ก็มีไม่กี่คน อย่าเอาคนไม่กี่คนมาวางเป็นกฎของสังคม
ส่วนเขตเลือกตั้งผมว่าควรเป็นแบบสากล วันแมนวันโหวต ทั่วโลกเขาก็ระบบนี้ การแบ่งเป็นเขตใหญ่ยิ่งจะซื้อหนักและส.ส.จะดูแลเขตไม่ทั่วถึง ทำงานได้หลวมๆ ซึ่งความเห็นของพรรคประชาราชก็สอดคล้องกับที่ผมกล่าวมา
- หากร่างแรกแก้ไขเพียง 2 ประเด็น คือที่มาส.ว. กับคณะบุคคลแก้วิกฤตชาติจะรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
ขอฟังเหตุผลส.ส.ร.ก่อน อย่างกรณี 1 เขต 1 คน ผมก็ว่าดีอยู่แล้ว อะไรดีอยู่แล้วอย่าไปเปลี่ยนเลย ไม่ดีตรงไหนบอกเหตุผลมา ถ้าพอเพียงรับได้ เป็นเหตุเป็นผล ผมก็ไม่ดื้อ
- ป.ป.ช.จะรื้อคดีสนามกอล์ฟอัลไพน์ขึ้นมาพิจารณาใหม่
อะไรที่ทำให้โปร่งใสได้ทำไปเถอะ ไม่ว่าจะเป็นใคร เรื่องสนามกอล์ฟอัลไพน์ผมเคยถามท่านเสนาะ ท่านก็ว่าคนจะขายเราก็หาคนมาซื้อ ฟังที่มาที่ไปก็เป็นเหตุเป็นผลได้ แต่จะผิดหรือเปล่าผมไม่ทราบ
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
