นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษก ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กรมสรรพากรทำหนังสือถึงธนาคารไทยพาณิชย์นำส่งเงินที่อายัดไว้เพื่อการชำระหนี้ภาษีของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ที่ติดค้างอยู่ ว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.รับโอนงานมาจาก คตส.แล้ว ทางฝ่ายทนายของผู้ที่ถูกอายัดทรัพย์ได้ไปยื่นเรื่องกับธนาคารเพื่อจะขอให้คืนทรัพย์ พร้อมทั้งส่งเรื่องมาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.เช่นเดียวกัน เพราะเห็นว่า คตส.หมดวาระการทำหน้าที่ไปแล้ว ซึ่งทางธนาคารก็ได้ทำเรื่องสอบถามมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีมติแล้วว่าไม่มีอำนาจไปถอนการอายัดทรัพย์ของ คตส. นั่นหมายความว่าการอายัดทรัพย์ของ คตส.ยังมีผลอยู่ และเรื่องนี้ คตส.ได้ส่งให้อัยการไปก่อนที่จะหมดวาระการทำหน้าที่ ต่อมาก็มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการและ ป.ป.ช. และได้ข้อสรุปว่าว่าอัยการจะเป็นผู้ยื่นคำร้องเรื่องนี้ให้เมื่อถามว่าหากทางธนาคารทำหนังสือสอบถามมาอีกครั้ง คณะกรรมการ ป.ป.ช.จะต้องพิจารณาใหม่ หรือแค่แจ้งมติที่เคยมีไปแล้วให้ทางธนาคารรับทราบ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ทางธนาคารได้ทำหนังสือสอบถามมายังคณะกรรมการ ป.ป.ช.เมื่อวันที่ 22 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช.ก็คงต้องพิจารณาอีกครั้ง โดยอาจจะนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในวันที่ 26 ส.ค.นี้
เมื่อถามว่าแปลกใจหรือไม่ที่กรมสรรพากรมีคำสั่งด่วนให้ธนาคารนำส่งเงินที่อายัดเพื่อชำระหนี้ภาษี นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ตนไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะถือว่าไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.ที่ทำเรื่องนี้ ส่วนกรมสรรพากรจะมีเหตุผลอย่างไร ก็ต้องถามทางกรมสรรพากรเองว่าทำเรื่องนี้ทำไม ทาง ป.ป.ช.คงไม่เข้าไปก้าวล่วงหรือวิจารณ์เรื่องนี้
ผู้สื่อข่าวถามว่าการที่กรมสรรพากรก็รู้เรื่องมติคณะกรรมการ ป.ป.ช.เกี่ยวกับการอายัดทรัพย์ แต่ยังทำเรื่องอย่างนี้แสดงให้เห็นนัยยะอะไรหรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดข้อมูลเรื่องนี้ เพราะเป็นเรื่องระหว่างกรมสรรพากรกับธนาคาร
เมื่อถามว่าหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติยึดทรัพย์ ในส่วนหนี้ภาษีที่ค้างชำระอยู่กับกรมสรรพากรถือว่าเป็นคนละส่วนกันหรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า การยึดทรัพย์ดังกล่าวเป็นข้อหาร่ำรวยผิดปกติ ส่วนที่ยังค้างการชำระหนี้ภาษีนั้นครอบครัวชินวัตรก็ยังคงต้องจ่ายคืน โดยจะแยกส่วนกับการยึดทรัพย์ข้อหาร่ำรวยผิดปกติ แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับว่าศาลฎีกาฯจะพิพากษายึดทรัพย์เต็มจำนวนตามที่ยื่นคำร้องไปหรือไม่ หากศาลฎีกาฯพิพากษายึดทรัพย์แค่บางส่วน และมีเงินเหลืออยู่ กรมสรรพากรก็สามารถอายัติเงินที่เหลือเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีที่ค้างอยู่ได้
ข้อมูลจาก มติชน
