อัยการสูงสุดเตรียมขนเอกสารฟ้องยึดทรัพย์อดีตนายฯ 7.6หมื่นล.ต่อศาลจันทร์นี้ ไทยพาณิชย์ร้อน เตรียมนำเรื่องถอนอายัดเงิน1.2 หมื่นล้านตระกูลชินวัตร เข้าที่ประชุมกรรมการธนาคารสัปดาห์หน้า โดยขอหารือป.ป.ช. ศาลปกครอง และอัยการสูงสุดก่อน ปชป. แฉ!สรรพากรรู้ดีอยู่แล้วว่า ไม่มีอำนาจถอนอายัด เชื่อต้องากรท้าทายอำนาจคตส.อัยการขนเอกสารฟ้องยึดทรัพย์ครอบครัวแม้ว7.6หมื่นล.
เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม นายวัยวุฒิ หล่อตระกูล รองอัยการสูงสุด ในฐานะประธานคณะทำงานอัยการรับผิดชอบคดี คตส. กล่าวถึงการเตรียมยื่นคำฟ้องยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ขณะนี้คณะทำงาน เสนอคำฟ้องที่สมบูรณ์ ซึ่งมีรายละเอียด 124 หน้า ให้นายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด พิจารณาเพื่อลงลายมือชื่อเป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ที่จะยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ขอให้มีคำสั่งให้ทรัพย์สินซึ่งเป็นเงินบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวรวม 16 บัญชีในธนาคารพาณิชย์ และสถาบันการเงิน รวม 7.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยที่ได้จากเงินฝากนั้น ตกเป็นของแผ่นดินแล้ว โดยตนได้มอบหมายให้นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ และคณะ เป็นผู้นำ คำฟ้อง สำนวนพยานหลักฐานในชั้น คตส. ที่มีจำนวนมาก ไปยื่นต่อศาลฎีกา ฯ ในวันที่ 25 สิงหาคม
นายวัยวุฒิ รองอัยการสูงสุด กล่าวว่า ในการยื่นคำฟ้องนั้น อัยการไม่จำเป็นต้องร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามยักย้ายทรัพย์สินอีก เพราะที่ผ่านมา คตส.ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์ไว้อยู่แล้ว ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง อีกทั้งเมื่อคดีกำลังจะเข้าสู่ศาล หากศาลไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่นทรัพย์สินก็ต้องถูกอายัดไว้จนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นที่สุด ห้ามบุคคลใด ๆ ยักย้าย ทรัพย์สินที่เป็นเงินในบัญชีเงินฝากที่ถูกอายัดออกไป หากบุคคลใด ๆ ฝ่าฝืนด้วยการนำเงินบัญชีเหล่านั้นออกไปโดยที่ศาลไม่ได้มีคำสั่งอนุญาต บุคคลนั้นมีความผิดต้องถูกดำเนินคดีอาญาด้วย
ส่วนการที่ขณะนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่อยู่ในประเทศแล้วจะดำเนินคดีได้หรือไม่ นายวัยวุฒิ กล่าวว่า การฟ้องคดีนี้ เป็นเรื่องคดีความทางแพ่ง ซึ่งปกติศาลสามารถดำเนินกระบวนพิจารณาได้เพียงฝ่ายเดียว โดยที่ตัวจำเลย ไม่ต้องมาฟังกระบวนพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งหากยื่นฟ้องแล้วศาลมีคำสั่งประทับรับฟ้องและส่งหมาย สำเนาคำฟ้อง ให้จำเลยตามที่อยู่ที่ปรากฏทราบแล้ว หากจำเลยไม่มาศาล และไม่แต่งตั้งทนายความเพื่อยื่นคำให้การสู้คดี ถือว่าจำเลยขาดนัด ศาลก็ดำเนินกระบวนพิจารณาลับหลังจำเลยโดยไต่สวนพยานหลักฐานที่โจทก์นำเสนอต่อศาลเพียงฝ่ายเดียวได้จนเสร็จสิ้น
ด้านนายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ กล่าวว่า ในวันนี้ตนและคณะ เตรียมความพร้อมด้วยการตรวจเอกสารและหลักฐานที่จะยื่นต่อศาลย ที่เอกสารมีมากถึง 180 ลัง ประกอบด้วยเอกสารหลักฐานการสอบสวนของ คตส. ที่จะมีคำให้การพยานบุคคลต่างๆ รวมทั้งสำเนาเอกสารทั้งหมดที่ต้องจัดทำไว้ 9 ชุดให้องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ฯ 9 คนที่จะรับผิดชอบคดี และสำหรับที่ต้องจัดส่งให้จำเลย ซึ่งในวันที่ย 25 สิงหาคม จะต้องใช้รถบรรทุก 6 ล้อเพื่อขนย้ายเอกสารที่จัดเก็บไว้อย่างดีจากสำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก ไปยังศาลฎีกา ฯ สนามหลวง โดยช่วงเช้า ตนจะเข้าไปรับคำฟ้องจากนายชัยเกษม อัยการสูงสุด ที่สำนักงานอัยการสูงสุด สนามหลวง ซึ่งคาดวาจะยื่นคำฟ้องต่อศาลฎีกา ฯ ได้ในเวลา 10.00 ย 10.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ที่ถูก คตส. อายัดไว้ ประกอบด้วยย ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) , ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์และที่ดิน , บลจ.ไทยพาณิชย์ , ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด ( มหาชน) , ธนาคารธนชาต, ธนาคารยูโอบี รัตนสิน , บลจ.กสิกรไทย , ธนาคารอาคารสงเคราะห์ , บลจ.แอสเซทพลัส , ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) , ธนาคารทหารไทย จำกัด ( มหาชน) , ธนาคารนครหลวงไทย , ธนาคารออมสิน , ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร
ปชป.แฉ!สรรพากรรู้ไร้อำนาจถอนอายัด เชื่อท้าทายคตส.
นายกรณ์ จาติกวณิชย รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการการเงิน การคลังและสถาบันการเงินสภาผู้แทนราษฏร กล่าวถึงกรณีที่คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรม กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ย ระบุว่า จะมีการพิจารณาคืนเงินที่อายัดของนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ตามที่กรมสรรพากรได้ทำหนังสือส่งถึงธนาคารโดยอ้างอำนาจตามมาตรา 12 ประมวลรัษฎากรสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์จ่ายเช็ค 12,000 ล้านบาท ให้แก่กรมสรรพากร ซึ่งเป็นเงินส่วนหนึ่ง ที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้สั่งอายัดไว้รวม 69,000 ล้านบาท ซึ่งฝากอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 30,000 ล้านบาท ภายใน 15 ว่าย เรื่องนี้มีประเด็นปัญหาคือ อำนาจการถอนอายัดของกรมสรรพากรไม่น่าจะมีอำนาจ เนื่องจากในการประชุมคณะกรรมาธิการการเงินฯ ที่ผ่านมาได้มีการพิจารณาถึงประเด็นนี้โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวทั้งกรมสรรพากร และธนาคารแห่งประเทศไทย ทั้งหมดยืนยันว่า กรมสรรพากรไม่มีอำนาจที่จะถอนอายัดได้ เนื่องจาก คตส.ได้มีมติอายัดไว้แล้ว และกรมสรรพากร ได้ดำเนินการอายัดเงินดังกล่าวหลังจาก คตส.ด้วยซ้ำย ดังนั้นหากกรมสรรพากรจะถอนอายัดก็ยังมีคำสั่งอายัดของคตส.อยู่ จึงมีคำถามว่าเหตุใดกรมสรรพากรจึงคิดที่จะให้มีการอายัดในขณะนี้ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องให้คำตอบกับสังคม
นายกรณ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่า กรมสรรพากรต้องการท้าทายอำนาจของ คตส.โดยมีอำนาจการเมืองเข้ามาแอบแผง โดยเฉพาะอำนาจการอายัดทรัพย์ของ คตส. ซึ่งจะเป็นความพยายามที่จะทำนำไปสู่การตีความอำนาจหน้าที่ของ คตส. เพราะกรมสรรพากรรู้ว่าตัวเองไม่มีอำนาจที่จะสั่งให้ธนาคารพาณิชย์ถอนอายัดได้ และไม่มีทางที่ธนาคารจะถอนอายัดย จึงเป็นที่น่าสังเกตว่า คตส.ส่งเรื่องให้สรรพากรดำเนินการประเมินเรียกเก็บภาษีของทั้งสองคนดังกล่าวมานานหลายเดือนแล้ว แต่เป็นเพราะเหตุใด กรมสรรพาการจึงต้องมาเร่งรีบ เร่งรัดให้มีการนำเงินที่ถูดอายัดดังกล่าวมาชำระภาษี เพราะก่อนหน้านี้ ธนาคารพาณิชย์ ได้ทำหนังสือสอบถามไปยังอัยการและปปช.แล้วว่า ไม่สามารถถอนอายัดได้ และสาเหตุหนึ่งที่ประชุมบอร์ดธนาคารไทยพาณิชย์ไม่สามารถอนุมัติไม่แน่ใจว่ากรมสรรพากรมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย หรือไม่ หรือใช้กฎหมายฉบับใดมาดำเนินการ เชื่อว่าในวันที่ 25 ส.ค.ผู้บริหาร(บอร์ด)ไทยพาณิชย์จะมีการประชุมกันอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ธนาคารต้องยึดตามมติของ คตส.และกฎหมายโดยไม่มีการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกรมสรรพากรยืนยันที่ถอนอายัด รองธิบดีกรมสรรพากร ที่ลงนามในหนังสือจะต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไร เพราะเป็นการปฏิบัติหน้าที่แทนอธิบดี ที่เดินทางไปต่างประเทศ นายกรณ์ย กล่าวว่า หากกรมสรรพากรทำผิดต่ออำนาจหน้าที่จะต้องรับผิดชอบ โดยพรรคประชาธิปัตย์จะมีการติดตามในเรื่องนี้ และกรมสรรพากรจะออกมาชี้แจงเหตุผลกับสังคม เพราะการดำเนินการครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่ได้มีการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ทีเกี่ยวข้อง แต่เป็นความพยายามที่จะนำเงินก้อนดังกล่าวเข้ามาอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง เพื่อเข้าสู่กระบวนอุทร์ภาษีในชั้นของคณะกรรมการอุทรณ์ภาษีที่สามรถไปล็อบบี้ตัวแทนจากอัยการและกรมการปกครอง
เมื่อถามว่ากรมสรรพากรขู่ดำเนินคดีตามกฎหมายหากธนาคารไทยพาณิชย์ไม่นำเงินส่งกรมภายใน 15 วันตามประมวลกฎหมายรัษฎากรมาตรา 12 นายกรณ์กล่าวว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ต้องปฎิบัติตามกฎหมายเช่นเดียวกันเพราะได้เคยสอบถามไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.)และอัยการสูงสุดแล้ว จึงอยากทราบว่ากรมสรรพการจะใช้กฏหมายตัวไหนมาดำเนินคดี เพราะรู้ทั้งรู้ว่ากรมสรรพากรไม่มีอำนาจหน้าที่ ทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตาม
SCBหารือศาลปค.-ป.ป.ช.-อสส.ก่อนอายัดเงินโอ๊ค-เอม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ วันที่ 24 ส.ค. ธนาคารไทยพาณิชย์ (เอสซีบี) ออกหนังสือชี้แจงถึงคำสั่งที่กรมสรรพากรให้ธนาคารไทยพาณิชย์นำส่งเงินอายัด นายพานทองแท้ ชินวัตร และ นางสาวพิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ได้รับหนังสือคำสั่งจากกรมสรรพากร เมื่อตอนบ่ายวันที่ 22 สิงหาคม 2551 ซึ่งยินดีที่จะปฏิบัติตามคำสั่ง แต่ตอนนี้เงินในบัญชีเงินฝากทั้งสองคนอยู่ภายใต้คำสั่งอายัดทรัพย์ของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เช่นกัน ซึ่งคำสั่งทั้งสองมีความขัดแย้งในทางปฏิบัติ และหากธนาคารปฏิบัติตามคำสั่งใดคำสั่งหนึ่งก็จะเป็นการฝ่าฝืนอีกคำสั่งหนึ่งซึ่งเป็นความผิดมีโทษทางอาญาได้ ดังนั้น นายกกรรมการธนาคารจึงได้มีคำสั่งให้นำเรื่องหนังสือของกรมสรรพากรหารือในการประชุมคณะกรรมการธนาคารโดยเร็ว รวมทั้งธนาคารได้ทำคำร้องไปยังศาลปกครองและทำหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ สำนักงานอัยการสูงสุดเพื่อขอความกระจ่างในการปฏิบัติ ในระหว่างนี้ธนาคารจะยังคงเก็บรักษาเงินในบัญชีดังกล่าวอยู่
ไทยพาณิชย์เตรียมถกสรรพากรอายัดเงินตระกูลชินวัตร
เมื่อวันที่ 24 ส.ค. คุณหญิงชฎา วัฒนศิริธรรมย หนึ่งในคณะกรรมการธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยถึงกรณีที่กรมสรรพากรส่งหนังสือขอให้ธนาคาร นำเงินฝากของนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตรย บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ( คตส.) อายัดไว้กว่า 12,000 ล้านบาท เพื่อนำมาจ่ายภาษีให้กรมสรรพากร ว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อนย อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารธนาคารเพิ่งได้รับข้อมูลมาเมื่อ1-2 วันที่ผ่านมายังไม่ได้พิจารณาเรื่องดังกล่าวย ซึ่งคาดว่า จะมีการนำเข้าหารือในการประชุมคณะกรรมการธนาคารในสัปดาห์หน้า
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวว่าย คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้รับหนังสือถามความเห็นกรณีดังกล่าว จากธนาคารไทยพาณิชย์แล้ว ซึ่งคาดว่า ในต้นสัปดาห์นี้ จะมีการนำเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ป.ป.ช.ด้วยเช่นกัน โดยก่อนหน้านี้ ป.ป.ช.ได้เคยวินิจฉัยมาก่อนว่า ไม่สามารถถอนคำสั่งอายัดของ คตส.ได้
สรรพากรอ้างแค่ยึดเงินนำส่ง
จากกรณีข้าราชการระดับรองอธิบดีกรมสรรพากรรายหนึ่งได้ทำหนังสือส่งถึงธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) อ้างอำนาจ ตามมาตรา 12 ประมวลรัษฎากรสั่งให้ธนาคารไทยพาณิชย์ จ่ายเช็ค 12,000 ล้านบาทย ให้แก่กรมสรรพากร โดยเป็นเงินส่วนหนึ่งที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) สั่งอายัดไว้ทั้งหมด 69,000 ล้านบาท และฝากอยู่ที่ธนาคารไทยพาณิชย์กว่า 30,000 ล้านบาท โดยอ้างว่า เพื่อเป็นการอายัดเงินของนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีย เพื่อชดใช้ค่าภาษีที่บุคคลทั้งสองค้างชำระกรณีการซื้อขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จากบริษัท แอมเพิลริช อินเวสต์เมนต์ จำกัด จำนวน 329.2 ล้านหุ้นในราคา 1 บาท และขายไปในราคา 47.25 บาท เมื่อวันที่ 20 และ 23 มกราคม 2549 ทำให้บุคคลทั้งสองมีเงินได้กว่า 15,000 ล้านบาทนั้น
นางรวิฐา พงษ์นุชิต รองอธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่การถอนอายัดทรัพย์สิน แต่เป็นการยึดเงินนำส่ง ซึ่งมีความหมายแตกต่างกัน เพราะหากยังคงอายัดเงินดังกล่าวจะยังเป็นของเจ้าของเดิม แต่หากยึดเงินนำส่งดังที่กรมสรรพากรดำเนินการ เงินส่วนนี้จะกลายเป็นเงินของรัฐทันที และภายหลังหากศาลพิพากษาตัดสินคดีนี้ว่า นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาต้องชำระภาษีให้แก่รัฐ เงินที่ยึดมาก็จะตกแก่กรมสรรพากรทันทีเช่นกัน
แจงไม่ทำโอ๊ค-เอม มีเบี้ยปรับเพิ่ม
การดำเนินการดังกล่าวเป็นเช่นเดียวกับทุกกรณี ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นกรณีนี้กรณีแรก ตามมาตรา 12 แห่งประมวลรัษฎากรที่ระบุว่า กรมสรรพากรจะต้องถอนอายัดภายใน 15 วัน เพราะหากไม่ดำเนินการจะทำให้มีเบี้ยปรับเงินเพิ่มเกิดขึ้นกับผู้เสียภาษีตามอัตราที่กรมสรรพากรกำหนด นางรวิฐากล่าว
นางรวิฐากล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในการจะขอถอนอายัด กรมสรรพากรได้หารือกับ คตส.มาก่อน แต่ คตส.ไม่อนุมัติให้ทำ โดยระบุให้รอศาลตัดสิน ภายหลังเมื่อ คตส.หมดอายุไป กรมสรรพากรก็ได้ส่งหนังสือถามไปยังคณะกรรมการป้องกันและปรามปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในประเด็นเดิม ซึ่ง ป.ป.ช.ระบุว่า ไม่มีอำนาจสั่งการ กรมจึงเริ่มกระบวนการด้วยตนเองในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา โดยส่งหนังสือถึงธนาคารไทยพาณิชย์ให้ส่งเงินคืนมายังกรมภายใน 15 วันนับจากหนังสือไปถึง แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ก็ไม่ตอบกลับ กรมจึงส่งหนังสือไปเป็นครั้งที่ 2 โดยทั้งสองครั้งมีนายอัษฏางค์ ศรีศุภรพันธ์ รองอธิบดีกรมสรรพากร ซึ่งรักษาการแทนอธิบดีกรมสรรพากรทำหนังสือส่งไป และทั้งสองครั้งนายอัษฎางค์ได้มาปรึกษาตนว่า ทำได้หรือไม่ ซึ่งตนได้แนะนำไปว่า สามารถทำได้และอย่าเลือกปฏิบัติว่าเป็นคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ
ขู่ฟ้องไทยพาณิชย์ ไม่ร่วมมือ
นางรวิฐากล่าวว่า หากยึดเงินคืนกลับมาแล้วก็ไม่ต้องกังวลว่าจะตกไปถึงมือใคร หรือจะผ่านใครบ้าง เพราะตามกฎหมายกำหนดชัดว่า เมื่อถอนอายัดจะต้องส่งเงินคืนเป็นแคชเชียร์เช็ค โดยเขียนกำกับลงไปว่ามอบให้กรมสรรพากรเพื่อนำส่งคลัง เงินดังกล่าวจึงไม่มีหลุดรอดไปยังส่วนอื่นๆ หรือบุคคลอื่นได้ เรื่องนี้เป็นกฎหมายที่อธิบดีกรมสรรพากรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังรับทราบดี เพราะฉะนั้นหากจะมีความกังวลตนสามารถชี้แจงได้ทั้งหมด
หากธนาคารไทยพาณิชย์ ไม่ยอมส่งเงินตามที่กรมสรรพากรเรียกไป กรมอาจฟ้องอาญาธนาคารไทยพาณิชย์ เนื่องจากไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐ ปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร นางรวิฐากล่าว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง แจ้งว่า ทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้มีหนังสือถามกลับมายังกระทรวงว่า หากธนาคารปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ทางกรมสรรพากรจะฝากเงินดังกล่าวไว้ที่ธนาคารต่อไปได้หรือไม่ เนื่องจากเป็นวงเงินค่อนข้างสูงถึง 1.2 หมื่นล้านบาท อาจทำให้ยอดเงินฝากลดต่ำลงแบบฮวบฮาบ ส่งผลให้ธนาคารต้องพยายามเร่งระดมเงินฝากทดแทน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงการคลังตอบกลับไปว่า ตามกฎหมายคงไม่สามารถทำได้ เนื่องจากเงินที่ถอนจากการอายัดจะต้องนำเข้าคลัง โดยนำไปฝากไว้ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เท่านั้น
ใบโพธิ์ยันทำตามสรรพากรไม่ได้
แหล่งข่าวจากธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 24 สิงหาคมทางธนาคารไทยพาณิชย์ จะออกแถลงการณ์ชี้แจงกรณีเงินฝากของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ โดยยืนยันว่า ธนาคารไม่สามารถปฏิบัติตามคำขอของกรมสรรพากรที่ให้ถอนอายัดเงินฝากจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำส่งให้กรมสรรพากรได้
ขอปฏิเสธว่าธนาคารไม่ได้มีการต่อรองกับทางกรมสรรพากรว่า หากถอนอายัดแล้วขอให้กรมสรรพากร นำเงินจำนวน 1.2 หมื่นล้านกลับมาฝากที่ธนาคารต่อไป เพราะธนาคารได้ปรึกษากับฝ่ายกฎหมายแล้วว่าไม่สามารถถอนอายัดเงินจำนวนดังกล่าวได้ แห่งข่าวกล่าว
ปชป.จี้กมธ.การเงินสอบสรรพากร
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (เงา) กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่เหมาะสมที่กรมสรรพากรจะให้ธนาคารไทยพาณิชย์โอนเงิน 1.2 หมื่นล้านบาทที่ถูก คตส.อายัดไว้มาไว้ที่กรมสรรพากร และเห็นว่ากรมสรรพากรไม่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมาย เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของคณะอนุกรรมการอุทธรณ์ภาษีและศาลภาษี เชื่อว่าการกระทำดังกล่าวเพื่อผลประโยชน์ของผู้ถูกกล่าวหา ที่เปิดโอกาสให้กรมสรรพากรคืนเงินบางส่วนให้กับครอบครัวชินวัตร และเรื่องนี้จะต้องมีคำชี้แจงจากกรมสรรพากร
น่าสนใจที่อธิบดีกรมสรรพากร เลือกที่จะไม่อยู่ในประเทศ ในช่วงที่เกิดเหตุการณ์ และเมื่อสักครู่ ผมพยายามต่อสายไปหานายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง แต่ติดต่อไม่ได้ จึงฝากข้อความไว้ว่า ทั้งหมดท่านรับทราบหรือไม่ และเป็นนโยบายของกรมสรรพากรหรือไม่ ผมคิดว่าเรื่องจะต้องมีคำตอบนายกรณ์กล่าว และว่า เรื่องนี้คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง การธนาคาร และสถาบันการเงิน ของสภาผู้แทนราษฎร จะต้องเข้าไปตรวจสอบ
ผู้สื่อข่าวถามว่า พรรคจะติดตามเรื่องนี้อย่างไร นายกรณ์กล่าวว่า ตนได้รับการยืนยันจากธนาคารไทยพาณิชย์ว่ามีเอกสารมาจริง เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนอายัดเงินจำนวน 12,000 ล้านบาท และธนาคารไทยพาณิชย์เรียกประชุมคณะกรรมการ และเห็นว่าไม่ใช่อำนาจของกรมสรรพากร
ข้อมูลจาก มติชน
