แฉบิ๊กการเมืองสั่งสรรพากรบีบแบงก์ไทยพาณิชย์ถอนอายัดเงิน 1.2 หมื่นล้านคืน โอ๊ค-เอม ด้าน เลี้ยบ ปัดไม่เกี่ยว ประดิษฐ์ ชี้ต้องนำเงินเข้าหลวง คตส.ยันถอนอายัดไม่ได้ ต้องพิสูจน์ในชั้นศาล เบอร์มิวดาอ้าแขนรับ ทักษิณ ลี้ภัย สมัคร เมินถอนพาสปอร์ตแดง ศาลฎีกาพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ 17 ก.ย. คนรักแม้ว นัดรวมพลอาทิตย์นี้ครอบครัวชินวัตร
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ว่า มีความพยายามจากข้าราชการระดับสูงของกรมสรรพากร ดำเนินการให้ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ ซึ่งรับฝากเงินของตระกูลชินวัตร กว่า 3 หมื่นล้านบาท ที่ถูกคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) มีคำสั่งอายัดไว้ ให้นำเงินจำนวนดังกล่าวส่งมอบให้กรมสรรพากร เพื่อจ่ายเงินภาษีให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร กรณี คตส.สั่งให้กรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นแอมเพิลริชของทั้งสองคน ประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ให้แก่กรมสรรพากร ตามมติของ คตส. ซึ่งตามขั้นตอนการจ่ายภาษีจะต้องมีการวางหลักทรัพย์ค้ำประกันในการยื่นอุทธรณ์ภาษี แต่ทั้งสองคนไม่ยอมจ่าย คตส.จึงมีมติอายัดทรัพย์วงเงินดังกล่าวในธนาคารพาณิชย์
รายงานข่าวเปิดเผยว่า ความพยายามดังกล่าวได้ดำเนินการมาร่วมเดือนแล้ว โดยนักการเมืองระดับสูงพยายามบีบให้อธิบดีกรมสรรพากรเป็นผู้ดำเนินการ จนทำให้อธิบดีมีหนังสือสอบถามไปยังอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช. ซึ่งทั้งสององค์กรยืนยันว่าไม่มีอำนาจและต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล
นอกจากนี้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีความพยายามอีกครั้งที่จะให้อธิบดีกรมสรรพากรเร่งดำเนินการตาม แต่อธิบดีไม่ยอม เพราะเกรงว่าจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย เหมือนอดีตอธิบดีที่ถูกดำเนินการก่อนหน้านี้ ดังนั้น จึงมีความพยายามวิ่งเต้นผ่านระดับรองอธิบดี เพื่อเอาตำแหน่งผู้ตรวจการกระทรวงระดับ 10 มาต่อรอง ซึ่งมีตำแหน่งว่างลงถึง 2 ตำแหน่ง
"ตลอดช่วงวันที่ 22 สิงหาคม มีความเคลื่อนไหวภายในกรมสรรพากรเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ประเมินภาษีไม่เห็นด้วยกับการกระทำครั้งนี้ เพราะอธิบดีกรมสรรพากรไม่ได้รับทราบ เนื่องจากติดภารกิจเดินทางไปประเทศญี่ปุ่น แต่มีผู้ใหญ่ที่อาศัยปฏิบัติหน้าที่แทนเป็นผู้ดำเนินการ โดยให้เด็กถือหนังสือไปยื่นที่ธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้นำเงินมาส่งที่กรมสรรพากร แต่เรื่องมาเกิดขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารโทรศัพท์กลับมาสอบถามที่กรมสรรพากรว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร เพราะเงินก้อนดังกล่าว คตส.มีมติอายัดไว้แล้ว" แหล่งข่าวระบุ
รายงานข่าวระบุว่า มีความพยายามบีบให้เจ้าหน้าที่ทำหนังสือถึงธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้ส่งมอบเงินให้แก่กรมสรรพากรให้ได้ภายในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ก่อนที่อัยการสูงสุดจะสั่งฟ้องในวันที่ 25 สิงหาคม แต่ธนาคารยังไม่ตัดสินใจว่าจะดำเนินการ จนกว่าจะมีหนังสือลงนามอย่างเป็นทางการจากอธิบดีกรมสรรพากร
"นี่เป็นการช่วยเหลือของผู้ใหญ่ในกรมสรรพากร ที่ต้องให้นำเงินในธนาคารพาณิชย์ออกไปก่อน โดยอ้างว่านำมาชำระเงินภาษีที่ทั้งคู่ถูกประเมินเรียกเก็บภาษี แต่เงินก้อนดังกล่าวมีมากกว่าเงินที่ประเมินไว้ 1.2 หมื่นล้านบาท ดังนั้นเมื่อนำเงินก้อนดังกล่าวกว่า 3 หมื่นล้านบาท มาจ่ายแทน กรมสรรพากรจึงจำเป็นต้องปล่อยหุ้นของทั้งคู่บางส่วนที่ถูกอายัดไปด้วยตามจำนวนเงิน เพื่อจะใช้เป็นเงื่อนไขการต่อสู้ในชั้นของการอุทธรณ์ภาษี และจะทำให้เงินก้อนนี้หลุดไปในที่สุดในชั้นของคณะกรรมการอุทธรณ์ภาษี ไม่ต้องผ่านกระบวนการทางศาล โดยจะพยายามทำเหมือนกับคดีเลี่ยงภาษีของนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร จำนวน 546 ล้านบาท ที่หลุดไปก่อนหน้าที่
คตส.ชี้ไม่มีหน่วยไหนถอนอายัดได้
นายสัก กอแสงเรือง อดีตโฆษก คตส.กล่าวถึงกรณีที่ขณะนี้มีความพยายามบีบให้กรมสรรพากรดำเนินการขอคืนเงินอายัด ก่อนจะยื่นคดีฟ้องต่อศาลว่า เมื่อคดีเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของอัยการสูงสุดแล้ว ไม่มีหน่วยงานใดจะเข้ามาดำเนินการเพื่อถอนอายัดได้ โดยเฉพาะเป็นกรมสรรพากร เพราะไม่มีกฎหมายกำหนดให้ทำได้
"สรรพากรมีหน้าที่ในการตามจัดเก็บภาษีเท่านั้น เมื่อไม่มีกฎหมายกำหนดไว้ ไม่เข้าใจว่ากรมสรรพากรจะทำได้อย่างไร และใครจะไปสั่งได้ ดังนั้นจึงอยากให้ทุกฝ่ายปล่อยให้เป็นไปตามขั้นตอนของศาลจะดีกว่า"
นายสักกล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในระหว่างที่ คตส.มีมติอายัดทรัพย์สินจำนวนดังกล่าว ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาพิสูจน์เพิกถอนการอายัดทรัพย์ แต่ไม่เห็นดำเนินการแต่อย่างใด ดังนั้นจึงต้องใช้อำนาจศาลต่อไปในการพิสูจน์
บอร์ดไทยพาณิชย์ถกเครียดปล่อยอายัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากความพยายามใช้ข้าราชการระดับสูงในกรมสรรพากรระดับรองอธิบดี ดำเนินการให้ธนาคารไทยพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ นำเงินที่ คตส.อายัดไว้กว่า 3 หมื่นล้านบาท มาชำระภาษีให้แก่นายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา กรณีหลีกเลี่ยงการซื้อขายหุ้นบริษัทแอมเพิลริชกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ปรากฏว่าในช่วงบ่าย เจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้เข้ายื่นหนังสือต่อธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นเหตุให้ธนาคารต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) เพื่อตัดสินใจอนุมัติ เพราะเป็นเงินจำนวนมาก และเกรงว่าจะมีผลกระทบตามมา จนกระทั่งเวลา 17.00 น. ที่ประชุมบอร์ดยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะอนุมัติหรือไม่ และเลยระยะเวลาการทำงานของธนาคาร
"เรื่องนี้ผู้บริหารระดับสูงของกรมสรรพากรได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการเองอย่างเร่งด่วนทั้งหมด พร้อมทั้งสั่งให้เจ้าหน้าที่กรมสรรพากร ภาค 1 เขตจตุจักร เปิดที่ทำการรอจนกว่าจะถึงเวลา 16.30 น. เพื่อต้องรอรับเช็คจากธนาคารไทยพาณิชย์ แต่จนถึงเวลาดังกล่าวยังไม่ได้รับเช็คจากธนาคารเลย จึงต้องปิดสำนักงานในที่สุด ซึ่งความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับเช็ค เพราะไม่มีใครอยากจะเกี่ยวข้องด้วย โดยไม่ต้องการให้บอร์ดอนุมัติเรื่องดังกล่าว เพราะเห็นว่าเรื่องดังกล่าวไม่ถูกต้อง และในอนาคตมีความหมิ่นเหม่ว่าข้าราชการระดับล่างจะต้องรับเคราะห์ " แหล่งข่าวระบุ
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ธนาคารเคยทำหนังสือไปสอบถามอัยการสูงสุด และ ป.ป.ช.แล้วว่าไม่สามารถถอนอายัดเงินก้อนดังกล่าวได้
นางองค์อร อาภากร ณ อยุธยา ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ฝ่ายบริหารงานสื่อสารองค์กร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ธนาคารได้รับหนังสือจากกรมสรรพากรที่ให้ส่งเงินฝากของนายพานทองแท้และน.ส.พินทองทา ที่ถูกอายัดไว้แล้ว โดยคณะกรรมการบริหารธนาคารมีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาคำสั่งดังกล่าว แต่เบื้องต้นจะต้องพิจารณาในรายละเอียด และตรวจสอบข้อกฎหมายในหลายๆ ข้อ เนื่องจากเป็นเรื่องที่จะต้องรีบใช้ความรอบคอบและต้องรีบดำเนินการ
"เลี้ยบ"ปัดไม่เกี่ยวถอนอายัดเงิน
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เรื่องอายัดหรือถอนอายัดทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัวนั้น ขณะนี้เท่าที่รู้ไม่มีหน่วยงานใดให้คำตอบได้ว่า ตกลงเรื่องอายัดเงินจะทำอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ที่เกี่ยวข้องควรต้องไปดูเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ และประสานกับธนาคารพาณิชย์ ขณะเดียวกันเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับกระทรวงการคลังอยู่แล้ว
"ปัญหาขณะนี้อยู่ที่ว่าใครมีอำนาจที่จะดำเนินการในเรื่องการจะอายัดหรือถอนอายัด ผมไม่เคยถาม ธปท.เรื่องความชัดเจนดังกล่าว แต่เท่าที่อ่านคำให้สัมภาษณ์ของนายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. เคยบอกว่า ตอนธนาคารพาณิชย์อายัดทรัพย์ก็ไม่ได้ถาม ธปท. ฉะนั้นตอนถอนก็ไม่ต้องมาถาม ฉะนั้นประเด็นนี้ก็มีเรื่องที่ต้องพิจารณาว่าควรเป็นหน้าที่ของใคร แต่ที่เกี่ยวข้องแน่ๆ คือธนาคารพาณิชย์ ที่เขาคงจะต้องไปพิจารณาในแง่มุมต่างๆ" รมว.การคลังกล่าว
รมช.การคลังโต้เปล่าคืนให้"โอ๊ค-เอม"
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงถึงกรณีที่มีข่าวว่ากรมสรรพากรทำหนังสือถึงธนาคารไทยพาณิชย์ เพื่อให้คืนเงิน 1.2 หมื่นล้านบาท ที่ คตส.มีคำสั่งอายัดไว้ส่งมอบให้แก่กรมสรรพากรว่า เงินจำนวนดังกล่าวเป็นของหลวง เนื่องจากกรมสรรพากรมีคำสั่งเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทา ที่เกิดจากบริษัทแอมเพิลริช อินเวสเมนต์ ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่บุคคลทั้งสอง การทวงคืนเพื่อนำเงินมาเป็นของหลวงไม่ใช่ไปเรียกคืนเพื่อส่งคืนให้แก่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา หากทำเช่นนั้นผิดกฎหมายแน่นอน
"หากส่งคืนให้โอ๊ค-เอม ก็เท่ากับทำผิดกฎหมาย และการที่กรมสรรพากรเรียกเงินคืนจากธนาคาร เพราะเงินดังกล่าวเป็นเงินหลวง และกรมสรรพากรมีอำนาจตามกฎหมายประมวลรัษฎากรอยู่แล้ว" รมช.การคลังกล่าว
สรรพากรเสียงแตกอายัดทรัพย์
แหล่งข่าวจากกรมสรรพากรกล่าวว่า เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา อธิบดีกรมสรรพากรได้ตั้งคณะกรรมการติดตามการอายัดทรัพย์สิน จำนวน 11 คน ซึ่งมีการประชุมเพื่อพิจารณาติดตามการอายัดทรัพย์สินของนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา พบว่าทั้งสองมีเงินที่ปลอดจากการอายัดราว 1,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1.1 หมื่นล้านบาทที่ต้องติดตาม ตามมาตรา 12 ของประมวลรัษฎากร เนื่องจากก่อนหน้าบุคคลทั้งสองได้ยื่นอุทธรณ์เงินภาษี แต่ไม่ได้นำหลักทรัพย์วางค้ำประกันจึงไม่เป็นเหตุให้ทุเลาภาษีค้างชำระ
คณะกรรมการพิจารณาแล้ว เสียงส่วนใหญ่ 7 คน เห็นว่าไม่สามารถนำเงินที่ คตส.อายัดมาชำระเป็นภาษีได้ เพราะหากพิจารณาตามกฎหมายการอายัดของ คตส.เป็นคดีอาญาสูงกว่าคดีแพ่งของกรมสรรพากร ขณะที่เสียงข้างน้อย 4 คน เห็นว่า ควรไปถอนอายัดเงินจำนวนกว่า 1.1 หมื่นล้านบาทได้ และเห็นว่าหากนำเงินอายัดออกมาจริง หากมีการต่อสู้คดีเกิดขึ้นและกรมสรรพากรแพ้ ก็ต้องคืนเงินภาษีให้แก่นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทาทันที
นายสมัคร สุนทรเวช
สมัครเผยไม่มีนโยบายถอนพาสปอร์ตแดง
ภายหลังจาก นายเตช บุนนาค รมว.การต่างประเทศ ทำหนังสือถึงนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาเรื่องการเพิกถอนหนังสือเดินทางการทูต (พาสปอร์ตแดง) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดีไปพำนักในประเทศอังกฤษ และมีข่าวว่าเตรียมทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองนั้น
นายสมัครให้สัมภาษณ์ที่พรรคพลังประชาชน เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม หลังการเดินทางมาบันทึกเทปแถลงผลการดำเนินการของพรรคการเมือง ที่ต้องเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงการเพิกถอนหนังสือเดินทางของอดีตนายกรัฐมนตรีว่า ยังไม่มีนโยบายเรื่องนี้และยังไม่ได้พบกับ รมว.การต่างประเทศ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเรื่องการจัดรายการ "ชิมไป บ่นไป" ด้วยตัวเองหรือไม่ นายสมัครไม่ตอบคำถามและชักสีหน้าแสดงอาการหงุดหงิด พร้อมสั่งให้คนขับรถออกรถทันที
ด้านนายเตชให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีระบุไม่มีนโยบายในการถอนพาสปอร์ตแดงของ พ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล ซึ่งต้องรอให้นายกรัฐมนตรีบัญชามายังกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งนี้ ไม่มีข้อกำหนดที่ชัดเจนต่อการยกเลิกพาสปอร์ตดังกล่าว ต้องขึ้นกับบัญชาของนายกฯ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเพียงคนเดียว และต้องเข้าใจว่าเรื่องนี้ถือเป็นวาระแห่งชาติ เพราะคนที่เกี่ยวข้องเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ดังนั้นนายสมัครต้องเป็นผู้วินิจฉัย แต่ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา ก็คงเป็นอำนาจการตัดสินใจของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้เป็นคนธรรมดา
เมื่อถามว่าในกรณีที่เป็นพาสปอร์ตการทูต ถือเป็นอำนาจการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีใช่หรือไม่ นายเตชตอบว่า เฉพาะกรณีนี้เท่านั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่าหากตัดสินใจอย่างไร นายกฯ จำเป็นต้องชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจหรือไม่ นายเตช กล่าวว่า คงต้องมีการหารือกัน โดยในการประชุม ครม.วันอังคารที่ 26 สิงหาคมนี้ ตนจะหารือเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่งนายกรัฐมนตรีคงมีโอกาสพิจารณาหนังสือของกระทรวงการต่างประเทศก่อนการประชุม ครม.แล้ว
เบอร์มิวดายินดีให้ "ทักษิณ" ลี้ภัย
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นายเอวาร์ท เฟรเดอริค บราวน์ จูเนียร์ นายกรัฐมนตรีของเบอร์มิวดา ประเทศในแถบมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ออกมาเปิดเผยว่า มีความยินดีหาก พ.ต.ท.ทักษิณจะมาขอลี้ภัยที่เบอร์มิวดา
นายบราวน์กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วมีความชื่นชมอดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นอย่างมาก จากผลงานในการบริหารประเทศที่ผ่านมา นอกจากนั้นยังเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องถูกโค่นอำนาจ และต้องคดีความต่างๆ มากมาย เข้าใจดีว่า ความรู้สึกของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในเวลานี้จะเป็นเช่นไร เนื่องจากครอบครัวของตนก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน โดยนายเควิน บราวน์ ลูกชายซึ่งเป็นหมอ ถูกกล่าวหาว่าฉ้อโกงและล่วงละเมิดทางเพศคนไข้สตรี ขณะที่นายมัวริซ ลูกชายอีกคน ก็ต้องโทษจำคุก 10 ปี หลังถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรมในข้อหาปล้นธนาคาร
ศาลนัดตัดสินคดีที่ดินรัชดาฯ 17 ก.ย.
ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นายทองหล่อ โฉมงาม ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เจ้าของสำนวนทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษกมูลค่า 772 ล้านบาทเศษ พร้อมองค์คณะรวม 9 คน ออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานจำเลยนัดสุดท้ายในคดีหมายเลขดำที่ อม.1/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และเป็นคู่สมรสเจ้าพนักงานเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียการทำสัญญากับรัฐ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 4, 100 และ 122
ศาลมีคำสั่งให้เบิกตัวนายพิชิฏ ชื่นบาน ทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนักโทษคดีละเมิดอำนาจกรณีถุงเงิน 2 ล้านบาท จากเรือนจำมาไต่สวน ตามบัญชีเดิมพยานจำเลย แต่นายพิชิฏได้ยื่นคำร้องลงวันที่ 20 สิงหาคม 2551 อ้างว่าประเด็นที่จะเบิกความนั้น นายพิชิฏ ผู้ร้องได้ส่งเอกสารทั้งหมดไว้ต่อศาลแล้ว จึงไม่ประสงค์จะมาเบิกความ
องค์คณะผู้พิพากษาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ตามคำร้องแสดงว่าผู้ร้องไม่มีข้อเท็จจริงที่เพิ่มเติมอีก จึงไม่จำต้องไต่สวนพยานปากนี้ และมีคำสั่งให้งดไต่สวนพยานปากนี้ ดังนั้น พยานจำเลยทั้งสองที่ยังไม่ได้ไต่สวนจึงเหลือเพียงตัวจำเลยทั้งสอง ซึ่งหลบหนีไปไม่มาศาลเท่านั้น จึงถือได้ว่าหมดพยานจำเลยทั้งสองแล้ว และเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์และจำเลยทั้งสองที่ได้ไต่สวนมานั้นเพียงพอต่อการวินิจฉัยคดีแล้ว จึงไม่เรียกพยานหลักฐานมาไต่สวนเพิ่มเติมอีก ให้ยกเลิกวันนัดที่ได้นัดไว้ คดีเสร็จสิ้นการไต่สวน จึงนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 17 กันยายน เวลา 10.00 น. ทั้งนี้ หากคู่ความฝ่ายใดประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดีเป็นลายลักษณ์อักษรให้ยื่นมาภายในวันที่ 10 กันยายนนี้ มิฉะนั้นจะถือว่าไม่ติดใจแถลงการณ์ปิดคดี
นายเศกสรรค์ บางสมบุญ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ หัวหน้าคณะทำงานรับผิดชอบคดี กล่าวว่า ในวันที่ 26 สิงหาคม คณะทำงานอัยการจะประชุมเพื่อร่างคำแถลงปิด แล้วจะเสนอนายชัยเกษม นิติสิริ อัยการสูงสุด ก่อนยื่นต่อศาล ซึ่งอัยการมั่นใจในพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวนสอบสวนของ คตส. ที่อัยการนำเสนอต่อศาลไปแล้วทั้งหมด
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
คนรักแม้วนัดรวมตัววันอาทิตย์นี้
นายอัมรินทร์ ผจญยุทธ์ ประธานชมรมคนรักทักษิณ พร้อมคณะ อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ประชาชนทั่วประเทศที่รักและชื่นชม พ.ต.ท.ทักษิณ รวมตัวกันปกป้องและรักษา พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว จากความไม่ชอบธรรมและอิทธิพลครอบงำที่มีมาจากการรัฐประหาร โดยเรียกร้องให้ประชาชนที่คิดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ร่วมกันลงชื่อให้ครบ 1 แสนชื่อ ในวันอาทิตย์ที่ 24 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการจัดงาน "รวมพลคนรักทักษิณ" ที่สวนจตุจักร ขณะเดียวกันจะมีการจำหน่ายไปรษณียบัตรจ่าหน้าถึงสถานทูตอังกฤษ ให้เขียนส่งความรู้สึกเพื่อสื่อไปยังประเทศอังกฤษ
นายอัมรินทร์ยอมรับว่า พ.ต.ท.ทักษิณอนุญาตให้ชมรมคนรักทักษิณใช้เว็บไซต์ www.hubthaksin.com เป็นช่องทางส่งข้อมูลข่าวสารให้พี่น้องประชาชน และเชื่อว่าจะมีบทความหรือวีซีดีจากประเทศอังกฤษโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ส่งเข้ามาเผยแพร่ในเร็ววันนี้ด้วย
อนุ กกต.ยกคำร้อง"วิฑูรย์"
รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมพิจารณาของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนกรณีนายวิฑูรย์ นามบุตร อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยมีการแจกคูปองเพื่อแลกเป็นตั๋วหนัง ที่มีนายสุธน แสงสายัณห์ เป็นประธานนั้น ได้มีความเห็นไปในทางเดียวกันว่า เห็นควรยกคำร้องนายวิฑูรย์ เพราะไม่เห็นเป็นการกระทำความผิดกฎหมายเลือกตั้ง เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำก่อนที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง ซึ่งนายวิฑูรย์ไม่ได้มีส่วนรู้เห็นกับกรณีดังกล่าว อีกทั้งการกระทำนั้นก็เป็นการกระทำมาตั้งแต่ปี 2518 และในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งก็ไม่ได้มีการนำคูปองดังกล่าวมาใช้แลกเป็นตั๋วเพื่อเข้าดูภาพยนตร์ได้แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม วันอังคารที่ 26 สิงหาคมนี้ คณะอนุกรรมการจะมีการประชุมเพื่อดูลายละเอียดอีกครั้ง ก่อนที่จะส่งให้ กกต.พิจารณาต่อไป
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
