นายกฯระบุรัฐบาลน้อมนำพระราชดำรัส"ในหลวง"ทรงแนะบริหารเงินมาปฏิบัติ ปัดพูดศาลรัฐธรรมนูญเชิญชี้แจงจัดชิมไปบ่นไปนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม กล่าวว่า รัฐบาลจะน้อมนำกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เกี่ยวกับการบริหารงานด้านการเงินของประเทศชาติมาปฏิบัติ
"เรื่องนี้ต้องรับใส่เกล้าฯ อยู่แล้ว ฟังแล้วต้องรับใส่เกล้าฯ ทุกคนพร้อมระมัดระวังอยู่แล้ว" นายสมัคร กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อวานนี้(20 ส.ค.) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสแก่คณะผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ให้บริหารงานด้านการเงินของประเทศด้วยความระมัดระวังและถูกต้องต่อไป เพื่อให้ชาติบ้านเมืองมีเงินใช้ตลอดไป
อย่างไรก็ตาม นายสมัคร ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดหมายให้ไปชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับการจัดรายการชิมไปบ่นไป และยกโขยงหกโมงเช้ากรณีที่มีผู้ร้องว่าขัดต่อคูณสมบัติการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในวันที่ 8 ก.ย.นี้ รวมทั้งกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ข้ามประเทศมาเคลียร์ปัญหาความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชน(พปช.)
นายแพทย์สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังยังคงระมัดระวังการใช้จ่ายภาครัฐในการบริหารการเงิน การคลังอย่างดีที่สุด และในส่วนของนโยบายเกี่ยวกับเศรษฐกิจก็จะมุ่งมั่นสร้างรายได้ให้กับประเทศและทำให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างเต็มที่ แต่ในภาวะความผันผวนของเศรษฐกิจและการเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ทุกฝ่ายต้องหารือเกี่ยวกับนโยบายและหาวิธีแก้ไขพิจารณาอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ กระทรวงการคลัง มีเป้าหมายในการตั้งงบประมาณขาดดุลไว้ 2.5% ของจีดีพี แต่สามารถขาดดุลเพิ่มขึ้นได้ซึ่งขณะนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คาดว่าน่าจะเพิ่มขึ้นได้ 3% ของจีดีพี แต่ยังไม่ได้กำหนดออกมาชัดเจน ขึ้นอยู่กับว่าจะจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหรือไม่ โดยกระทรวงการคลังจะหาวิธีแก้ไขเพื่อให้จัดเก็บรายได้ตรงตามที่ตั้งเป้าไว้
นายอัมมาร สยามวาลา ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) กล่าวในการเสวนา "มีความจำเป็นหรือไม่ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องเป็นอิสระ" จัดโดย คณะเศรษฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยระบุว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ควรมีความเป็นอิสระในการดำเนินนโยบายการเงิน เพื่อควบคุมอัตราเงินเฟ้อโดยฝ่ายการเมืองไม่ควรเข้าไปแทรกแซงการดำเนินงาน รายวันของธนาคารกลาง เนื่องจากฝ่ายการเมืองมีแนวโน้มที่จะใช้นโยบายการเงิน เพื่อการเติบโตของเศรษฐกิจ เพื่อสร้างคะแนนนิยม มากกว่าการดูแลเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
แต่อย่างไรก็ตาม นายอัมมารยอมรับว่า ความเป็นอิสระของธปท.จะต้องมีขอบเขต และมีภาระหน้าที่ที่จะต้องรับผิดชอบต่อผลการดำเนินนโยบายด้วย ดังนั้น ธปท.จะเน้นเฉพาะการควบคุมเงินเฟ้อเพียงอย่างเดียวไม่ได้ จึงต้องมีการทำความตกลงกับกระทรวงการคลังในเรื่องกรอบนโยบายของการดำเนินงาน ก่อน ขณะที่การปฏิบัติเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายนั้นจะต้องให้เป็นไปโดยอิสระ โดยเฉพาะการดำเนินนโยบายเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีทั้งผู้ที่ได้รับประโยชน์ และเสียประโยชน์เป็นจำนวนมาก ดังนั้น กระทรวงการคลังไม่ควรจะแทรกแซงการบริหารรายวันของธปท.