สุดอาลัย ท่านผู้หยิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยา ปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส ถึงแก่อนิจกรรมอย่างสงบ ด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน หลัง วันปรีดีฯ เพียงแค่ชั่วข้ามคืน สิริรวมอายุ 95 ปี 4 เดือน 9 วัน ด้านครอบครัวจัดพิธีศพเรียบง่าย ตามพินัยกรรมของผู้บังเกิดเกล้า ที่มอบร่างให้เป็น ครูใหญ่ แก่รพ.จุฬาฯ ส่วนการไว้อาลัยจะจัดขึ้นอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ อธิการบดีธรรมศาสตร์ เผยเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ ยกย่องให้เป็นตำนานมธ.คนสุดท้ายสูญเสียภริยาอดีตนายกรัฐมนตรีครั้งนี้ เมื่อวันที่ 12 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 02.00 น.ที่ผ่านมา ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ภริยาของนายปรีดี พนมยงค์ อดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโสได้ถึงแก่อนิจ กรรม ด้วยอาการหัวใจล้มเหลว ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของบรรดาลูกหลานและบุคคลใกล้ชิดเป็นอย่างมาก ก่อนหน้านี้ท่านผู้หญิงพูนศุข มีอาการทางโรคหัวใจลูกหลานจึงได้ส่งตัวเข้ามารับการรักษา ที่รพ.จุฬาฯ ต่อมาในค่ำวันที่ 11 พ.ค. ซึ่งเป็นวันปรีดี พนมยงค์ (วันคล้ายวันเกิดนายปรีดีครบรอบ 107 ปี) อาการของท่านผู้หญิงได้ทรุดหนักลงโดยลำดับ กระทั่งได้ถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ เมื่อเวลา 02.00 น. ของวันที่ 12 พ.ค. สิริอายุ 95 ปี 4 เดือน 9 วัน
นายศุขปรีดา พนมยงค์ บุตรชายของท่านผู้หญิงพูนศุข เปิดเผยว่า การจัดการเกี่ยวกับพิธีศพของท่านผู้หญิงจะเป็นไปด้วยความเรียบง่ายที่สุด ไม่มีการวางพวงหรีด ไม่มีการสวดพระอภิธรรม ตามที่ท่านผู้หญิงได้สั่งเอาไว้ก่อนเสียชีวิต โดยท่านได้ทำการบริจาคสรีระเพื่อเป็นประโยชน์สำหรับการศึกษาให้กับจุฬาฯไว้ล่วงหน้าแล้ว การจัดการเรื่องพิธีศพของท่านจึงมีเพียงพิธีมอบสรีระของท่านให้กับรพ.จุฬาฯเท่านั้น
สำหรับการไว้อาลัยจริง ๆ นั้น บุตร-ธิดาของท่านผู้หญิงพูนศุข และมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ จะจัดขึ้นในวันที่ 20 พ.ค.50 ที่สถาบันปรีดี พนมยงค์ ซอยทองหล่อ โดยอาจจะนิมนต์ท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยุตโต) มาแสดงปาถกฐาธรรมในงานด้วย หากสุขภาพของท่านเจ้าคุณฯเอื้ออำนวย อย่างไรก็ดีตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค.นี้เป็นต้นไป สถาบันปรีดีฯจะเปิดให้ลงนามร่วมไว้อาลัยท่านผู้หญิงพูนศุข ในวันและเวลาราชการ
ด้านนายรุจน์ พนมยงค์ หลานท่านผู้หญิงพูนศุข กล่าวว่า ก่อนที่ย่าจะถึงแก่อนิจกรรม ก็ยังแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัวอะไรนอกจากป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามประสาคนอายุมาก โดยได้เข้า รพ.จุฬาฯเมื่อบ่ายวันที่ 10 พ.ค. แล้วแพทย์ตรวจพบเส้นเลือดหัวใจตีบ วินิจฉัยให้ทำ บอลลูน เพราะเห็นว่าคุณย่าแข็งแรงแม้จะอายุ 95 ปีแล้ว หลังจากทำแล้วตอนแรกอาการดีขึ้นแต่ว่าดีขึ้นพักหนึ่ง เกิดอาการไตวายก็มาฟอกไตหลังจากนั้นอาการไม่ดีขึ้นและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ซึ่งก่อนหน้านี้คุณย่าได้ทำพินัยกรรมเกี่ยวกับการเสียชีวิตให้กับลูกหลานแล้วว่าต้องทำอะไรบ้าง 10 ข้ออย่างเคร่งครัด โดยให้มอบร่างกายแก่รพ. จุฬาฯ เพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ไม่ต้องมีสวดพระอภิธรรมรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น ให้ทำเพียงประกาศข่าวให้คนทั่วไปญาติมิตรทราบถึงการจากไป
ทางครอบครัวรู้สึกว่าค่อนข้างกะทันหันเลยตั้งตัวไม่ติด ทุกวันคุณย่าจะใช้ชีวิตปกติ แล้วช่วงเวลาที่คุณย่าเสียใกล้กับวันที่คุณปู่เสียคือวันที่ 2 พ.ค. และวันเกิดของปู่วันที่ 11 พ.ค. ไม่รู้นะครั้งนี้เราก็เชื่อว่าสงสัยคุณปู่จะมารับคุณย่า นายรุจน์ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะเดียวกัน ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวถึงการถึงแก่อนิจกรรมของท่านผู้หญิงพูนศุขว่า นับเป็นการสูญเสียครั้งสำคัญของชาวธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 11 พ.ค. มีพิธีวางพานพุ่มสักการะระลึกถึงท่านปรีดี ทุกปีท่านผู้หญิงพูนศุขจะมาร่วมงาน ปีนี้ทราบว่าป่วยเข้า รพ.มาไม่ได้ก็เป็นห่วงกัน ทราบในเวลาอันรวดเร็วต่อมาว่าท่านผู้หญิงพูนศุข ถึงแก่อนิจกรรมแล้ว ทำให้คน มธ.ทั้งหมดช็อกเพราะท่านผู้หญิงพูนศุขผูกพันกับท่านปรีดี และม.ธรรมศาสตร์มาตั้งแต่วันแรกของการประสาทมหาวิทยาลัย การสูญเสียครั้งนี้สำคัญยิ่งไม่เฉพาะครอบครัวพนมยงค์เท่านั้น ทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จะเข้าไปร่วมจัดกิจกรรมรำลึกถึงไว้อาลัยโดยประสานกับครอบครัวอย่างใกล้ชิด
ทั้งงานวันปรีดีฯหรือวันแรกพบนักศึกษาใหม่ ท่านผู้หญิงพูนศุขจะมาร่วมกันทุกครั้ง เป็นบุคคลในตำนานธรรมศาสตร์คนเดียวที่ยังเหลืออยู่ ที่จะบอกเล่าเรื่องราวเริ่มต้นของ มหาวิทยาลัยและการเปลี่ยนแปลง ท่านผูกพันกับคน มธ.มาก ใจดีไม่ถือตัว ใช้ชีวิตสมถะ เป็นแบบอย่างให้คน มธ.ได้ เราก็จะพยายามทำให้นักศึกษาใหม่ทุกคนรำลึกและมีนัยนำเสนอเรื่องราวของท่านปรีดี และความผูกพันกับท่านผู้หญิงพูนศุข คู่ชีวิต ซึ่งแบบอย่างของการต่อสู้ทุกอย่าง กล้าหาญ ไม่หวั่นเกรง เป็นวิสัยให้คน มธ.ถือเป็นแบบอย่างได้
ประวัติของท่านผู้หญิงพูนศุข เกิดเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2454 ในตระกูล ณ ป้อมเพชร์ ซึ่งเป็นตระกูลขุนนาง บิดาของท่าน คือ พระยาชัย วิชิตวิศิษฎ์ธรรมธาดา เป็นอธิบดีกรมราชทัณฑ์ คนแรกของประเทศ เมื่อปี 2471 ท่านผู้หญิงได้สมรสกับนายปรีดี พนมยงค์ ดอกเตอร์หนุ่มนักกฎหมาย ซึ่งใน 4 ปีต่อมา กลายเป็นบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ ในฐานะหนึ่งในผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย และได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา เมื่ออายุเพียง 28 ปี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น ท่านผู้หญิง
ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดี ได้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ส่วนท่านผู้หญิงพูนศุขได้เข้าร่วมกับขบวนการเสรีไทย ทำงานใต้ดินส่งข่าวออกนอกประเทศให้แก่สัม พันธมิตร จนหลังสงครามโลกสิ้นสุด นายปรีดี ได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ต่อมาไม่นานก็เกิดการรัฐประหารเมื่อวันที่ 8 พ.ย. 2490 ทหารขับรถถังมาจ่อหน้าทำเนียบท่าช้าง และสาด กระสุนเข้าไปในบ้านที่ท่านผู้หญิงและลูก ๆ พำนักอยู่ เหตุการณ์นั้นทำให้นายปรีดี ต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ
ช่วงต้นปี พ.ศ. 2495 ท่านผู้หญิงและลูกชายถูกอำนาจเผด็จการสั่งจับกุมคุมขัง ในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร จนท่านผู้หญิงไม่อาจทนอยู่เมืองไทยได้ ตัดสินใจติดตามไปอยู่กับนายปรีดี ที่ประเทศจีนและฝรั่งเศส ได้มีโอกาสกลับมาเมืองไทยช่วงสั้น ๆ ในปีพ.ศ. 2501 เนื่องจากมารดาป่วยหนัก และกลับมาอีกครั้งในปี พ.ศ. 2518 (หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา 16) แต่ก็ยังคงเดินทางไปมาระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนกระทั่งนายปรีดีถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2526 ท่านผู้หญิงจึงเดินทางกลับประเทศอย่างถาวร.
ข้อมูลจาก เดลินิวส์
