สงครามการ ยื่นถอดถอน ระหว่างฝ่ายตรวจสอบรัฐบาลและฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล เริ่มขึ้นแล้ว...ก่อนหน้านี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเกมด้วยการรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 คน ยื่นถอดถอน ส.ส. และ ส.ว. รวม 164 คน ที่เข้าชื่อยื่นญัตติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ตามด้วยการยื่นถอดถอนนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่สนับสนุนการลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ เข้าชื่อยื่นถอดถอน 2 รัฐมนตรีใน รัฐบาลสมัคร คือ นายจักรภพ เพ็ญแข รมต.ประจำสำนักนายกฯ และนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ที่วันนี้เป็นอดีตไปแล้ว เพราะลาออก แต่การดำเนินคดีอาญายังคงดำเนินต่อไป
ทั้งหมดนี้ล้วนต้องผ่าน ป.ป.ช.พิจารณาก่อน ซึ่งหาก ป.ป.ช.พิจารณาแล้วมีมูล บุคคลที่ถูกยื่นถอดถอนก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าชั่วคราว
โดยด้านหนึ่ง ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้วุฒิสภาพิจารณามีมติ 3 ใน 5 ถอดถอนจากตำแหน่ง ถือเป็นความรับผิดชอบทางการเมือง
อีกด้านหนึ่ง ป.ป.ช.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิจารณา ถือเป็นความรับผิดทางกฎหมาย
ส่วนฝ่าย ส.ว.ซึ่งไม่มีอำนาจ ยื่น ถอดถอน แต่สามารถใช้กลไกองค์กรอิสระตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลได้ ก็ดำเนินการอย่างเข้มข้นเช่นกัน โดยเฉพาะการยื่นให้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง ซึ่ง กกต.และศาลรัฐธรรมนูญ เป็นองค์กรซึ่งอยู่ในกระบวนการวินิจฉัย
งานนี้ 3 องค์กรดังกล่าวจึงโดนเพ่งเล็งจาก ส.ส.พรรคพลังประชาชน และผู้สนับสนุน และช่องโหว่สำคัญก็ปรากฏ!
โดยเฉพาะประเด็น กรรมการ ป.ป.ช.ที่ตั้งขึ้นในสมัยรัฐประหาร 2549 ไม่ผ่านการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง งานนี้จึงมีการตอบโต้ด้วยการยื่นถอดถอนกลับ
ไม่ว่าจะเป็นกรณีนางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ แกนนำสมาพันธ์ประชาธิปไตย และแกนนำกลุ่มแนว นปช. แสดงตนเป็นผู้ริเริ่มรวบรวมรายชื่อประชาชน 20,000 คน ยื่นถอดถอน ป.ป.ช. ต่อประธานวุฒิสภา เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ด้วยข้อกล่าวหาไม่สามารถทำหน้าที่ได้เนื่องจากไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ทำให้การทำหน้าที่นั้นเป็นการจงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายหรือมีพฤติการณ์ที่เป็นการเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงอย่างร้ายแรง และถือเป็นการก้าวล่วงต่อพระราชอำนาจ
เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เข้าชื่อกัน 1 ใน 4 เตรียมยื่นถอดถอน ป.ป.ช.ต่อประธานวุฒิสภา ในข้อกล่าวหาเดียวกัน เร็วๆ นี้
อย่างไรก็ดี ฝ่าย ป.ป.ช.ได้แย้งว่า ได้ทำหนังสือเพื่อขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว แต่ราชเลขาธิการได้ส่งหนังสือตอบกลับมาเป็นลายลักษณ์อักษรผ่านทางนายรองพล เจริญพันธ์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ขณะนั้น ว่า ป.ป.ช.ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะยึดอำนาจ ซึ่งถือเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ผู้มีอำนาจเด็ดขาดขณะนั้น จึงถือว่าเป็นองค์กรที่ถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ ยังได้รับการรับรองจากรัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 299 ด้วย
อย่างไรก็ดี เรื่องนี้องค์กรที่เป็นผู้ชี้ขาดคือวุฒิสภา เนื่องจากกรณีการถอดถอน ป.ป.ช.ตามช่องทางรัฐธรรมนูญมาตรา 248 เมื่อมีการยื่นเรื่องเข้ามา ประธานวุฒิสภาจะนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภาเพื่อพิจารณาลงมติ และหากจะพ้นจากตำแหน่งต้องใช้เสียงมากหน่อยคือ 3 ใน 4 จาก 150 เสียง นั่นคือ 113 เสียง
เนื่องจากถือว่า ป.ป.ช.เป็นองค์กรสำคัญที่มีหน้าที่ไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอื่นๆ แต่เมื่อ ป.ป.ช.ถูกกล่าวหาเสียเอง รัฐธรรมนูญจึงกำหนดความรับผิดชอบทางการเมืองที่เข้มข้นกว่าองค์กรอื่น
ขณะที่ความรับผิดทางกฎหมายของ ป.ป.ช. รัฐธรรมนูญกำหนดช่องทางการยื่นแยกไว้ต่างหากอีกมาตราหนึ่งคือ มาตรา 249 โดย ส.ส. ส.ว. หรือ ส.ส.และ ส.ว. 1 ใน 5 เข้าชื่อยื่นต่อประธานวุฒิสภายิงตรงไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ลักษณะเดียวกับกรณี ป.ป.ช.ชุดหนึ่งในอดีต จากกรณีขึ้นค่าตอบแทนตนเอง ที่ศาลฯมีคำวินิจฉัยไปแล้ว เมื่อปี 2548
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
