รายงานพิเศษแม้ว่าจะได้ให้สัมภาษณ์ชี้แจงประเด็นไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้ว แต่รัฐบาลและเครือข่ายยังตามถล่มไม่เลิก วันที่ 22 ก.ค. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงชี้แจงอย่างเป็นทางการ ภายหลังการประชุมหารือนาน 5 ชั่วโมง
มีรายละเอียด ดังนี้
นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานป.ป.ช. กล่าวว่า ขณะนี้มีการวิจารณ์เกี่ยวกับที่มาของคณะกรรมการป.ป.ช. ยืนยันว่าตลอดการทำงานช่วง 2 ปีที่ผ่านมา คณะกรรมการป.ป.ช.ยึดหลักความถูกต้อง ซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม ตามอำนาจหน้าที่ ตามกฎหมาย
ขอให้กรรมการป.ป.ช.ทุกคนสู้ต่อไป และที่ต้องคุยกันนานในวันนี้เพราะกลัวภาพพจน์ป.ป.ช.จะเสียหาย จึงต้องหารือและชี้แจงข้อเท็จจริงบ้าง
จากนั้นนายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการและโฆษกป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่มีคณะบุคคลยื่นขอถอดถอนคณะกรรมการป.ป.ช. กล่าวหาว่าไม่มีอำนาจหน้าที่ เพราะไม่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายป.ป.ช.นั้น
คณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนตระหนักถึงสิทธิของบุคคล ที่สามารถตรวจสอบการดำเนินการขององค์กรต่างๆ ได้ ตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติไว้
กรณีที่ยังมิได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช. เมื่อมีประกาศคปค.ฉบับที่ 19 เรื่องให้พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญบางฉบับมีผลใช้บังคับต่อไป ลงวันที่ 22 ก.ย. 2549 แต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช.แล้ว
สำนักงานป.ป.ช.ได้มีหนังสือลงวันที่ 26 ก.ย. 2549 ถึงเลขาธิการคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) สอบถามประเด็นปัญหาต่างๆ รวมถึงการดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
สำนักเลขาธิการคปค.มีหนังสือลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 แจ้งว่าเมื่อครม.ชุดใหม่เข้ารับหน้าที่แล้ว ควรให้สำนักเลขาธิการครม. เสนอรายชื่อบุคคลผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการป.ป.ช.ตามประกาศคปค. ฉบับที่ 19 เพื่อนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป
เมื่อครม.รัฐบาลพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ เข้ารับหน้าที่ในเดือนต.ค. 2549 สำนักงานป.ป.ช.จึงมีหนังสือลงวันที่ 3 พ.ย. 2549 ถึงเลขาธิการครม. เพื่อขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งประธานและกรรมการป.ป.ช.
สำนักเลขาธิการครม. มีหนังสือลงวันที่ 20 ธ.ค. 2549 แจ้งว่าได้ขอให้สำนักราชเลขาธิการ นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว ได้รับแจ้งว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ที่คปค. มีประกาศฉบับที่ 19 แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งแล้วนั้น
ย่อมถือได้ว่ามีผลสมบูรณ์ที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย
เนื่องจากขณะนั้นคณะปฏิรูปการปกครองมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว ประกาศหรือคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองต่างๆ ย่อมมีผลบังคับใช้ได้โดยชอบมาตั้งแต่ต้น
ส่วนประเด็นว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่มาจากการแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น มีเหตุผลยืนยันคือ แนวคำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496, 1662/2505 และ 6411/2534 วินิจฉัยว่า
การที่คณะรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จ คณะรัฐประหารย่อมมีอำนาจที่จะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ยกเลิกและออกกฎหมายตามระบบแห่งการปฏิวัติเพื่อบริหารประเทศชาติต่อไปได้
มิฉะนั้นประเทศชาติจะตั้งอยู่ในความสงบไม่ได้ หัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมมีอำนาจออกประกาศ หรือคำสั่ง อันถือเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ประชาชนได้
แนวคำพิพากษาฎีกาดังกล่าวจึงเป็นการวางบรรทัดฐานเกี่ยวกับสถานะทางกฎหมายของประกาศ หรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิวัติ หรือหัวหน้าคณะรัฐประหาร ที่ยึดอำนาจการปกครองได้สำเร็จว่าเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับแก่ประชาชนได้
แม้ต่อมาคณะปฏิวัติหรือคณะรัฐประหารจะสลายตัวไป โดยมีรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยออกใช้บังคับก็ตาม หากไม่มีกฎหมายยกเลิกประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวแล้ว ประกาศหรือคำสั่งนั้น ยังคงเป็นกฎหมายใช้บังคับได้โดยชอบต่อไป ทั้งนี้ ตามแนวคำพิพากษาฎีกาที่ 1234/2523
ประกาศคปค. ฉบับที่ 31 เรื่องการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการป.ป.ช. ลงวันที่ 30 ก.ย. 2549 ข้อ 1 บัญญัติว่า
การยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิให้กระทบกระเทือนการบังคับใช้พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 โดยพ.ร.บ.ดังกล่าวยังคงใช้บังคับต่อไป จนกว่าจะมีกฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก
และให้ถือว่าคณะกรรมการป.ป.ช. ซึ่งได้รับแต่งตั้งตามประกาศคปค. ฉบับที่ 19 ได้รับการสรรหาและแต่งตั้งโดยชอบตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542
นอกจากนี้ประกาศคปค. ฉบับนี้ยังระบุไว้ในข้อ 8 ว่า บรรดาบทบัญญัติใดของพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ที่ขัดหรือแย้งกับประกาศฉบับนี้ ให้ใช้ประกาศฉบับนี้แทน
รัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 มาตรา 36 บัญญัติว่า บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะปฏิรูปการปกครอง ที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ 19 ก.ย. 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้
ไม่ว่าจะเป็นในรูปใดและไม่ว่าจะประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้มีผลใช้บังคับต่อไป
และให้ถือว่าประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นไม่ว่าการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้นจะกระทำก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ เป็นประกาศหรือคำสั่งหรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 309 บัญญัติว่าบรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้
รัฐธรรมนูญ ปี 2550 มาตรา 299 บัญญัติให้กรรมการป.ป.ช. ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้คงดำรงตำแหน่งต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดวาระ โดยให้เริ่มนับวาระตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง
จึงแสดงให้เห็นชัดเจนว่าคณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้ เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ได้รับการแต่งตั้งโดยชอบด้วยกฎหมายมาตั้งแต่ต้น
ส่วนกรณีระบุคณะกรรมการป.ป.ช.ล่วงละเมิดพระราชอำนาจ ปฏิบัติงานก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง คณะกรรมการป.ป.ช.ทุกคนมีความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณมาโดยตลอด
ไม่เคยกระทำหรือแม้แต่จะคิดล่วงละเมิดพระราชอำนาจแต่อย่างใดทั้งสิ้น ดังจะเห็นได้จากมีหนังสือถึงสำนักเลขาธิการครม. ขอให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะกรรมการป.ป.ช.
อีกทั้งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เที่ยงธรรมและเทิดทูนไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากปณิธานที่ได้ประกาศแล้วว่า ล้างทุจริตให้สิ้นแผ่นดินไทย เพื่อเทิดไท้องค์ราชัน
ภายหลังการแถลงข่าว ป.ป.ช.ยังเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถาม ดังนี้
-หนักใจหรือไม่กับกระแสกดดันให้ลาออก
นายปานเทพ กล่าวว่า ไม่หนักใจ ป.ป.ช.เข้ามาทำงานด้วยความมุ่งมั่น ตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ตราบใดที่มีอำนาจหน้าที่ก็จะทำงานต่อไป โดยยึดกฎหมายในกรอบอำนาจหน้าที่ของป.ป.ช. มีอะไรก็ทำไปตรงๆ ไม่หนักใจ
-ป.ป.ช.จะส่งตีความเรื่องอำนาจหน้าที่หรือไม่
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.ได้คุยกันแล้วเห็นว่าไม่เกี่ยวข้องที่ป.ป.ช.จะส่งเรื่องนี้ไปตีความ เพราะการทำงานของป.ป.ช.อยู่ในกรอบของกฎหมายและรัฐธรรมนูญทุกอย่าง
-ขณะนี้ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่ชัดเจนของป.ป.ช.อยู่
นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีการยื่นขอถอดถอนป.ป.ช.ไปแล้ว คงต้องปล่อยให้เป็นเรื่องของกระบวนการตามกฎหมาย ตามรัฐธรรมนูญ หากองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่ตัดสินวินิจฉัยจะขอคำชี้แจงก็จะไปชี้แจง และมีเอกสารหลักฐานพร้อม เมื่อผลการวินิจฉัยออกมาอย่างไร ทางคณะกรรมการป.ป.ช.ก็ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยนั้น
-วาระการดำรงตำแหน่งของป.ป.ช.จะเป็นอย่างไร
นายวิชา มหาคุณ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 299 รองรับไว้อยู่แล้ว เพราะต้องการให้การทำงานมีความต่อเนื่อง บทเฉพาะกาลนี้ขึ้นอยู่กับการร่างรัฐธรรมนูญและการลงมติของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ว่าจะให้อยู่ในวาระนานเท่าใด
มติของส.ส.ร.กำหนดให้คณะกรรมการป.ป.ช.ชุดนี้อยู่ในตำแหน่งจนครบวาระ เพราะเห็นว่าต้องเข้ามาทำหน้าที่หลังจากที่ป.ป.ช.เว้นวรรคไปกว่า 2 ปี มีคดีค้างการพิจารณาอีกเป็นจำนวนมาก
-รัฐบาลย้ำว่าป.ป.ช.ชุดนี้ไม่มีอำนาจถอดถอนครม เพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ
นายวิชา กล่าวว่า การใช้หลักและเหตุผลต้องสอดคล้องกัน จะบอกว่ารัฐบาลเข้าสู่ตำแหน่งโดยได้รับโปรดเกล้าฯ และถวายสัตย์ฯ แต่ก็มีรัฐมนตรีหลายคนที่เข้าสู่ตำแหน่งโดยการถวายสัตย์ฯ แต่ก็ถูกศาลตัดสินจำคุกก็มีมาแล้ว
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการกระทำผิดไม่เกี่ยวกับได้รับโปรดเกล้าฯ หรือได้ถวายสัตย์ฯ หรือไม่ เพราะท่านอาจตระบัดสัตย์ก็ได้ ไม่ใช่จะมาอ้างว่าเข้าสู่ตำแหน่งโดยได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วจะซื่อสัตย์ สุจริตเสมอไป
ตรงนี้พิสูจน์ได้ตั้งแต่สมัยอดีตที่รัฐมนตรีตายคาคุกก็มีมาแล้ว และขณะนี้ยังถูกจำคุกอยู่ก็มี ส่วนตัวเชื่อว่าการออกมาถอดถอนป.ป.ช. มีจุดประสงค์ใหญ่เพื่อต้องการแก้รัฐธรรมนูญ
เพราะเมื่อตอนที่เข้ามาเป็นรัฐบาลมีออร์เดอร์ไว้แล้ว
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
