กว่า 8 ชั่วโมงจากการถกแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างเคร่งเครียด ภายหลังกำลังทหารทั้งสองประเทศเผชิญหน้ากันที่บริเวณเป็นปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ในการประชุมมีการแจงปัญหาเป็นข้อๆ จากทั้งสองฝ่าย เพื่อหาข้อสรุปลงเอยด้วยดีแม้ว่าทั้งสองฝ่ายพยายามหาทางออกที่จะแก้ไขปัญหา โดยขนเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลเจรจา แต่ทว่า ไม่ได้ช่วยในการแก้ไขปัญหาเท่าไรนัก ราวกับว่า ต่างฝ่ายต่างมี ธง อยู่ในแผนการเจรจาในก่อนหน้านี้แล้ว
การหารือเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ในฐานะหัวหน้าคณะกรรมการการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หารือนอกรอบร่วมกับคณะทีมไทย
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ เสนาธิการทหาร พล.ท.นิพัทธ ทองเล็ก เจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และนายวีระศักดิ์ ฟูตระกูล ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ คือทีมไทยที่ไปเจรจาในครั้งนี้
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาก็มีการหารือด้วยเช่นกัน โดยเริ่มหารือในเวลาเดียวกัน นำทีมโดย พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.เนียง พาด รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายลอง วิสาโล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศและความร่วมมือระหว่างประเทศ นายวาร์ กิม ฮอง รัฐมนตรีอาวุโส ที่ปรึกษารัฐบาลกัมพูชาส่วนกิจการ ประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมฝ่ายกัมพูชาและ พล.อ.พอล ซาเรือน รองผู้บัญการทหารสูงสุดและเสนาธิการทหารกองทัพแห่งชาติกัมพูชา
ก่อนที่ทั้งหมดจะเดินทางเข้ามายังประเทศไทยในเวลา 09.45 น. โดยมีการอารักขาดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวด
พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) และผู้บัญชาการกองกำลังบูรพา ที่สนธิกำลังจากกรมทหารพรานที่ 12 กรมทหารพรานที่ 13 และจังหวัดทหารบกสระแก้ว รับหน้าที่นี้
ก่อนที่ พล.อ.เตีย บัน เข้ามาเจรจากับทางไทย ได้พกข้อมูลมาว่า ทหารไทย-กัมพูชาเป็นพี่น้องกันมาตลอด ไม่อยากนำเรื่องดังกล่าวมาเป็นเรื่องการเมือง
มติของกัมพูชาที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ 1.จะไม่ใช้ความรุนแรง และจะไม่ใช้กำลังทางทหาร และ 2.จะพยายามใช้การเจรจาเป็นหลัก ซึ่งทั้ง 2 ข้อที่เป็นมติของกัมพูชาทางไทยก็เห็นตรงกัน
พล.ท.ซก เพียบ หัวหน้าประสานงานชายแดนกัมพูชา-ไทย กล่าวว่า สาเหตุที่การหารือต้องยืดเวลาออกไป เพราะต้องหารือแต่ละประเด็นว่าทั้งสองประเทศเห็นด้วยหรือไม่
ขอรับรองว่าปัญหาทุกอย่างแก้ไขได้ แต่ต้องละเอียดอ่อนมาก ทางกัมพูชาพร้อมใจที่จะร่วมกับไทยแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง พล.ท.ซก เพียบกล่าว
เมื่อเวลา 10.15 น. พล.อ.เตีย บัน พร้อมคณะ เดินทางมาถึงโรงแรมอินโดจีน โดยมี พล.อ.บุญสร้าง พล.อ.อนุพงษ์ และคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพไทย ต้อนรับ
หลังจากนั้นเป็นการประชุมหารือนอกรอบ ก่อนที่จะใช้เวทีใหญ่ คือคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา สมัยสามัญ (กรณีพิเศษ)
การเจรจาหารือครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 รอบ รอบแรกจะหารือแบบส่วนตัว ระหว่าง พล.อ.บุญสร้าง กับ พล.อ.เตีย บัน
โดยที่แต่ละฝ่ายมีการส่งตัวแทนเข้าร่วมหารือด้วยฝ่ายละ 4 คน ฝ่ายไทยประกอบด้วย พล.อ.อนุพงษ์ พล.อ.ทรงกิตติ พล.ท.นิพัทธ และนายวีระศักดิ์
ส่วนฝ่ายกัมพูชา ประกอบด้วย พล.อ.เนียง พาด นายลอง วิสาโล นายวาร์ กิม ฮอง และ พล.อ.พอล ซาเรือน
แต่การเจรจาก็ไม่ได้เป็นดั่งใจนึก
เมื่อลงลึกในรายละเอียดแล้ว เนื้อหาที่หยิบยกขึ้นมาพูดคุยกลับเต็มไปด้วยเงื่อนไขและอุปสรรค จนทำให้ต้องยืดเวลาออกไป
เวลา 13.30 น. คณะที่เข้าร่วมขอเวลา พักสมอง ด้วยการรับประทานอาหารเที่ยงประมาณ 30 นาที
แต่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารกลับดูแล้วไม่ได้เป็นการ พักสมอง เท่าใดนัก เพราะต่างฝ่ายต่างสนใจอาหารที่อยู่เบื้องหน้า...มากกว่าที่จะสรวลเสเฮฮา ประสาอาหารอร่อยลิ้น กินกับเพื่อนที่รู้ใจ
แค่สบตากัน ยังแทบไม่เห็นด้วยซ้ำไป !
เวลา 14.00 น. การประชุมเริ่มขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งนี้การประชุมเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย จากเดิมผู้เข้าร่วมประชุมฝ่ายละ 5 คน เหลือเพียงฝ่ายละ 3 คน
ฝ่ายไทยเหลือ พล.อ.บุญสร้าง พล.อ.อนุพงษ์ และ นายวีระศักดิ์ ขณะที่ฝ่ายกัมพูชามี พล.อ.เตีย บัน พล.อ.เนียง พาด และนายลอง วิสาโล
การประชุมได้หยิบยกเงื่อนไขขึ้นมาถก 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ห้ามยิง 2.ห้ามเสริมกำลังทหารทั้งสองฝ่าย และ 3.ห้ามนำผลการประชุมไปเป็นประเด็นทางการเมือง
เมื่อพิจารณาแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่ หรือเรื่องที่น่าจะคับข้องใจที่จะยอมรับทั้ง 3 เงื่อนไข
เพราะทั้งสองฝ่ายไม่มีใครอยากปะทะกันด้วยอาวุธ โดยเฉพาะข้อสุดท้ายที่ห้ามนำไปเป็นประเด็นทางการเมืองนั้น ฝ่ายกัมพูชาที่กำลังจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ขณะที่ฝ่ายไทย มีการชุมนุมเพื่อขับไล่รัฐบาล และขับไล่ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ทับซ้อน
ทว่าบทสรุปที่ว่านี้หาใช่จุดที่ทำให้สิ้นสุดยุติปัญหา
ในส่วนของกัมพูชาแล้ว การได้ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกนับเป็นความสำเร็จ ที่เหลือก็รอให้มีคณะกรรมการร่วมจัดการพื้นที่โดยรอบตามมาตรฐานสากล
แต่สำหรับประเทศไทย การปล่อยให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก นับเป็นความเจ็บปวดเรื้อรัง และหากปล่อยให้ บารายปราสาท หรือบริเวณรอบๆ ตัวปราสาท ที่เรายืนยันมาตลอดว่าเป็นของไทย สูญเสียไปอีก เพราะมติคณะกรรมการมรดกโลกข้อ 14 ที่ให้คณะกรรมการจาก 7 ชาติ เข้ามาร่วมบริหาร นับเป็นความอัปยศครั้งยิ่งใหญ่
ที่ผ่านมา การเพิกเฉย คือ การยอมรับ แต่นับจากนี้ไปจะไม่มีการละเลยที่จะยืนยันว่า นี่คือ ผืนแผ่นดินไทย แม้จะนำมาซึ่งข้อพิพาทระหว่างประเทศ
ตรงนี้เองคือที่มาของการยุติการหารือแบบเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย หลังจากหารือกันมาแล้วกว่า 8 ชั่วโมง !
ทีมข่าวความมั่นคง
รายการคม-ชัด-ลึกตอน : เจรจาทางแก้ปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ?
ผลการประชุมร่วมไทย-กัมพูชา ณ โรงแรมอินโดจีน จ.สระแก้ว จบลงโดยไม่ได้ข้อยุติว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ปัญหาความขัดแย้งของพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร ได้อย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ อ้างสิทธิ ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่ลดราวาศอก
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
