(21ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะใช้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงเวลา 22.00 น.ถึง 23.00 น. ตอบโต้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เรื่องนี้ควรใช้สถานีที่มีการก่อตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโต้ทางการเมืองจัดการเรื่องนี้ แต่เอ็นบีทีเป็นสถานีของรัฐ ไม่ควรใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด ซึ่งหากทำอย่างนี้ก็ถือว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ รัฐบาลชุดนี้ชอบพูดเสมอว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีมาก ซึ่งหลักการใหญ่ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือ สถานีของรัฐไม่ใช่เครื่องมือทางการเมืองของรัฐบาลผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯยังขอเวลาจากสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส อีกหนึ่งชั่วโมงด้วย โดยอ้างว่ารัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณปีละ 2,000 ล้านบาท คิดว่าเหมาะสมหรือไม่ ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของสถานีไทยพีบีเอส ว่าการขอมาสมเหตุสมผลหรือไม่
การที่รัฐอุดหนุนงบประมาณ 2,000 ล้านบาทให้กับสถานีนี้ ไม่ใช่เงินของรัฐบาลแต่เป็นภาษีของประชาชน และไม่ใช่ของนายกฯหรือรัฐมนตรี อีก 35 คน แต่เป็นของประชาชนทุกคน และต้องถามว่าประชาชนที่เสียภาษีสามารถไปขอใช้เวลาอย่างนี้บ้างได้หรือไม่ สถานีมีหน้าที่เพียงดูแลผลประโยชน์ของประชาชนทุกคน อย่าไปสับสนว่าพอเป็นภาษีอากรแล้วต้องไปตอบแทนให้รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในรายการสนทนาประสาสมัครดูเหมือนว่านายกฯจะยอมรับชะตากรรมว่าอายุรัฐบาลกำลังนับถอยหลัง มองอย่างไร หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยู่ที่ข้อเท็จจริงและควรปล่อยให้กระบวนการต่าง ๆ ทำงานอย่างอิสระโดยทุกคนต้องยอมรับกติกา
ผมอยากย้ำว่านายกฯไม่ควรคิดว่าการที่ กกต.ส่งเรื่องรายการชิมไปบ่นไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นการฆ่าท่าน อย่าคิดหวาดระแวงว่าทุกอย่างเป็นเรื่องจ้องล้มรัฐบาล หรือเห็นทุกกระบวนการเป็นศัตรูไปหมด การที่นายกฯพูดถึงแผนการต่าง ๆ ในรายการผมก็ไม่เคยคิดว่ามี แต่ถ้าหากนายกฯมีหลักฐานก็ควรนำออกมาแสดงด้วยไม่ใช่พูดลอย ๆ ถ้ามีหลักฐานจริงหรือมีการกระทำที่ส่อว่าผิดกฎหมายจริงก็ดำเนินการเพราะมีอำนาจในมืออยู่แล้ว นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกฯมักโทษเสมอว่ากำลังมีการใช้สื่อปลุกระดมเพื่อโค่นล้มรัฐบาล แต่ตอนนี้มีการใช้สื่อของรัฐตอบโต้ มองอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนได้ย้ำว่ารัฐบาลได้ประกาศนโยบายเรื่องสมานฉันท์ แต่ผู้นำรัฐบาลกลับไม่มีท่าทีสมานฉันท์เลย ซึ่งในส่วนฝ่ายค้านได้ตรวจสอบทุกอย่างตามเหตุและผล รวมถึงพิจารณาจากข้อเท็จจริง ไม่ได้ปรารถนาให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมือง จึงอยากให้รัฐบาลใช้แนวทางเดียวกันบ้าง
ส่วนการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนในจังหวัดต่าง ๆ ที่เริ่มมีการปะทะกันระหว่างประชาชนมากขึ้นนั้น ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายควรระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้า อยากให้เห็นใจเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นใครก็หนักใจเนื่องจากต้องระมัดระวัง ทางที่ดีที่สุดทุกฝ่ายอย่าไปสร้างความหนักใจใช้สิทธิเสรีภาพตามขอบเขต
รายการคม-ชัด-ลึกตอน : เจรจาทางแก้ปัญหาพื้นที่รอบปราสาทพระวิหาร ?
ผลการประชุมร่วมไทย-กัมพูชา ณ โรงแรมอินโดจีน จ.สระแก้ว จบลงโดยไม่ได้ข้อยุติว่าทั้งสองฝ่ายจะแก้ปัญหาความขัดแย้งของพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร รอบปราสาทพระวิหาร ได้อย่างไร เพราะต่างฝ่ายต่างก็ อ้างสิทธิ ในพื้นที่ดังกล่าวอย่างไม่ลดราวาศอก
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
