นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อณัฐวุฒิ ป้อง สมัคร สมอ้างไอเดียทีมโฆษกชงนายกฯ ส่งทีมโฆษกรัฐบาลยึดจอ เอ็นบีที ช่วงเวลาดีตอบโต้พันธมิตรฯ เหตุติดปัญหาเวลาเอกชนเช่า รอหารือจะโผล่ พีทีวี แทนหรือไม่
ที่ทำเนียบ เมื่อเวลา 10.35 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวยกเลิกการขอใช้สถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที เพื่อจัดรายการตอบโต้ข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรฯ ตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ขอจัดรายการโทรทัศน์ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีของทีมโฆษก ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตามที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีกล่าวใน"รายการสนทนาประสาสมัคร"เมื่อวันที่ 20 ก.ค.ได้ประกาศไว้
นายณัฐวุฒิ ชี้แจงเหตุผลว่า นายกรัฐมนตรีมีดำริมอบหมายให้สำนักโฆษกทำเนียบรัฐบาล ประสานงานกับสถานีโทรทัศน์ เอ็นบีที และ ทีวีไทย เพื่อชี้แจงแง่มุมการทำงานของรัฐบาลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถูกต้อง เพราะช่วงที่ผ่านมามีการเคลื่อนไหวจากกลุ่มพันธมิตรฯและบางฝ่ายในสังคม โจมตีเพื่อลดความน่าเชื่อถือ โดยมีเป้าหมายสุดท้ายคือโค่นล้มรัฐบาล
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ความเป็นมาของเรื่องนี้มาจากทีมงานโฆษกทำเนียบรัฐบาล ได้หารือกันโดยนำการตอบรับของประชาชนในวิทยุกรมประชาสัมพันธ์ รายการคุยนอกทำเนียบ ทุกวันเสาร์ จึงคิดขยายผลการจัดรายการดังกล่าวให้ออกมาในรูปแบบรายการโทรทัศน์ให้มีประสิทธิภาพและ5-6เดือนในการทำงานของรัฐบาล ปรากฏว่าบุคคลของรัฐบาลทั้งฝ่ายการเมืองและข้าราชการโดนโจมตีทิ่มแทงให้ร้ายหลายประเด็น ทั้งเรื่องการทำงานและเรื่องส่วนตัว โดยไม่มีเวทีอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ
ดังนั้น เพื่อปกป้องเสถียรภาพรัฐบาลและชื่อเสียงเกียรติยศของผู้ที่โดนโจมตีผ่าน เอเอสทีวี จึงคิดว่าหากมีรายการโทรทัศน์ก็จะชี้แจงเรื่องเหล่านี้โดยอาจเชิญบุคคลที่ตกเป็นเป้าในการโค่นล้มของฝ่ายที่เคลื่อนไหวมาชี้แจงกับประชาชน จึงนำเรื่องนี้เสนอนายกฯ และได้รับความเห็นชอบในหลักการ โดยมอบหมายให้ไปประสานกับ 2 สถานีดังกล่าว
นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า นายกฯบอกว่าหากเป็นไปได้ก็ออกอากาศในวันนี้เลย เพราะเวลา22.00น.เป็นเวลาไพรม์ไทม์ที่กลุ่มผู้ชมยังติดตามข่าวสารบ้านเมือง และหลายสถานีก็มีเวลานี้เป็นเวลาข่าวสารอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าได้ประสานงานกับเอ็นบีทีแล้วพบว่าเวลาดังกล่าวยังมีสัญญาเกี่ยวข้องผูกพันกับเอกชน(นิวส์ไทม์ เทเลวิชั่น)ที่ทำสัญญาเช่าเวลาผลิตรายการร่วมกับเอ็นบีทีและอายุสัญญายังไม่หมด เอ็นบีทีก็สอบถามเอกชนและได้คำตอบว่าเอกชนยืนยันทำรายการต่อไป
ฉะนั้นเมื่อได้คำตอบนี้ ทีมโฆษก ก็หารือและสรุปว่าเพื่อไม่ให้กระทบการทำงานของเอ็นบีทีกับเอกชนอันจะนำมาซึ่งข้อกล่าวหาและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น จึงตัดสินใจยุติการจัดรายการดังกล่าวไปก่อน แต่แนวคิดที่จะดำเนินรายการในการเสนอนโยบายและผลงานรัฐบาล โดยไม่มุ่งเน้นการโจมตีตอบโต้ทางการเมืองในสถานีโทรทัศน์ของรัฐและโทรทัศน์สาธารณะแต่เรื่องนี้จะอยู่ที่การประสานงาน กับสองสถานีว่าจะได้ข้อสรุปและเริ่มต้นได้เมื่อใด
"ฉะนั้นสรุปว่าคืนนี้ไม่มีรายการของสำนักโฆษก ทำเนียบรัฐบาลออกอากาศทางทีวี และหากจะออกอากาศก็จะเสนอผลงาน การทำงานของรัฐบาลเป็นหลัก ไม่มุ่งเน้นประเด็นขัดแย้งโจมตีทางการเมือง ขอให้สื่อมวลชนเข้าใจ" นายณัฐวุฒิกล่าว
เมื่อถามว่า รายการนี้จะไปออกอากาศในพีทีวีหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของทีมโฆษกฯจะหารือกันกับนายกฯอีกครั้ง แต่ในชั้นต้นทีมโฆษกฯ นั้นไม่ได้พูดว่ารายการนี้จะไปออกอากาศทางทีวีดาวเทียมเลย มีการ หารือเฉพาะทีวีของรัฐและทีวีสาธารณะเท่านั้นแล้วก็นำไปเรียนให้นายกฯทราบ และปรากฏว่าทางปฏิบัตินั้นเป็นไปได้ยากตามที่กล่าวไว้ในข้างต้น และต้องประสานงานต่อไป
เมื่อถามว่า เหตุที่รายการนี้ยุติไปนั้นเพราะฝ่ายต่างๆคัดค้านว่ารายการนี้จะย้อนรอยรายการวิทยุยานเกราะเมื่อปี2519หรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงไม่ใช่ เจตนาที่แท้จริงนั้นหากจะมีการดำเนินรายการนี้ก็จะเสนอนโยบายและผลงานรัฐบาล การโจมตีหักล้างทางการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการดำเนินการในอีกวาระ และในชั้นนี้ทีมโฆษกฯ มีแนวคิดว่า ควรเพิ่มความถี่การแถลงข่าวประเด็นทางการเมืองให้มากขึ้นแต่ว่าไม่มีความคิดใส่เรื่องนี้ในรายการดังกล่าวเลย โดยพวกตนใช้เวลาเวทีนี้แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนไปยังประชาชนในเรื่องที่โดนกล่าวหาโจมตีทางการเมืองต่อไป
เมื่อถามว่า นายสมัคร ระบุว่ารายการนี้เกิดขึ้นมาเพื่อตอบโต้ทางการเมืองโดยเฉพาะ นายณัฐวุฒิกล่าวว่า สังคมนี้อยู่ได้ด้วยความชอบธรรม รัฐบาลนี้มาจากประชาชนทั่วประเทศและเป็นผู้ถูกกระทำ รุกรานโจมตีทางการเมืองหลายวิธีการ รัฐบาลก็จำเป็นต้องปกป้องเสถียรภาพให้ทำงานเดินหน้าไปได้ หมายความว่าเป็นการปกป้องวิจารณญาณของประชาชนส่วนใหญ่ที่ให้ความไว้วางใจรัฐบาลมาเช่นกัน ฉะนั้นลักษณะการชี้แจงหักล้างด้วยข้อเท็จจริง หลักฐาน เหตุผลในประเด็นการเมืองจึงจำเป็นที่ต้องกระทำอยู่ ตนขอเรียนว่าระยะนี้รูปธรรมที่จะเป็นผลคือเพิ่มความถี่การแถลงข่าวทางการเมืองของทีมโฆษก ทำเนียบรัฐบาลให้ครอบคลุมประเด็นต่างๆที่จะกระทบกระทั่งกันให้มากขึ้น โดยจะเสนอด้วยเหตุผลให้มากขึ้น
"ขอให้สื่อมวลชนมีข้อสังเกตเดียวกันว่า เราเคยมีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง และมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลนี้ด้วยคะแนนเสียงมากกว่านี้และเป็นรัฐบาลพรรคเดียว หมายความว่าย่อมมีเสถียรภาพมากกว่ารัฐบาลผสม6พรรคแน่นอนแต่เมื่อโดนบุคคลกลุ่มเดียวกันใช้ช่องทางสื่อลักษณะเดียวกันและมีวิธีสร้างเรื่องโจมตีด้วยข้อมูลเท็จที่มาจากหลายช่องทางหลายกลุ่มบุคคล ก็ทำให้รัฐบาลชุดที่มีความเข้มแข็งดังกล่าวสูญเสียเสถียรภาพจนนำมาซึ่งการรัฐประหารในที่สุด ฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีบทเรียนจากรัฐบาลชุดก่อนการยึดอำนาจมาเพื่อดำเนินการให้รัฐบาลสามารถทำงานแก้ปัญหาให้ประชาชนและเดินไปข้างหน้าได้ต่อไป นายณัฐวุฒิกล่าว
เมื่อถามว่า นายสมัครและบุคคลในครม.มีช่องทางสื่อสารมากมาย ทำไมไม่ใช้ช่องทางนั้น อาทิ การให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนทำเนียบรัฐบาล ในรายการนายกฯพบสื่อมวลชนที่เคยจัดขึ้นและยกเลิกไป นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ขอเรียนว่ากรณีที่ตั้งข้อสังเกตนี้ นายกฯพบสื่อมวลชนสัปดาห์ละ1ครั้งก็จะพูดหลายประเด็นที่เคลื่อนไหวตลอดในรอบสัปดาห์ถือว่านายกฯสรุปมุมมอง ความเห็นและชี้แจงไปแล้วในคราวเดียว ขณะเดียวกันเชื่อว่าหลังจากนี้ไป ครม.หลายคนที่เป็นเป้ามาในโจมตีของฝ่ายตรงข้ามจะเพิ่มความถี่การชี้แจง ทำความเข้าใจกับประชาชนผ่านสื่อมวลชนมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ทีมโฆษก ทำเนียบรัฐบาลรับหน้าที่นี้โดยเพิ่มความถี่และใช้เวทีนี้
เมื่อถามว่า นายสมัครพูดว่าจะมีรายการนี้แต่สุดท้ายก็ยกเลิก และหลายครั้งที่ผ่านมาคำพูดของนายกฯก็เป็นเช่นนี้ตรงนี้จะทำให้คำพูดของนายกฯไม่น่าเชื่อถืออีกต่อไป นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เป็นเรื่องที่นายกฯได้รับการชี้แจงจากพวกตนและนายกฯมอบหมายว่าหากวันนี้ทำได้ก็ทำเลย ปรากฏว่าเมื่อไปดูข้อมูลรายละเอียดพบว่ามีข้อจำกัดดังกล่าวในข้างต้น โดยมีการสรุปหลังจากนายกฯไปออกรายการแล้ว และตนก็บอกแล้วว่าเรื่องนี้จะชัดเจนในวันนี้ และผลก็เป็นเช่นนี้ ตรงนี้คิดว่าไม่น่าเกี่ยวข้อว่านายกฯจะหมดความน่าเชื่อถืออีกต่อไป การยุติการจัดรายการนั้นมันเป็นเรื่องขั้นตอนการดำเนินการ
นายสมัคร สุนทรเวช
เมื่อถามว่า รายการสนทนาประสาสมัครนั้น นายกฯใช้เวลานี้โจมตีฝ่ายต่างๆมากกว่าอธิบายผลงานของรัฐบาลให้ประชาชนรับรู้ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า หากมองด้วยใจที่เป็นกลางและให้ความเป็นธรรมกับนายกฯและรัฐบาลจะเห็นว่าตลอดเวลาที่นายสมัครแสดงความเห็นในรายการนี้ นายสมัครไม่ได้เป็นคนเริ่มหรือเปิดประเด็นหรือจู่ๆหยิบยกประเด็นใดขึ้นมาโจมตีให้ร้ายฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในสังคม เพียงแต่ตลอดสัปดาห์ นายกฯและรัฐบาลเป็นผู้ถูกกระทำจากประเด็นต่างๆในสังคมผ่านสื่อมวลชนมาตลอดแบบต่างกรรมต่างวาระ ฉะนั้นการชี้แจง มันก็มีทั้งเหตุผลและการหักล้างทางการเมืองเพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอาไว้
รองโฆษกรัฐบาล กล่าวว่า หากเราเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาบรรยากาศในสังคมโดยให้พยายามยุติการพูดหรือแสดงออกที่ตอบโต้โจมตีทางการเมือง หากชั่งใจแบบเป็นกลางนั้นทุกฝ่ายในวันนี้ที่เล่นการเมืองกันอยู่ตกลงใจยุติพร้อมกัน ตนคิดว่าบรรยากาศในบ้านเมืองจะดีขึ้นตามข้อเรียกร้องอยู่แล้ว เพียงแต่วันนี้มันหยุดไม่ได้เพราะหากฝ่ายใดหยุด อีกฝ่ายก็รุดหน้าไปเรื่อยๆ ฝ่ายที่โดนรุกอยู่ตลอดก็จำเป็นต้องปกป้องตัวเอง และการปกป้องตัวเองของรัฐบาลนั้นหมายถึงปกป้องกติกาประชาธิปไตยนั่นเอง หากรัฐบาลไม่ทำแบบนี้ สื่อมวลชนเดาได้หรือไม่ว่ารัฐบาลนี้จะโดนโค่นล้มลงด้วยวิธีใดและหากเป็นแบบนั้นจริงด้วยวิธีอันไม่พึงปรารถนาเหมือนวันที่19 ก.ย.2549 ใครจะรับผิดชอบความเป็นไปของบ้านเมือง ฉะนั้นมันจำเป็น หากทุกฝ่ายหยุด รัฐบาลก็ยินดีอยู่แล้วเพราะจะได้ทำงานตามที่คิดและแถลงนโยบายไว้ หากปล่อยให้รัฐบาลเดินหน้าต่อไปโดยมีคนทิ่มแทงตลอดทาง กว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทางเกรงว่ารัฐบาลจะเลือดไหลจนหมดตัวเช่นกัน
เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะรื้อฟื้นรายการนายกฯพบสื่อมวลชน ทำเนียบรัฐบาล นายณัฐวุฒิกล่าวว่า ตรงนี้เป็นดุลพินิจของนายกฯ พวกตนยังไม่ได้รับสัญญาณหรือนโยบายใดๆ