อุณหภูมิการเมืองร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อสำรวจพบว่าพรรคการเมืองใหญ่ๆ มี กรรมการบริหารพรรค ติดบ่วงกรรม และทำท่าจะติดบ่วงกรรม ใบแดง กันถ้วนหน้า เนื่องจากมาตรา 237 วรรคสอง รัฐธรรมนูญ 2550 ระบุว่า หากปรากฏหลักฐานอันเชื่อว่ากรรมบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยแล้วมิได้ยับยั้งให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กรรมการบริหารอาจมีสิทธิถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และมีผลให้ยุบพรรคการเมืองได้ลองมาสำรวจกันดูหน่อยว่า..คดีของแต่ละพรรคไปถึงไหนแล้ว..???
พรรคพลังประชาชน
เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยืนตามมติ กกต.ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี หรือให้ ใบแดง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน เมื่อ 8 กรกฎาคม ฐานกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 ด้วยการทุจริตแจกเงินแก่กลุ่มกำนัน อ.แม่จัน จ.เชียงราย เพื่อให้มีการลงคะแนนเลือกผู้สมัครของพรรค
ล่าสุดเมื่อ 15 กรกฎาคม นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต.ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงพิจารณายุบพรรคพลังประชาชนแล้ว โดยมีนายประทีป เปรื่องวงศ์ เป็นประธาน ตามมาตรา 95 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง 2550
มีระยะเวลาทำงาน 15 วัน เมื่อพิจารณาเสร็จสิ้นก็จะแจ้งให้อัยการสูงสุด ถ้าอัยการสูงสุดเห็นควร ก็จะส่งต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณา ยุบพรรค แต่หากอัยการสูงสุดเห็นว่าหลักฐานไม่พอ ก็จะส่งกลับมายังนายทะเบียนพรรคการเมืองให้ตั้งคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต.กับอัยการสูงสุดใน 30 วันนับจากแต่งตั้ง
โดยอำนาจในการ ส่งเรื่อง หรือ ระงับ การยุบพรรคก็เป็นอำนาจของนายทะเบียนพรรคการเมือง
พรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย
สองพรรคดังกล่าว ถูกสอบมาพร้อมกัน และ กกต.พิจารณาเสนอให้ ยุบพรรค
เนื่องจากกรรมการบริหารพรรค กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งด้วยการทุจริตซื้อเสียง ตามมาตรา 103 วรรคสอง ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. และมาตรา 237 วรรคสองของรัฐธรรมนูญ 2550
พรรคชาติไทย คือ นายมณเฑียร สงฆ์ประชา อดีตว่าที่ ส.ส.ชัยนาท เขต 1 และรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ถูก กกต.มีมติให้ใบแดง หลังพบหัวคะแนนเก็บบัตรประชาชนชาวบ้าน และเตรียมจ่ายเงินให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่หน้าหน่วยเลือกตั้งกลางในการเลือกตั้งล่วงหน้า
ขณะที่พรรคมัชฌิมาธิปไตย นายสุนทร วิลาวัลย์ อดีตว่าที่ ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 และรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ก็ถูก กกต.มีมติให้ใบแดง เนื่องจากมีพฤติการณ์แจกทรัพย์สิน
ที่สุด กกต.มีมติ 4 ต่อ 1 ให้ใบแดงทั้ง 2 คน แต่เมื่อ กกต.ส่งสำนวนไปยังอัยการสูงสุด ถูกตีกลับ จึงต้องมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างอัยการสูงสุดกับกกต. เมื่อ 18 มิถุนายน เพื่อพิจารณาเพิ่มเติมให้เสร็จ 30 วัน โดยมีนายสุวิทย์ ธีรพงษ์ เป็นประธาน
ล่าสุด ได้ข้อยุติเอกฉันท์จากคณะทำงานร่วม เมื่อ 11 กรกฎาคม ว่า แจ้งผลต่อนายทะเบียนพรรคการเมืองให้แจ้งต่ออัยการสูงสุด ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่คณะทำงานร่วมฯไม่ชี้ว่า ควรจะยุบทั้งสองพรรคหรือไม่ เนื่องจากติดปัญหาความหนักและเบาของคดี เช่น มีการรับเงินมาแล้ว และกำลังจะจ่ายเงิน เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นองค์ประกอบที่จะให้ใบเหลืองหรือใบแดงได้
ดังนั้น ผู้ที่จะวินิจฉัยให้เป็นบรรทัดฐานได้ชัดเจนที่สุดคือ ศาลรัฐธรรมนูญ ว่า ยุบ หรือ ไม่ยุบ !
พรรคเพื่อแผ่นดิน
3 กรกฎาคม กกต.มีมติเอกฉันท์ ให้ ใบแดง นายนพดล พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด และรองเลขาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน ฐานกระทำผิดตามมาตรา 53 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 กรณีการจัดให้มีมหรสพ หรืองานรื่นเริง และมีการขนคนไปฟังการปราศรัยหาเสียงเลือกตั้ง และให้เงินแก่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 236 (5)(6) ของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 10 (10)(12) ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และมาตรา 11 พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550
จากนี้ กกต.จะให้ฝ่ายกฎหมายรวบรวมเอกสารและข้อมูลพยานหลักฐานทั้งหมดให้เสร็จภายใน 15 วัน เสนอต่ออัยการสูงสูดเพื่อส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง พิจารณาต่อไป
พรรคประชาธิปัตย์
นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย นายวุฒิพงษ์ นามบุตร นายศุภชัย ศรีหล้า ส.ส.อุบลราชธานี และนายวิทวัส พันธ์นิกุล ผู้สมัคร ส.ส.อุบลราชธานี ถูกนายสมบัติ รัตโน ส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน หอบเอกสารหลักฐานร้องต่อ กกต.อุบลราชธานี แจ้งข้อกล่าวหา กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แจกบัตรชมภาพยนตร์โรงภาพยนตร์เนวาด้า มัลติเพล็กซ์ และสลับกันขึ้นปราศรัยหาเสียง
แต่เรื่องดังกล่าว ถูกมองว่า สุดอืด เพราะหากเป็นไปตามข้อกล่าวหา เมื่อนายวิฑูรย์เป็นกรรมการบริหารพรรค ชะตากรรมคงไม่ต่างจากพรรคอื่นๆ
ล่าสุด กกต.ออกมายืนยันว่าไม่ได้ดึงเรื่องให้ช้า
เหตุที่ล่าช้าเพราะสำนวนคัดค้านที่มีผู้ร้องคัดค้านถึง 2 ราย แต่ร้องถึงผู้ถูกกล่าวหารายเดียวกัน จึงต้องนำสำนวนมารวมกัน จากการตรวจสอบขณะนี้ กกต.กลาง รับเรื่องจาก กกต.จังหวัดอุบลราชธานี หนังสือลงวันที่ 3 กรกฎาคม มาให้ทางฝ่ายกิจการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัย เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ล่าสุด ได้มีการบรรจุเข้าวาระการประชุมของคณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยแล้ว
แต่จะพิจารณาเสร็จครั้งเดียวหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะอนุกรรมการ และหากพิจารณาเสร็จแล้วก็จะส่งเข้าที่ประชุม กกต.เพื่อพิจารณาว่าสำนวนและพยานหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถให้ใบแดงหรือไม่..!!
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
