สมัคร รับทหารไทย-เขมรเผชิญหน้ากันแล้ว เผย 3 คนไทยที่บุกเขมรต้องการให้ทหารออกมาปฏิวัติ เช่นเดียวกับพันธมิตรที่มีแผนยึดศาลากลางทั่วประเทศ ผบ.ทอ.สั่งกำลังพลเตรียมพร้อม 24 ชั่วโมงพร้อมปฏิบัติการเขาพระวิหาร ผู้ว่าฯสั่งปิดอุทยานเขาพระวิหาร-หวั่นไม่ปลอดภัยเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ค. นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เดินทางไปเป็นประธานเปิดงาน มหกรรมมั่นใจไทยแลนด์ ดีแน่ ถูกแน่ เพื่อคนไทย ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพคเมืองทองธานี โดยกล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่า
วันนี้เรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ทุกฝ่ายก็เห็นชอบหมด แต่พรรคฝ่ายค้านไม่เห็นด้วย แล้ววันนี้ก็ยังมีการปลุกระดมกันอยู่ มีคนบ้า 3 ตัว โผล่เข้าไป จะให้เขาจับ จะให้มีเรื่อง เหมือนกับยึดตามถนน จะให้มีเสียงปืน แล้วให้ตำรวจฟาดหัวพวกปลุกระดม เพื่อจะได้จุดชนวนหาเรื่องให้ทหารออกมาปฏิวัติ พวกนี้ไม่ดูเลยว่าใครเป็นรมว.กลาโหม ไม่ดูเลยว่าบ้านเมืองเขามีหนทางแก้ไขเปลี่ยนแปลง จะจุดชนวนอย่างไรก็ไม่ออก แต่ถ้ายังทำกันอยู่อย่างนี้ก็รอ ตนยอมให้ดูถูกดูแคลน
จะเอาให้ได้ บุกเข้าไปเพื่อจะให้เป็นชนวน สำเร็จไหมครับ เกือบสำเร็จแล้ว ทหารก็ไปจ่อกันแล้ว ทหารกับทหารไปเผชิญหน้ากันแล้ว มันบ้าอะไรกันครับ มีคนอยากให้ทำอย่างนี้ ดังนั้นเก่งจริงสื่อรายงานเลยที่ผมพูดนี่ ผู้คนในบ้านเมืองจะได้รู้ว่าบ้านเมืองนี้มันเป็นยังไง นายสมัครกล่าวและว่า
ขอถามหน่อยว่า เวลานี้บ้าอะไรกันขึ้นมา รัฐมนตรีไปต่างจังหวัด ก็ส่งไปคอยโห่ฮา ยกป้ายด่า ผมจะบอกให้ฟัง ว่าเป้าหมายสุดท้าย เขาจะส่งคนไปทั่วประเทศ แล้วพอพร้อมๆ จะลุกขึ้นยึดศาลากลางทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้ทำงานได้ และจะให้ทหารมาปฏิวัติ คิดโง่ๆอย่างนี้ ไปแถลงบนเวที ว่ามีการเอาเรือรบมาจอด บ้านเมืองจะลุกเป็นไฟ สั่งปิดพรมแดนตลอดแถว
บ้าไหมครับ ไอ้คนบ้าพูดพล่ามอย่างนี้ แล้วยังไม่มีหนังสือพิมพ์หรือวิทยุที่ไหนมาวิพากษ์วิจารณ์ ไม่มีใครด่าเลย คุณพ่อหรือไงไม่ทราบได้ ทั้งที่พูดให้บ้านเมืองร้อนเป็นไฟจะเป็นจะตายกัน ทั้งที่รัฐบาลป้องกันกันแทบตาย เจรจาความกันแทบตาย พอรัฐบาลจะทำดีก็วิพากษ์วิจารณ์กัน สังคมบ้านเมืองของเราเป็นอย่างนี้ น่าเอน็จอนาถจริงๆ ไอ้บ้านั่นขึ้นเวทีปลุกระดม คนธรรมดาพูดไม่ได้ ต้องคนบ้าเท่านั้นถึงจะพูดได้ เมื่อวานผมไปขึ้นเรือจักรีนฤเบศร์ จ้างไอ้บ้าพวกนั้นมายืนตากแดดถือป้ายเย้วๆ
ผมอยู่บนเรือ 2 ชั่วโมงกว่า ออกมาก็ยังตากแดด เย้วๆ มันมันส์อะไรของมันขึ้นมา แต่ปรากฎว่านายกฯขึ้นเรือไม่มีข่าวเลย แต่มีข่าวไอ้พวกบ้าไปยกป้ายออก สังคมไทยเป็นอย่างนี้ สื่อก็เป็นอย่างนี้ เอาแต่ข่าวไอ้พวกประท้วงออก นายสมัครกล่าว
ก่อนเดินทางกลับ ผู้สื่อข่าวพยายามขอสัมภาษณ์นายสมัครกรณีความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหาร แต่นายสมัครปฏิเสธได้แต่กล่าวว่า ให้ไปถามทหาร เมื่อถามย้ำในเรื่องดังกล่าวอีก นายสมัครตอบกลับว่า ให้ไปถามพันธมิตรฯ จากนั้นจึงขึ้นรถกลับไปทันที
ผบ.ทอ.สั่งเตรียมพร้อม24ชั่วโมง
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 17 ก.ค. พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ ให้สัมภาษณ์ภายหลังนำกำลังพลมาทำบุญเนื่องในวันอาสาฬหบูชา ถึงกรณีที่มีการสั่งการให้มีการวางกำลังทหารในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทเขาพระวิหารว่า นายสมัคร สุนทรรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้สั่งการมายังกองทัพอากาศ แต่คิดว่านายกฯคงสั่งการกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก บ้างแล้ว
ส่วนกองทัพอากาศนั้น พร้อมที่จะปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา คิดว่าทุกคนจะพยายามทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี โดยไม่ให้กระทบกับปัญหาใดๆ ทั้งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้ตนยังไม่ทราบกรณีที่นายกรัฐมนตรีเรียก ผบ.เหล่าทัพเข้าหารือ
เมื่อถามว่า มีการกำชับทหารที่ปฎิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทยและกัมพูชาเป็ฯอย่างไร พล.อ.อ.ชลิต กล่าววว่า การป้องกันดูแลเป็นหน้าที่ของกองทัพบก และตำรวจตระเวนชายแดน ส่วนกองทัพอากาศมีกองกำลังอยู่ที่ จ. นครราชสีมา และ จ.อุบลราชธานี และมีการเตรียมพร้อมตลอด 24 ชั่วโมงตลอดเวลา ทั้งนี้ไม่คิดว่าจะมีอะไรที่รุนแรง และหวังว่าทุกอย่างจะเรียบร้อย
หากเกิดความรุนแรง เราเตรียมแผนในการอพยพประชาชนที่อยู่ในกัมพูชา โดยนักบินจากกองบิน 6 ก็พร้อมปฎิบัติหน้าที่ ทั้งนี้หากมีความรุนแรงเกิดขึ้น เราสามารถปฎิบัติการได้ภายใน 1 ชั่วโมง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายได้เตรียมการปฎิบัติ เรามีประสบการณ์ในการขนคนออกจากประเทศกัมพูชา ตอนที่มีการรัฐประหาร และการเผาสถานฑูตไทย สามารถปฎิบัติได้ไม่มีปัญหาผบ.ทอ.กล่าว
เมื่อถามว่า ขณะนี้ได้รับรายงานถึงความเป็นไปได้ ที่จะเกิดความรุนแรงระหว่างไทยกับกัมพูชาในช่วงนี้หรือไม่
พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า โดยทั่วไปผู้บังคับบัญชาระดับสูง ได้ติดต่อประสานพูดคุยกับทั้งกัมพูชาอย่างใกล้ชิดรวมทั้ง ผบ . เหล่าทัพที่ได้พบปะพูดคุยกันตลอด คิดว่าทุกฝ่ายพยายามที่จะแก้ไขสถานการณ์เพื่อไม่ให้ปัญหาขยายตัว
ต่อข้อถามว่า กลุ่มพันธมิตรฯ จะเคลื่อนกำลังไปชุมนุมบริเวณปราสาทพระวิหาร จะทำให้สถานการณ์รุนแรงขึ้นหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานที่ถูกต้องกับการเข้าไปเกินบริเวณพื้นที่ ที่เราควบคุมอาจจะเกิดปัญหาตามมา และขยายเป็นเรื่องใหญ่โต และเป็นอันตรายต่อผู้ที่ปฎิบัติหน้าที่ เรื่องนี้ตนคิดว่าน่าจะฟังคำเสนอแนะของผู้ที่ควบคุมพื้นที่ของกองกำลังสุรนารีที่ปฎิบัติงานอยู่ในพื้นที่
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำทั้งสองประเทศ ยังมีความเข้าใจกันดีหรือไม่ พล.อ.อ.ชลิต กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่ทราบ แต่ในส่วนของ ผบ.เหล่าทัพ ไม่มีอะไรกันเข้าใจกันดี ส่วนจะกระทบต่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประชาชนชาวไทยทุกคน ต้องช่วยกันดูแลและติดตาม
"สมัคร"เรียกผบ.เหล่าทัพประชุมพรุ่งนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันพรุ่งนี้(18ก.ค.) เวลา 15.00 น.นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เรียกผู้บัญชาการเหล่าทัพประชุม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเตรียมการไปประชุมคณะกรรมการชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะมีขึ้น จันทร์ที่ 21 ก.ค.ที่ จ.สระแก้ว
ทั้งนี้มีราายงาข่าว พล.อ.เตีย บัน รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกัมพูชา พร้อมที่เจรจากับนายสมัคร อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปเจรจาด้วยตัวเองหรือไม่ โดยอาจจะมบอหมายให้ พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ไปประชุมแทนหรือไม่
ทั้งนี้นายเขียว กันญะริธ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของประเทศกัมพูชา เปิดเผยว่า นายฮุนเซน นายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา และนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ได้หารือกันทางโทรศัพท์แล้วด้วยบรรยากาศถ้อยทีถ้อยอาศรัย และผู้นำสองชาติต่างก็เห็นพ้องว่าสองฝ่ายควรดำเนินความพยายามอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้น
นอกจากนี้นายเขียวกล่าวด้วยว่า รัฐมนตรีกลาโหมของสองชาติจะประชุมร่วมกันในวันจันทร์นี้ที่ประเทศไทย เพื่อหารือสถานการณ์ตึงเครียดล่าสุดเกี่ยวกับพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร แต่ยังไม่มีการยืนยันแผนจัดการประชุมนี้จากรัฐบาลไทย
รัฐมนตรีสารสนเทศกัมพูชา ยืนยันด้วยว่า กัมพูชาจะไม่ใช้กำลังหากไม่ถูกโจมตีก่อน และได้ประจำการทหารเข้าไปตรึงกำลังในพื้นที่ประมาณ 380 นาย และเห็นว่าสถานการณ์ตอนนี้นิ่งแล้ว
ขณะที่ พลจัตวา เจีย เคียว ของกัมพูชาให้สัมภาษณ์ว่า เวลานี้ไทยได้เสริมกำลังทหารกว่า 400 นายเข้าประชิดใกล้พื้นที่ปราสาทพระวิหาร มากกว่าเมื่อวานนี้(16ก.ค.ป ที่มีทหารไทยอยู่แค่ประมาณ 200 นาย ขณะที่กองทัพกัมพูชาได้ส่งทหารกว่า 800 นายเข้าตรึงกำลังมากกว่าเมื่อวานนี้ที่มีอยู่ประมาณ 380 นาย ทั้งนี้ทหารไทยรุกล้ำเข้าไปในพรมแดนกัมพูชาเพราะต้องการยั่วยุ แต่กัมพูชากำลังใช้ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะถึงขั้นใช้กำลังอาวุธ
พันธมิตรเคลื่อนพลขึ้นเขาชาวศรีสะเกษกั้นหวั่นแตกแยก
เมื่อเวลา 09.00 น. เครือข่ายพันธมิตรประชาชนประชาธิปไตย นำโดยนายวีระ สมความคิด ได้เคลื่อนขบวนรถกว่า 100 คัน เพื่อเดินทางไปที่ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เพื่อเข้าไปกดดันให้รัฐบาล และทหารออกมาปกป้องอธิปไตย โดยนัดรวมพลกันที่ถนนทางขึ้นเขาพระวิหารบริเวณศาลหลักเมือง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ขณะที่รถขบวนพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตยเคลื่อนขบวนมาตามถนนหมายเลข 221 กันทรลักษ์ - เขาพระวิหาร ได้ประมาณ 20 กม.ได้มีชาวบ้านจากตำบลบึงมะลู อ.กันทรลักษ์ กว่า 100 คนได้รวมตัวกันนำแผงเหล็กมาปิดกั้น เพื่อไม่ให้ขบวนรถผ่านไปได้ พร้อมทั้งชูป้ายข้อความ ระบุว่า เราต้องการความสมานฉันท์ไม่ต้องการความขัดแย้ง และจังหวัดศรีสะเกษ เราดูแลกันเองได้
จากนั้นแกนนำพันธมิตรได้เข้าไปเจรจาขอเปิดเส้นทางการจราจร จนชาวบ้านยอมเปิดเส้นทางการจราจรให้หนึ่งเส้นทาง พร้อมกันตะโกนด่าต่าง ๆนา ๆ
จากนั้นขบวนรถ ได้ขับเคลื่อนมาได้อีกประมาณ 10 กม.ก็เจอด่านสกัดอีกครั้ง โดยชาวบ้านจาก ต.เสาธงชัย 150 คนนำแผงเหล็กมาปิดกั้น โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สภ.บึงมะลู และสภ.กันทรลักษ์ ได้นำกำลังจำนวน 50 นายมาตั้งแถวหน้ากระดาน เพื่อป้องกันการเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย จากนั้นนายวีระ สมความคิด ได้เข้าไปเจรจากับชาวบ้าน เพื่อขอเปิดช่องทางจราจร แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เปิดช่องทางให้ เนื่องจากให้เหตุผลว่า ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นการเจรจาระดับผู้นำของทั้งสองประเทศ จึงได้ขอร้องให้ขบวนพันธมิตรมาชุมนุมรอที่โรงเรียนภูมิซรอนวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์
นางสุมาลี ทับซ้อน ภรรยานายวิชาญ ทับซ้อน 1ใน 3 คนไทยที่ปีนรั้วเข้าในเขตพื้นที่พิพาทบริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหาร กล่าวว่า หลังจากที่ทราบข่าวว่า สามีถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจชาวกัมพูชาจับกุม ก็พยามที่จะติดต่อกับสามี แต่ไม่มีคลื่นสัญญาณ โดยตนได้ติดต่ออยู่หลายครั้ง จนล่าสุดสามีรับโทรศัพท์และบอกว่าขณะนี้อยู่กับ พล.ต.กนก เนตระคะเวสนะ ผบ.กองกำลังสุรนารี โดยบอกว่าปลอดภัยดี และกำลังทำภารกิจสำคัญ เพื่อที่จะเอามณฑลพระวิหารกลับมา ไม่ต้องเป็นห่วง จากนั้นสัญญาณก็ถูกตัดขาด และไม่สามารถติดต่อได้อีก
"ฉันและลูกสาวคือ ด.ญ.สุภาวดี หรือน้องอุ้ย วัย 8 ขวบเป็นห่วงมาก ไม่รู้ว่าพ่อมีความเป็นอยู่อย่างไร จึงได้เดินทางร่วมมากับขบวนพันธมิตร เพื่อมาติดตามข่าวคราวของสามี เพราะไม่รู้ว่าขณะนี้จะมีความเป็นอยู่อย่างไร จึงอยากให้ทางทหารช่วยบอกเล่า ความเป็นอยู่ของสามีให้ฉันและลูกได้ทราบบ้าง เพื่อจะได้สบายใจ"นางสุมาลี กล่าว
ปิดอุทยานเขาพระวิหาร-หวั่นไม่ปลอดภัย
นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เปิดเผยถึงความคืบหน้าของเหตุการณ์ความไม่สงบที่ บริเวณเขาพระวิหาร ชายแดนไทย-กัมพูชา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ว่า ขณะได้มีกำลังทหารของฝ่ายไทย และฝ่ายกัมพูชาจำนวนมากเข้าไปตรึงกำลังกันอยู่ที่บริเวณเชิงเขาพระวิหาร และหากปล่อยให้ประชาชนคนไทยขึ้นไปบริเวณดังกล่าว เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงได้สั่งให้ปิดอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร และนำรั้วมากั้นเพื่อไม่ให้ประชาชน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวขึ้นไปได้
"ดังนั้น เพื่อเป็นการปรับปรุงอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารและเพื่อความปลอดภัย จึงขอประกาศปิดอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเป็นการชั่วคราว เมื่อเหตุการณ์ปกติแล้วก็จะเปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไปเที่ยวชมได้ตามปกติต่อไป"นายเสนีย์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตั้งแต่บ่ายวันที่ 16 ก.ค.เป็นต้นมา ที่บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ทหารไทยได้เสริมกำลังทหารจากหลายหน่วยในสังกัดกองพลทหารราบที่ 6 (พล .ร.6) พร้อมอาวุธหนัก เช่น ปืนใหญ่พ่วงท้ายรถบรรทุกทหาร เข้าไปที่บริเวณเชิงเขาพระวิหารชายแดนไทย-กัมพูชา อย่างต่อเนื่อง เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ตลอดเวลา
ส่วนทางด้าน ฝ่ายทหารกัมพูชา ก็ได้มีการนำกำลังทหารเข้ามาเสริมกำลังอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยใช้วิธีการเดินเท้าเข้ามาตามบริเวณเชิงเขาพระวิหาร สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่าได้อย่างชัดเจน
ด้านนายสุวรรณ วัฒนพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร เปิดเผยเพียงสั้นๆว่า ติดภารกิจไม่สามารถพูดคุยอะไรได้มากนัก และตอนนี้อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร ได้ปิดชั่วคราวแล้วห้ามไม่ให้นักท่องเที่ยวขึ้นมาเที่ยวชม
จากนั้นผู้สื่อข่าวได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่อุทยานเขาพระวิหาร ได้รับการบอกกล่าวว่า ขณะนี้ได้ปิดอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารแล้ว และบริเวณด้านบนมีทหารและตำรวจเต็มไปหมด และเจ้าหน้าที่ของอุทยาน ฯ ที่มีอยู่หลายสิบคนก็จะต้องออกจากพื้นที่ลงไปอยู่ข้างล่างเช่นกัน เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย โดยทุกคนกำลังเตรียมเก็บข้าวของเพื่อออกไปจากพื้นที่
"อดุล"ระบุเขตกันชนเสี่ยงรุกดินแดนไทย
นายอดุล วิเชียรเจริญ อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก เผยแพร่บทความเรื่อง ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยระบุว่า จนถึงขณะนี้สังคมไทยยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอยู่ 3 ประเด็น คือ 1.ข้อกฎหมาย โดยคณะกรรมการมรดกโลกนานาชาติไม่ใช่เป็นองค์กรภายในยูเนสโก แต่ทั้งสององค์การต่างเป็นองค์การระหว่างประเทศ และเรื่องมรดกโลกก็เป็นอำนาจหน้าที่เฉพาะของคณะกรรมการมรดกโลก เพียงแต่อนุสัญญากำหนดให้ยูเนสโกจัดเจ้าหน้าที่ไปทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการมรดกโลก
เขา กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ดี มีปัญหาการเมืองระหว่างประเทศเข้าแทรกแซงและมีอิทธิพลต่อการวินิจฉัยขององค์การอยู่เสมอ แม้กระทั่งทำผิดข้อบัญญัติอย่างชัดแจ้ง เช่น กรณีจอร์แดนขอขึ้นทะเบียน Old City of Jerusalem and Its Walls เป็นมรดกโลก ทั้งที่จอร์แดนมิใช่ผู้ถือครองดินแดนซึ่งทรัพย์สินนี้ตั้งอยู่ นอกจากนี้งานปฏิบัติของยูเนสโกด้านวัฒนธรรม นางฟรังซัวส์ ริวีเอียร์ ผช.ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายวัฒนธรรม ไม่ควรซ้ำซ้อนก้าวก่ายงานด้านอสังหาริมทรัพย์ที่อยู่ในขอบข่ายงานของคณะกรรมการมรดกโลก เช่น กรณีปราสาทพระวิหาร ที่ทำอย่างน่าเกลียดในการลงนามเป็นประจักษ์พยานในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา
นายอดุลย์ กล่าวอีกว่า ข้อที่ 2. ความเป็นจริงและลักษณะของการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกโดยกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว โดยฝ่ายที่สนับสนุนกัมพูชาอ้างว่า การขึ้นทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบอธิปไตยเหนือดินแดนของไทย และอ้างว่ากัมพูชามีสถานภาพการถือครองตัวปราสาทเหมือนกับที่เป็นมาตั้งแต่ปี 2505 ที่ไทยมอบการถือครองให้ตามคำพิพากษาศาลระหว่างประเทศ โดยไม่บ่งชี้ว่าไทยได้ปฏิเสธคำพิพากษาดังกล่าว เพราะผิดข้อกฎหมายและไม่ยุติธรรม แต่ต้องจำยอมมอบการถือครองตามพันธะกรณีของไทยในฐานะรัฐสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ
เขา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้การอ้างว่า การขึ้นทะเบียนตัวปราสาททำให้ไทยอยู่ในฐานะดีขึ้น จากเดิมที่กัมพูชาเคยเสนอให้มีเขตและเขตพื้นที่คุ้มครองและพัฒนานอกตัวปราสาทในดินแดนไทยนั้น เป็นการเบี่ยงเบนข้อเท็จจริง เพราะร่างข้อมติดังกล่าวต้องผ่านที่ประชุมอีกครั้งในวาระรับรองรายงานการประชุมวันสุดท้าย ทั้งนี้ยังมีการหลีกเลี่ยงไม่คำนึงถึงข้อบัญญัติข้อ 103 และ 104 ของคณะกรรมการมรดกโลก ที่กำหนดให้ต้องมีเขตกันชน และทำแผนจัดการ ซึ่งกรณีนี้กัมพูชาจำเป็นต้องมีเขตกันชนรอบตัวปราสาทด้านทิศตะวันตกและเหนือเข้ามาในดินแดนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ เมื่อปราสาทมีสภาพทรุดโทรมหนัก ตั้งบนพื้นที่ลาดชัน พังทลายง่าย การขึ้นทะเบียนปราสาทจึงจำเป็นต้องมีพื้นที่กันชนเพียงพอ ซึ่งกัมพูชาจะต้องจัดทำเสนอคณะกรรมการมรดกโลกให้เห็นชอบในการประชุมปี 2010 และอันที่จริงการเสนอขึ้นทะเบียน ต้องมีเขตกันชนและแผนจัดการพื้นที่รอบตัวปราสาทแนบไปพร้อมคำขอก่อนที่จะรับเข้าพิจารณา แต่การเมืองระหว่างประเทศซึ่งไทยมีส่วนร่วมด้วย ก็เข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยเหลือกัมพูชา ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเสียชั้นหนึ่งก่อน และให้ทำแผนจัดการบริเวณพื้นที่เขตกันชนตามมา ซึ่งทิศตะวันตกและทิศเหนือของตัวปราสาทเป็นเขตอำนาจอธิปไตยไทย และร่างมติข้อ 15 ที่นำมาแถลงกัน ก็ปรากฏความชัดเจน
อดีตประธานคณะกรรมการมรดกโลก กล่าวอีกว่า ข้อ 3.ความพิลึกของกลไกกรณีปราสาทพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก โดยกรณีให้กัมพูชาจัดประชุมคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ เพื่อคุ้มครองและพัฒนาแหล่งมรดกนี้ ที่ผ่านมาไม่เคยมีมรดกโลกแห่งใดใช้กลไกนี้ เมื่อใช้กลไกดังกล่าวจึงทำให้อีก 6 ชาติ ที่จะมาเป็นคณะกรรมการร่วมเข้ามาแทรกแซงปกป้องกัมพูชา และกดดันไทยในการใช้อำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนซึ่งจะต้องตกเป็นเขตกันชน
นายอดุล ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมด้วยว่าที่น่าเป็นห่วงในตอนนี้ คือ ร่างมติเพราะไม่รู้ว่ามติที่ออกมาอย่างเป็นทางการจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ เพราะร่างมติข้อ 14 ที่กำหนดให้มีคณะกรรมการร่วม 7 ประเทศ นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมการมรดกโลกประจำประเทศไทย ชี้แจงว่า ในที่ประชุมไม่มีการพูดเรื่องนี้ ทำให้ตนสงสัยว่า พอมีข้อนี้ขึ้นมาแล้วทำไมผู้แทนฝ่ายไทยไม่ท้วงเพราะกระทบสิทธิประโยชน์ของประเทศ ส่วนร่างมติข้อ 15 ที่กำหนดว่าให้กัมพูชาทำแผนจัดการและเขตกันชน อันนี้กระทบดินแดนไทยชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญจึงวินิจฉัยแถลงการณ์ร่วมเข้าข่ายรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 แต่รัฐบาลไทยก็พยายามปกปิดเบี่ยงเบนประเด็น ทั้งนี้แผนที่ที่นำเสนอตอนแรกที่ว่าไม่เสียดินแดนนั้น ที่จริงไม่ใช่ เพราะฉบับนั้นไม่มีเขตกันชน ส่วนขณะนี้รัฐบาลต้องเตรียมตัวทันทีและต้องประกาศจุดยืนของรัฐว่า การทำเขตกันชนจะยินยอมหรือเห็นด้วยเฉพาะเท่าที่ไทยเห็นสมควรเท่านั้น ไม่ใช่ยอมตามที่คณะกรรมการร่วม 7 ประเทศเป็นผู้กำหนดขอบเขตเท่าใดก็ได้ เพราะเขตกันชนจะกินพื้นที่เข้ามายังฝั่งไทย และต้องประกาศว่ารอบบริเวณเขตกันชน จะไม่ยอมให้มีการก่อสร้างและพัฒนาใดๆ เพราะเป็นพื้นที่ของไทย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
