แต่แล้วก็กลับมาจุดไฟเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้ง และตั้งเป้าว่าจะทำให้ได้เมื่อเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติในเดือนสิงหาคมนี้แถมตั้งประเด็นใหม่ว่า จะทำการปรับโครงสร้างตุลาการ เพราะตุลาการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองมากเกินไป จึงควรไปอยู่ในที่ควรอยู่
ซึ่งเป็นการแตะเข้าไปยังฝ่ายตุลาการโดยตรง
ทั้งที่ผู้คนกำลังฝากความหวังไว้กับ ตุลาการภิวัตน์ ทั่วบ้านทั่วเมือง
แต่...พรรคพลังประชาชน กลับแสดงอาการรังเกียจเดียดฉันท์ ตุลาการภิวัตน์
อย่าง นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็พยายามอธิบายให้สื่อมวลชนเห็นว่า ขณะนี้บ้านเมืองไม่ปกติ
...ทุกวงการในบ้านเมืองกำลังถูกทำลายทีละหนึ่ง สอง สาม และวันที่ 28 กรกฎาคม อาจโดนอีก (วันที่ 28 ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่งว่าจะรับฟ้องคดีหวยบนดินไว้พิจารณาหรือไม่)
และ ...สถานการณ์บ้านเมืองขณะนี้ไม่ใช่เล่นๆ มันกำลังมีอะไรที่มองไม่เห็น ระบบมันทำลายย่อยยัย ปลิดคนทิ้งทีละคน สองคน
และ ...ในวันที่ 28 กรกฎาคม จะมีการฆ่ารัฐมนตรีอีก 3 คน
สำหรับความคิดที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อลดบทบาทตุลาการของพรรคพลังประชาชนนั้น
หากว่ากันตามตัวบทกฎหมายแล้วสามารถทำได้ เพราะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดว่า ใช้เสียง ส.ส. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ ซึ่งก็คือ ไม่น้อยกว่า 94 เสียง ในขณะที่พรรคพลังประชาชน มีมากกว่า 200 เสียง เสียงในมือจึงมีมากเกินพอ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำได้
แต่...เมื่อมาถึง ณ เวลานี้ โอกาสที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จ เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยากมาก แทบจะ ปิดประตูตาย เลยก็ว่าได้
ไม่ต้องดูอะไรอื่น เพราะก่อนหน้านี้หลังจากจัดตั้งรัฐบาลได้ไม่นาน พรรคพลังประชาชนก็พยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญมาแล้ว โดยอ้างว่าได้หาเสียงกับประชาชนไว้ตั้งแต่ต้น
แต่ก็ทำไม่สำเร็จ เพราะถูกประชาชนนับหมื่น ภายใต้การนำของ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ออกมาชุมนุมต่อต้าน
แล้วนับประสาอะไรกับเวลานี้ที่คิดจะมาทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะการลดบทบาทของตุลาการเพราะชัดเจนว่าเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง
เพราะหากมองย้อนไปเพียงแค่ช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่เพิ่งผ่านมา ก็จะพบว่า เสถียรภาพของรัฐบาล ต้องสั่นคลอนอย่างหนักกับคำวินิจฉัยของฝ่ายตุลาการ
เริ่มจากกรณีปราสาทพระวิหารที่ ศาลปกครองกลาง สั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามรัฐบาลไปทำการผูกพันตามแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา ขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
และตามมาด้วยการที่ ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า แถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน
ซึ่งเท่ากับทำให้ คณะรัฐมนตรี แทบตายหมู่ เพราะเรื่องนี้ ครม. ได้มีมติให้นายนพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ไปลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าวและนำมาซึ่งการที่คณะรัฐมนตรี ถูกพันธมิตรฯและ ส.ว. ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ดำเนินคดีอาญา อีกทั้งยังถูกพันธมิตรฯ ยื่นเรื่องถอดถอนด้วย
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรี เนื่องจากถือหุ้นเกินจำนวนที่กฎหมายกำหนด
และยังมีกรณีที่ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาให้ใบแดงและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส. สัดส่วนและกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน
ทำให้มีแนวโน้มว่าพรรคพลังประชาชนจะถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคในที่สุด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นรัฐบาลก็อยู่ไม่ได้ เพราะนายสมัคร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี จะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย
นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่รอการชี้ขาดจากฝ่ายตุลาการ
ไม่ว่าจะเป็น...~กรณีคดีหวยบนดิน ที่มี 3 รัฐมนตรี คือ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯ และรมว.การคลัง นางอุไรวรรณ เทียนทอง รมว.แรงงาน และนายอนุรักษ์ จุรีมาศ รมช.คมนาคม ตกเป็นจำเลย
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งว่าจะรับคำฟ้องไว้พิจารณาหรือไม่ ในวันที่ 28 กรกฎาคมนี้ ซึ่งหากศาลรับฟ้อง จะส่งผลให้ 3 รัฐมนตรี ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งรัฐมนตรีทันที
~ กรณีที่นายสมัครเป็นพิธีกรในรายการ ชิมไปบ่นไป ซึ่งเรื่องอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายสมัคร ฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญที่ห้ามรัฐมนตรี ไปเป็นลูกจ้างใคร ก็จะพ้นจากตำแหน่งทันที
รวมทั้งคดีที่นายสมัคร สุนทรเวช ถูกนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ยื่นฟ้องหมิ่นประมาท ซึ่งศาลชั้นต้นจำคุกนายสมัคร 24 เดือนโดยไม่รอลงอาญา
หากศาลอุทธรณ์ยืนตามศาลชั้นต้น โอกาสที่นายสมัครจะกระเด็นตกเก้าอี้มีสูง เพราะตามกฎหมายโดยหลักแล้วคดีถึงที่สุดต้องห้ามไม่ให้ยื่นฎีกา เนื่องจากมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี
นี่ยังไม่รวมถึงคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวก ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลและยังมีอีกหลายคดีที่กำลังจะทยอยขึ้นสู่ศาล
สำหรับเรื่องที่พรรคพลังประชาชน ออกมา ฟาดงวง-ฟาดงา ชี้นิ้วโทษไปยังฝ่ายตุลาการนี้ เป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะตุลาการทำหน้าที่ไปตามกฎหมายและเป็นปลายเหตุ
ส่วนต้นเหตุ คือ ตัวเอง กลับไม่มอง
เพราะว่ากันตามจริงแล้ว หากไม่ทำผิดกฎหมายเสียอย่าง ตุลาการจะไปทำอะไรได้
** โต๊ะข่าวการเมือง**
ไตหายฤาเข้าใจคลาดเคลื่อน ปริศนาที่รอไขความกระจ่าง
สาวโรงงานถูกขโมยไตจริง หรือว่าเป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน กลายเป็นปริศนาที่รอวันไขให้เกิดความกระจ่าง ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอยหรือเพียงแค่ความผิดพลาดด้านการสื่อสารระหว่างหมอกับคนไข้ ?
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
