ชื่นชมรัฐบาลหันกลับมาให้ความสำคัญเรื่องปากท้องประชาชน แทนหมกมุ่นตอบโต้ทางการเมืองหรือเข้าไปรบกับสถาบันต่างๆ เช่น ศาล องค์กรอิสระ และสร้างความขัดแย้งเรื่องแก้ รธน.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีเงาว่าวันนี้ (16 ก.ค.) ว่า ได้มีการวิเคราะห์มาตรการของรัฐบาลที่ได้มีการประกาศไปเมื่อวานนี้ (15ก.ค.) โดยภาพรวมพรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยและสนับสนุนกับการที่รัฐบาลหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาค่าครองชีพของประชาชน และมีความพยายามที่จะไปลดต้นทุนทั้งที่เป็นต้นทุนของธุรกิจ และต้นทุนการครองชีพ
6 มาตรการเป็นแนวคิดที่คล้ายคลึงกับแผน 99 วัน หรือการนำเสนอของพรรคในช่วงที่ผ่านมา เช่น การช่วยเหลือคนใช้ไฟน้อย คนใช้น้ำน้อย การปลดเปลื้องภาระที่รัฐบาลไปเพิ่มให้กับผู้ใช้เชื่อเพลิงต่างๆ แม้แต่การไปค้นหาบริการที่เรียกว่า บริการสำหรับประชาชนที่อยากจนโดยเฉพาะ เช่นรถไฟชั้น 3 หรือ รถเมล์ร้อน นายอภิสิทธิ์ กล่าว และว่า พรรคประชาธิปัตย์ ขอตั้งข้อสังเกต 6 ประการ ดังนี้
ประการที่ 1. พรรค เห็นว่ามาตรการที่ได้นำเสนอมา ควรจะมีการช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมได้อีกจากแนวคิดของรัฐบาล เช่น กรณีก๊าชหุงต้มที่พรรคได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้ ว่า การตรึงราคาให้กับครัวเรือนนั้นถือว่าถูกต้องแล้ว แต่เรื่องเอ็นจีวี ที่ไม่มีความพร้อม น่าจะมีการตรึงราคาสำหรับภาคขนส่งไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการแยกตลาดขนส่งออกจากครัวเรือนขณะนี้ เชื่อว่าไม่มีความพร้อมในการที่จะมีมาตรการในการดูแลไม่ให้เกิดการถ่ายโอนระหว่างตลาด อาจกระทบถึงเรื่องความปลอดภัยของประชาชน ส่วนภาคอุตสาหกรรมนั้นไม่ขัดข้อง
ประการที่ 2. พรรคยังมีความเป็นห่วงในการปฏิบัติในบางมาตรการ เช่นมาตรการขึ้นรถร้อนฟรี คันเว้นคัน ว่าจะมีมาตรการในการดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ในการใช้บริการ หรือทำให้ประชาชนซึ่งไม่มีต้นทุนเฉพาะค่าโดยสาร แต่มีต้นทุนในเรื่องของเวลา ในที่สุดอาจเกิดภาวะไม่มีทางเลือก ขอให้มีความชัดเจนในการบริหารจัดการ
ประการที่ 3. มาตรการทั้งหมด ต้องใช้เงินงบประมาณ 4 -5 หมื่นล้านบาท ในระยะเวลา 6 เดือน แต่หลัง 6 เดือนพรรคอยากเห็นรัฐบาลไปเตรียมการเพื่อปรับเข้าสู่ระบบของคูปองคนจนอย่างแท้จริง เพื่อเป็นการใช้เงินภาษีของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด
ประการที่ 4 เงินที่ช่วยเหลือ 4-5 หมื่นล้านบาทเป็นเงินภาษี เงินจำนวนเงินนี้หายไปจากระบบที่เป็นงบประมาณของรัฐบาล รัฐบาลต้องช่างน้ำหนักให้ดีว่าการตัดใจใน 6 เดือนข้างหน้าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะถ้ารัฐบาลขาดรายได้ รัฐบาลชุดต่อไปจะไม่มีภาษีสรรพสามิตจากน้ำมันดีเซลต่อไป สิ่งหนึ่งที่พรรคอยากฝากรัฐบาลไว้คืออย่าคิดไปใช้วิธีรีดภาษีจากผู้ประกอบการรายย่อย
ประการที่ 5 แม้มาตรการทั้งหมดจะเป็นการช่วยบรรเทาความเดือนร้อนของประชาชน เฉพาะกลุ่มได้เฉพาะหน้า แต่ยังไม่มีมาตรการใดที่บ่งบอกได้ว่า ใน 6 เดือนข้างหน้า เศรษฐกิจไทยจะแข็งแรงขึ้น พรรคอยากเห็นสิ่งที่ควบคู่ไปกับมาตรการคือมาตรการประหยัดพลังงาน ที่เป็นรูปธรรมมากกว่าคำขอร้อง และที่สำคัญคือการวางแผน สำหรับใช้พลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทนในระยะยาว ซึ่งจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศต้องเร่งทำความชัดเจนควบคู่ไปด้วย ดังนั้นจึงขอให้มีการเร่งทำมาตรการระยะยาวเรื่องพลังงานออกมา
ประการที่ 6 ขอให้รัฐบาลมีสมาธิอยู่กับการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ และหยุดยั้งความคิดการตอบโต้ทางการเมือง การเข้าไปรบกับสถาบันต่างๆ เช่นศาล องค์กรอิสระ และสร้างความขัดแย้งเรื่องรัฐธรรมนูญ ขอให้เดินหน้าในการที่จะหามาตรการต่างๆ รวมทั้งรับข้อสังเกตอื่นๆ เพื่อให้การทำงานในการบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนมีประสิทธิภาพ และคุ้มค่ากับการที่เราสูญเสียรายได้ในเรื่องภาษีอากรที่จะนำมาพัฒนาในด้านอื่นๆ ต่อไป