เขาพระวิหารสถานการณ์ชายแดนบริเวณปราสาทพระวิหารส่อบานปลาย เขมร อ้างทหารไทยล้ำดินแดนอีก สั่งเพิ่มกำลังตรึงพื้นที่ ชี้สองฝ่ายพร้อมยิงตลอดเวลา ด้าน อนุพงษ์ ระบุทางออกใช้กลไกรัฐแก้ไขดีที่สุด ด้าน 3 คนไทยยังไม่กลับบ้าน ขอปฏิบัติธรรมต่อนอกรั้วประเทศ
สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา บริเวณพื้นที่ทับซ้อนเขาพระวิหาร อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ส่อเค้าบานปลาย หลังเจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุมตัว 3 คนไทย คือ พระคำพอง ฐิติธัมโม นายวิชาญ ทับซ้อน และ น.ส.ชนิกานต์ เก่านอก เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม แล้วปล่อยตัวในวันเดียวกัน ต่อมาทหารทั้งสองฝ่ายได้ตรึงกำลังรักษาการณ์ตามแนวตะเข็บชายแดนอย่างเข้มงวด
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 16 กรกฎาคม พระวิจิตร ญาณโสภโน เลขาธิการขบวนการพุทธศาสนาเพื่อมนุษยชาติ ซึ่งร่วมเดินทางไปพร้อมกับ นายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ และ พล.ต.กนก เนตระคเวสนะ ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี เพื่อเจราจาให้ทางการกัมพูชาปล่อยตัว 3 คนไทย กล่าวว่า ขณะนี้ 3 คนไทยสบายดี ไม่ได้ถูกควบคุมตัวแต่อย่างใด และทั้งหมดยืนยันที่จะขอปฏิบัติธรรมต่อที่วัดแก้วสิกขาคีรี สวาระ หรือวัดปราสาทพระวิหาร ร่วมกับพระชาวกัมพูชาที่จำพรรษาอยู่ 5 รูป เพื่อร่วมปฏิบัติธรรมสร้างสันติร่วมกันของทั้งสองประเทศ
"ความสัมพันธ์ของทหารทั้งสองประเทศยังคงราบรื่น พล.ต.กนก กับรอง ผบ.ฝั่งกัมพูชา มีท่าทีการเจรจาต่อกันด้วยดี ส่วน 3 คนไทยจะกลับออกมาเมื่อไรก็ได้ เพราะทางการกัมพูชาไม่ได้ควบคุมตัวไว้ ส่วนประเด็นการกดดันให้ชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่นั้น ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังรอฟังคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาระดับสูง ซึ่งกำลังเจรจากันอยู่" พระวิจิตรกล่าว
ด้านนายสมาน ศรีงาม แกนนำกลุ่มธรรมยาตราทวงคืนแผ่นดินไทย (เขาพระวิหาร) กล่าวว่า ตราบใดที่ยังไม่เห็นคนของเรากลับออกมา ก็ไม่สามารถมั่นใจได้ว่าจะปลอดภัย แม้จะถูกปล่อยตัวแล้วตามที่มีรายงานข่าว ทั้งนี้ ขอย้ำว่า เราไม่ได้ต้องการให้เขมรปล่อยตัวคนไทย แต่ต้องการให้ทหารไทยผลักดันชาวกัมพูชาออกจากชายแดนไทย และหลังจากที่ทั้งสามกลับออกมาจะพาไปแจ้งความดำเนินคดีที่ สภ.บึงมะลู อ.กันทรลักษ์ ข้อหามีชาวต่างชาติ (กัมพูชา) รุกล้ำอธิปไตย และกักขังหน่วงเหนี่ยวคนไทยไม่ว่ากรณีใดๆ ขอเรียกร้องให้ทหารไทยนำตัวทั้งสามคนกลับออกมาโดยทันที
"เขมร"อ้าง2ฝ่ายพร้อมยิงตลอดเวลา
ความเคลื่อนไหวของฝ่ายเขมร เมื่อเช้าวันเดียวัน นายฮัง โซธ ผู้อำนวยการองค์การแห่งชาติปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ออกมากล่าวหาซ้ำอีกว่า มีทหารไทยรุกล้ำเข้าไปในพรมแดนของกัมพูชา ที่บริเวณใกล้ปราสาทพระวิหารอีกเป็นวันที่ 2 โดยทหารที่ถูกส่งเข้าไปมีจำนวนมากกว่าเมื่อวันก่อน และยังไม่ยอมถอนกำลังกลับไป ในขณะที่ฝ่ายไทยและเขมรจะรื้อฟื้นการเจรจากันใหม่ในวันที่ 16 กรกฎาคม
ก่อนหน้านี้ นายเขียว กัณฤทธิ์ รัฐมนตรีกระทรวงข่าวสารของกัมพูชา แถลงเมื่อคืนวันที่ 15 กรกฎาคม ว่า มีทหารและพลเรือนไทย 170 คน รุกล้ำข้ามพรมแดนเข้ามาในฝั่งกัมพูชา แต่ไม่ได้ระบุว่าในจำนวนนี้เป็นทหารเท่าไร และเป็นพลเรือนเท่าไร ขณะที่ผู้บัญชาการกองกำลังรักษาพรมแดนของกัมพูชาอ้างว่า ในวันต่อมามีทหารไทยรุกล้ำเข้ามาในฝั่งกัมพูชาเพิ่มเป็นราว 200 นาย โดยทหารทั้งสองฝ่ายต่างเตรียมพร้อมยิงตลอดเวลา
"ผบ.ทบชี้ใช้กลไกรัฐแก้ไขดีที่สุด
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา
ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์ถึงปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่ทับซ้อน โดยเฉพาะชาวกัมพูชาที่เข้ามาอยู่อาจทำให้ไทยเสียพื้นที่ ว่า มันผิดตั้งแต่เริ่มสมมติฐานว่า มีความขัดแย้งกัน ซึ่งมันไม่ได้ เพราะพื้นที่ซับท้อนมีอยู่จริง จำเป็นจะต้องแก้ไขด้วยกลไกของรัฐ ต้องให้รัฐต่อรัฐแก้ไข ถ้าใช้กระบวนการอื่นก็จะเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะใช้คำว่าพูดกันไม่รู้เรื่อง ตนอยากให้ใช้กลไกของรัฐดำเนินการแก้ไข
ส่วนการดำเนินการของฝ่ายทหารเพื่อไม่ให้เกิดการกระทบกระทั่งระดับชาวบ้านในพื้นที่ ผบ.ทบ.กล่าวยืนยันว่า ขณะนี้ได้ทำอยู่แล้ว โดยร่วมมือกับข้าราชการในพื้นที่ ทั้งผู้ว่าฯ ตำรวจ พยายามสร้างความเข้าใจว่าประชาชนคนไทยด้วยกัน พยายามที่จะไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งตามแนวชายแดน ส่วนกรณีที่มีเสียงเรียกร้องให้ทหารผลักดันชาวกัมพูชาออกนอกพื้นที่ทับซ้อนนั้น พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ไม่น่าจะเป็นกลไกนั้น น่าจะเป็นการเจรจา และพูดจากันระหว่างประเทศ ถ้าจะใช้กำลังทหารจะส่งผลกระทบมาก เพราะต่างคนต่างอาจมีอะไรเกิดขึ้นจะสร้างความเสียหาย
เมื่อถามว่า ปัญหาดังกล่าวได้เกิดขึ้นมานานแล้วใช่หรือไม่ ผบ.ทบ.กล่าวว่า ปัญหามีอยู่นานแล้ว แต่ไม่ได้มีการพูดจากันเป็นเรื่องเป็นราว เพราะการปักปันเขตแดนยังไม่ถึงบริเวณจุดนี้ ขณะที่เหตุการณ์ล่าสุดที่คนไทยเข้าไปอยู่ในเขตพื้นที่ทับซ้อน จนอาจเกิดการปะทะกัน ทำให้กองกำลังสุรนารีส่งกำลังเข้าไปดูแลความเรียบร้อยมากขึ้น เกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์บานปลายหรือไม่ในอนาคต พล.อ.อนุพงษ์กล่าวยืนยันว่า ไม่น่าจะมีเหตุการณ์บานปลายในลักษณะนี้ และไม่น่าจะมีปัญหารุนแรงกว่านี้
เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยกับทางประเทศกัมพูชาหรือไม่ เพราะกัมพูชาอาจเกิดความไม่เข้าใจกรณีที่ประชาชนมีการเคลื่อนไหวตามแนวชายแดน พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่า ได้ให้ทหารในพื้นที่พูดคุยกันว่าอย่าใช้ความรุนแรง ทั้งนี้ หากมีอะไรเกินเลยไปจะต้องไม่ใช้ความรุนแรงปฏิบัติต่อกัน และความสัมพันธ์ระหว่างทหารในพื้นที่มีความเข้าใจกัน
"สถานการณ์ในพื้นที่ที่เกิดขึ้น เป็นธรรมดาเมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นก็จะต้องมีความหวงใย อยากให้ปัญหาได้รับความแก้ไข และจะต้องเป็นที่ยอมรับของทั้งสองประเทศ และประชาชนของทั้งสองประเทศ เป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการ" ผบ.ทบ.กล่าว
ผบ.ทอ.สงสัยเขมรมีสิทธิจับคนในพื้นที่ทับซ้อน
พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี 3 คนไทยลักลอบเข้าไปในเขตหวงห้าม จนถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาจับกุม ว่า ตนเป็นห่วง หากเราทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เช่น การเข้าเมือง การข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย แต่เป็นที่น่าฉงนสงสัยว่า พื้นที่ทับซ้อน ความจริงเป็นของใคร หากยังไม่มีอาณาเขตแล้ว เราเข้าไปและกัมพูชามาจับ เขามีสิทธิ์จะจับหรือไม่ และพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ยึดครองโดยพฤตินัยหรือไม่ พวกเราต้องไปช่วยกันหา แต่อยากฝากถึงทุกคนที่แสดงความหวังดีกับชาติ ว่าควรระมัดระวังตรงจุดนี้ เพราะอันตรายมาก เนื่องจากในพื้นที่มีกับระเบิดมาก และมีการเพิ่มเติมหรือไม่ไม่ทราบ อย่างไรก็ตาม ทางกองทัพอากาศได้จัดเครื่องบินเอฟ 16 บินลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้นอยู่แล้ว
มทภ.2ยันยังไม่เสริมกำลัง
ความคืบหน้ากรณีทหารไทยที่นำกำลังเข้าตรึงตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เหยียบกับระเบิดที่บริเวณภูมะเขือ ทางด้านทิศตะวันตกของปราสาทพระวิหาร ซึ่งห่างจากประตูเหล็กทางเข้าปราสาทพระวิหารไป 1 กิโลเมตร ส่งผลให้ ทหารพรานวิลัย อารมณ์ ทหารชุดปฏิบัติการกองร้อยทหารพรานที่ 2301 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขาขวาขาด ขณะนี้เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี พล.ท.สุจิตร สิทธิปะภา แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า กับระเบิดที่ทหารพรานวิลัยเหยียบนั้น เป็นการวางไว้ตั้งแต่ช่วงสงครามและยังเก็บกู้ไม่ได้ทั้งหมด ซึ่งจะดูแลทหารและญาติที่ได้รับบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด ส่วนการช่วยเหลือด้านอื่นๆ ทหารจะได้รับสิทธิกำลังพลของทางราชการ ยืนยันว่ากองทัพจะไม่ทอดทิ้งเด็ดขาด
พล.ท.สุจิตรกล่าวอีกว่า ได้สั่งการให้ทหารในสังกัดดูแลพื้นที่อย่างเข้มงวด โดยเฉพาะชายแดน จ.ศรีสะเกษ บริเวณผามออีแดง ปราสาทพระวิหาร หลังได้รับรายงานจากหน่วยข่าวกรองว่า กองกำลังทหารกัมพูชาได้เคลื่อนกำลังเสริมเข้ามาตามแนวชายแดนด้านเขาพระวิหาร รวมทั้งสอบสวนคนไทยทั้งสามที่ข้ามไปยังพื้นที่ทับซ้อน และโดนควบคุมก่อนจะถูกปล่อยตัว
ส่วนที่ทหารกัมพูชาเสริมกำลังตามแนวชายแดนบริเวณเขาพระวิหารนั้น แม่ทัพภาคที่ 2 กล่าวว่า ฝ่ายไทยยังไม่มีการเสริมกำลังแต่อย่างใด แต่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ทางทหารตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากกำลังพลที่มีอยู่ในขณะนี้ยังเพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่
"ในเรื่องพื้นที่ทับซ้อน ขณะนี้ไทยและกัมพูชาถือแผนที่คนละฉบับ และไม่เหมือนกัน ต่างเข้าใจว่าบริเวณดังกล่าวเป็นพื้นที่ของตนเอง ดังนั้น จึงจำเป็นจะต้องหารือกันเกี่ยวกับพื้นที่ดังกล่าวใหม่ ให้มีความชัดเจนว่าเป็นดินแดนของฝ่ายใด" พล.ท.สุจิตรกล่าว
เมียทหารพรานระบุสามีกำลังใจดี
ต่อมาเวลา 09.00 น. นางนิตยา อารมณ์ ภรรยาของทหารพรานวิลัย พร้อมลูกชาย 2 คน และเพื่อนบ้าน ได้เข้าเยี่ยมอาการที่ห้องไอซียู โรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ โดยแพทย์อนุญาตให้เข้าเยี่ยมประมาณ 20 นาที จากนั้น นางนิตยาเล่าถึงอาการของสามีว่า แพทย์ได้ตัดขาขวาของสามีแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรักษาบาดแผลไม่ให้ลุกลาม สามีกำลังใจดีมาก ไม่แสดงออกถึงความเจ็บปวด เพราะการบาดเจ็บครั้งนี้เกิดจากการทำหน้าที่รักษาอธิปไตยของประเทศ และขอให้ครอบครัวไม่ต้องเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งหากรักษาบาดแผลจนหายดีแล้ว ยังพร้อมที่จะไปปฏิบัติหน้าที่ทหารต่อไปด้วย และฝากบอกประชาชนไม่ต้องเป็นห่วง
"ฉันกับลูกไม่ได้เสียใจเพราะสามีทำเพื่อประเทศชาติ ส่วนการช่วยเหลือทางผู้บังคับบัญชายืนยันจะให้การดูแลครอบครัวอย่างเต็มที่ขณะยังรักษาตัว เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบด้านการเรียนของลูกที่ยังเรียนหนังสืออยู่ทุกคน ซึ่งคนโตเรียนระดับมหาวิทยาลัยแล้ว" นางนิตยากล่าว
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
