มาร์ค จวก หมัก เสียเวลา แจงเรื่องการเมืองมากเกินไป แทนที่จะใช้โอกาสแจงมาตรการช่วยเหลือประชาชน ทำให้บรรยากาศบ้านเมืองดีขึ้น แต่กลับคิด-พูดซ้ำเติมปัญหาบ้านเมืองตลอด และท้าทายฝ่ายต่างๆในสังคม ยัน ปชป. ยอมรับการตรวจสอบ ไม่คิดจะไปแทรกแซงหรือแก้รธน.ทำในสิ่งที่ตัวเองทำผิดให้เป็นถูก พร้อมป้องสื่อทำตามหน้าที่ไม่เข้าข้างใครหรือจงใจรายงานข่าวผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ระบุในรายการ สนทนาประสาสมัคร โดยใช้เวลานานเป็นพิเศษว่า ถือเป็นการออกรายการที่เสียเวลาไปมากกับการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายค้านและคนจำนวนมากในสังคมพยายามเตือนว่าอย่าทำ เพราะถ้านายกฯจะใช้เวลาเพียงสั้น ยืนยันว่าถึงเวลาแล้วจะต้องมีการปรับครม.ครั้งใหญ่ และยืนยันความมุ่งมั่นตั้งใจในการแก้ไขปัญหาต่างๆที่อยู่ในใจของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรมเป็นระบบชัดเจน หรือแม้แต่จะโฆษณาล่วงหน้าว่า วันที่ 15 ก.ค. จะมีการแถลงเกี่ยวกับมาตรการในการช่วยเหลือประชาชน ก็น่าจะช่วยให้บรรยากาศและทุกอย่างดีขึ้นมาก แต่ประเด็นเหล่านี้ถูกบดบังไปด้วยวิธีการคิดและพูดของนายกฯที่เป็นตัวซ้ำเติมปัญหาของบ้านเมืองมาตลอด คือยังมีความพยายามท้าทายฝ่ายต่างๆในสังคมตลอดเวลา ถึงขั้นบอกว่าจะต้องไม่ไว้วางใจสื่อ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ และที่อ้างว่าไม่มีรัฐธรรมนูญมาตราไหนห้าม
ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า ความจริงแล้วนายกฯเป็นนักกฎหมาย และกฎหมายมหาชนก็ไม่เหมือนฎหมายเอกชน คือ กฎหมายเอกชนทำอะไรไม่ห้าม ทำได้ แต่กฎหมายมหาชนเวลาเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อะไรที่เขาบอกไม่ให้ทำ ก็ไม่ให้ทำ ไม่ใช่หน้าที่ของนายกฯ และจะมาอ้างว่าสื่อไม่สามารถที่จะเสนอความคิดมุมมองของนายกฯได้อย่างเที่ยงตรง ตนก็จะทวงถามบ้างว่าถ้าตนจะขอสิทธิ์ ออกทีวีเหมือนที่ขอไปสมัย นายจักรภพ เพ็ญแข เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ ทำไมรัฐบาลไม่อนุญาตบ้าง หรือนายกฯคิดว่าสื่อรายงานความคิดเห็นของนักการเมืองตรงอยู่ฝ่ายเดียว คือ ฝ่ายค้าน ตนเชื่อว่าสื่อทำหน้าที่ตามหน้าที่ของตนเอง ไม่ได้มีความคิดว่าจะต้องเข้าข้างหนึ่งข้างใด หรือจงใจที่จะรายงานให้ผิดไปจากความเป็นจริงไม่ว่าจะเป็นเรื่องของใครก็ตาม
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความน่าเป็นห่วงว่านายกฯจะอ้างระบบประชาธิปไตยเพียงครึ่งเดียว คือ ที่มาของนายกฯที่บอกว่าเข้าตามตรอกออกตามประตู ที่จริงแล้วกระบวนการทั้งหลายที่เกิดขึ้นกับรัฐบาลในขณะนี้ก็คือประตู เพราะในระบอบประชาธิปไตย การเข้ามาต้องมาตามกระบวนการของการเลือกตั้ง ความเห็นชอบของประชาชน แต่เมื่อเข้ามาแล้วจะอยู่ได้หรือพ้นไปมีเงื่อนไขกติกาของฎหมายและรัฐธรรมนูญว่า ถ้าไปละเมิดกฎหมายก็ย่อมจะต้องถูกตรวจสอบ และสามารถที่จะพ้นจากตำแหน่งตามกลไกเหล่านั้นได้
รัฐบาลต้องยอมรับการตรวจสอบ พวกผมเป็นฝ่ายค้านก็ต้องยอมรับการตรวจสอบ แม้แต่เรื่องที่นายกฯหยิบยกขึ้นมาว่า พรรคการเมืองใหญ่หรือพรรคประชาธิปัตย์อาจจะถูกยุบ หรือแม้แต่ไปเทียบเคียงว่า สมัยหนึ่งศาลรัฐธรรมนูญต้องมาวินิจฉัยหนังสือที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ทำไปถึงไอเอ็มเอฟ ผมก็ต้องบอกว่าในทุกกรณีนายกฯไม่เห็นความแตกต่าง หรือว่าพรรคประชาธิปัตย์ยอมรับการตรวจสอบ ไม่ผิดก็คือไม่ผิดไม่คิดจะไปแทรกแซง ไม่คิดจะไปแก้รัฐธรรมนูญ หรือแก้กฎหมายทำในสิ่งที่ตัวเองทำผิดให้เป็นถูก แต่บังเอิญศาลรัฐธรรมนูญ หรือกลไกต่างๆวินิจฉัยว่าไม่ผิดแล้วจะมาเทียบเคียงได้อย่างไรกับกรณีที่เขาวินิจฉัยว่าผิด เป็นคนละเรื่องกัน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เรื่องที่คนของพรรคประชาธิปัตย์เคยถูกวินิจฉัยว่าผิด คือ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ อดีตเลขาธิการพรรค เราก็ต้องยอมรับ และอดีตเลขาธิการพรรคก็ไม่เคยที่จะพยายามขัดขวางการตรวจสอบ แต่ยอมรับมติและแสดงสปิริต แม้จะถูกเพิกถอนสิทธิ์ไป 5 ปีท่านก็รอจนครบเวลา จนกลับมาสู่การเมือง ไม่เคยต้องไปร้องเรียน ร้องทุกข์ หรือบ่นอะไรกับใคร นี่คือแบบอย่างของนักการเมืองที่อยากจะชี้ให้เห็นมาเป็นมาตรฐานที่แตกต่างกัน
ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวว่า การทำหน้าที่การตรวจสอบของฝ่ายค้านในขณะนี้ นายกฯก็มีสิทธิ์วิจารณ์แต่ไม่ควรเบียดเบียน เช่น กรณีปราสาทเขาพระวิหาร ใครที่ฟังตนอภิปรายตั้งแต่ต้นจนถึงเวลานี้ เราจะพูดตลอดว่า เป้าหมายสำคัญที่สุดคือการรักษาสัมพันธ์ที่ดีระหว่างรัฐบาล และประชาชนสองประเทศ วิธีที่ดีที่สุดคือความโปร่งใส ตรงนี้ไม่อยากให้นายกฯบิดเบือนอีกต่อไปว่า คนที่ตรวจสอบเรื่องนี้เป็นคนที่ต้องการสร้างปัญหาระหว่างประเทศเพราะไม่เป็นความจริง แต่คนที่สร้างปัญหาขณะนี้คือคนที่ปกปิดและดำเนินการไม่โปร่งใส จนทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศคลางแคลงใจกับข้อตกลงต่างๆที่เกิดขึ้น
หลังบ้าน ตร.ไทยกับภารกิจส่งกำลังบำรุง !
ตามไปดูภารกิจหลังบ้านตำรวจ ในฐานะกองส่งกำลังบำรุง และการทำงานสาธารณประโยชน์ เพื่อน้องๆ เด็กนักเรียนในจังหวัดห่างไกล กับโครงการปันจักรยานให้น้อง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
