ที่ห้องพิจารณาคดี 809 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 14 ก.ค.51 เวลา 13.30 น. ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดีนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายการุณ หรือเก่ง โหสกุล ส.ส. กทม.พรรคพลังประชาชน เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา สืบเนื่องจากกรณีเมื่อวันที่ 3 เม.ย.51 นายการุณ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์รายการวิทยุคลื่น FM. 90.5 ทำนองว่า นายสมเกียรติใช้วาจาหยาบคายด่าทอ ระหว่างการอภิปรายในสภา เมื่อวันที่ 2 เม.ย. จนกระทั่งเกิดเหตุนายการุณ ทำร้ายร่างกายนายสมเกียรติโดยวันนี้นายสมเกียรติ โจทก์ เดินทางมาศาลเพื่อเตรียมเบิกความ อย่างไรก็ตามก่อนเริ่มการไต่สวน ศาลเสนอแนวทางให้สองฝ่ายไกล่เกลี่ยประนีประนอมกัน ซึ่งโจทก์แสดงความประสงค์ให้จำเลยกล่าวขอโทษต่อหน้าศาล พร้อมทั้งตีพิมพ์ข้อความขอโทษลงหนังสือพิมพ์ จำนวน 1 ฉบับ แต่ทนายความจำเลยได้โทรศัพท์แจ้งแนวทางการเจรจาให้นายการุณ ทราบแล้ว ทนายความแถลงต่อศาลว่าจำเลยรับข้อเสนอที่จะให้กล่าวขอโทษต่อหน้าศาล แต่ไม่ยินยอมตีพิมพ์ข้อความขอโทษลงหนังสือพิมพ์ การเจรจาจึงไม่สามารถตกลงกันได้ ศาลจึงสั่งให้ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้อง
ต่อมานายสมเกียรติ โจทก์ จึงขึ้นเบิกความเป็นพยานปากแรก สรุปว่า เมื่อวันที่ 2 เม.ย. 51 จำเลยทำร้ายร่างกายโจทก์ด้วยการใช้เท้าถีบบริเวณท้องน้อย เหตุเกิดภายในอาคารรัฐสภา ต่อมาวันที่ 3 เม.ย.5 1 จำเลยได้ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ทางสถานีวิทยุ 90.5 ทำนองว่า โจทก์ใช้วาจาหยาบคาย และกล่าวหาว่าเป็นพวกปลุกปั่นระดมฆ่า มาจากการล้มล้างระบอบประชาธิปไตย มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร โดยในวันเดียวกันจำเลยยังให้สัมภาษณ์ผ่านโทรศัพท์ในรายการ สยามเช้าวันนี้ ออกอากาศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 5 ทำนองว่า โจทก์ขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ประกาศว่า ตนเองเป็นคนกู้ชาติ ที่ทำให้เกิดการปฏิวัติ แล้วได้รับเลือกจากพรรคประชาธิปัตย์ให้เข้าสู่กระบวนการเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เข้ามาทำงานในสภา ซึ่งการกระทำของจำเลยทำให้โจทก์เสื่อมเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง ทำให้ผู้ได้ฟังเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนไม่ดี ประพฤติตนไม่เหมาะสม ปลุกระดมให้มีการฆ่า และทำลายประชาชน ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ทั้งที่ความจริงแล้วโจทก์ยึดมั่นในวิถีทางที่เป็นประชาธิปไตย
ภายหลังนายสมเกียรติ เบิกความเสร็จสิ้นแล้ว นำพยานขึ้นเบิกความอีก 2 ปาก ประกอบด้วย นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายยุทธยงค์ ลิ้มเลิศวาที ผู้ดำเนินรายการสภากาแฟของสถานีโทรทัศน์ เอเอสทีวี ซึ่งพยานทั้งสอง เบิกความทำนองเดียวกันว่า การให้สัมภาษณ์ของจำเลยทำให้ประชาชนทั่วไปที่ได้รับฟัง เกิดความเกลียดชัง เข้าใจว่าโจทก์ประพฤติตนไม่เหมาะสม ไม่ควรคบค้าสมาคมด้วย ทั้งที่ความจริงโจทก์เป็นบุคคลที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม เครือข่ายเกษตรกรและคนยากจน
ขณะที่ทนายความจำเลย พยายามซักถามพยานโจทก์ทั้งสามปากว่า การที่จำเลยพูดข้อความดังกล่าว ทำให้ประชาชนมาฟังแกนนำพันธมิตรฯ น้อยลงหรือไม่ และทำให้ความน่าเชื่อถือต่อตัวโจทก์ลดลงหรือไม่โจทก์ ซึ่งพยานโจทก์ทั้งสามปาก เบิกความไปในทางเดียวกันว่า ไม่ได้ทำให้ประชาชนมาฟังน้อยลง ซึ่งคนที่ใกล้ชิดและรับทราบข้อมูล ข้อเท็จจริง ยังคงเชื่อถือโจทก์เหมือนเดิม แต่สำหรับประชาชนทั่วไปที่ไม่ทราบข้อเท็จจริง อาจไม่เชื่อถือโจทก์
ทั้งนี้ภายหลังศาลไต่สวนพยานโจทก์ทั้งสามปากแล้ว ได้นัดฟังคำสั่งวันที่ 23 ก.ค.นี้ เวลา 10.00 น.
หลังบ้าน ตร.ไทยกับภารกิจส่งกำลังบำรุง !
ตามไปดูภารกิจหลังบ้านตำรวจ ในฐานะกองส่งกำลังบำรุง และการทำงานสาธารณประโยชน์ เพื่อน้องๆ เด็กนักเรียนในจังหวัดห่างไกล กับโครงการปันจักรยานให้น้อง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
