บัวแก้ว แนะไทยควรเข้าร่วม ICC บริหารจัดการพื้นที่ปราสาทพระวิหาร เป็นการรักษาสิทธิและรักษาผลประโยชน์ของประเทศปราสาทพระวิหาร
(13ก.ค.) นายพิษณุ สุวรรณชฏ รองอธิบดีกรมเอเชียตะวันออก แถลงถึงมติคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ที่ระบุในข้อ 14 ให้มีการร้องขอให้รัฐภาคีกัมพูชา โดยการประสานงานกับยูเนสโก ให้จัดการประชุมคณะกรรมการประสานระหว่างประเทศ (International coordinating committee : ICC) เพื่อรักษาและพัฒนาทรัพย์สินภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2009 โดยเชิญรัฐบาลไทยและหุ้นส่วนระหว่างประเทศอีกไม่เกิน 7 ประเทศหรือองค์กร เพื่อตรวจสอบนโยบายทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาคุณค่าอันเป็นสากลของทรัพย์สิน
โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการอนุรักษ์สากลว่า แนวทางการจัดตั้ง ICC เป็นเจตนารมณ์ของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยมีส่วนร่วมเข้าไปให้ความช่วยเหลือบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาปราสาทพระวิหาร ขณะเดียวกันให้ไทยตรวจสอบนโยบายเกี่ยวกับการพัฒนา เพื่อจะเป็นการรักษาสิทธิที่ไทยพึ่งได้รับในอนาคต
นายพิษณุ กล่าวว่า ในมติคณะกรรมการมรดกโลกระบุชัดเจนว่า ไม่ได้บังคับฝ่ายไทยให้เข้าร่วม แต่ร้องขอให้กัมพูชาเชิญไทยเข้าใน ICC ส่วนไทยจะเข้าร่วมหรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการแห่งชาติ ว่าด้วยอนุสัญญาคุ้มครองมรดกโลก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะพิจารณาใคร่ครวญถึงผลประโยชน์หากไทยเข้าร่วมหรือไม่ ทั้งนี้ได้มีการรายงานให้รัฐบาล ทราบถึงมติที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก และการดำเนินงานของฝ่ายไทยทั้งหมดเป็นระยะๆ จึงเข้าใจว่า สาธารณชนและรัฐบาลจะมีการรับรู้ในเรื่องดังกล่าวชัดเจนขึ้น
ในแง่ทัศนะของกระทรวงการต่างประเทศต่อการเข้าร่วม ICC หรือไม่ ผมคิดว่า ถ้าไทยเข้าไปร่วมด้วยก็มีสิทธิที่จะรับรู้และแสดงความคิดเห็นต่อการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ หากมีการล่วงล้ำอธิปไตยของไทย เราก็จะสามารถดำเนินการคัดค้านตามช่องทางปกติได้ทันถวงที หรือใช้ช่องทางการทูตแสดงความเห็นก็ได้ นายพิษณุกล่าว
นายพิษณุ กล่าวด้วยว่า ส่วนอำนาจหน้าที่ของ ICC เป็นเรื่องของการตรวจสอบนโยบายทั่วไป ในการคุ้มครองและรักษาคุณค่าอันเป็นสากลของปราสาทพระวิหาร ไม่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ใดๆ ที่นอกเหนือจากที่มีการระบุในข้อ 9 ที่ว่า เฉพาะเพียงปราสาทพระวิหารไม่รวมชะง่อนเขาที่มีพื้นที่กว้าง หน้าผาหรือถ้ำต่างๆ
นายพิษณุ กล่าวอีกว่า ส่วนมติของคณะกรรมการมรดกโลกที่ระบุให้กัมพูชาส่งเอกสารเป็นแผนที่ชั่วคราว แผนที่กำหนดขอบเขตของเขตกันชน และรายงานความคืบหน้าเกี่ยวกับการเตรียมแผนบริหารจัดการภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ซึ่งในส่วนของไทยคงต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด คงไม่อาจตอบได้ว่าเมื่อไร
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผู้นำฝ่ายค้านแสดงความเป็นห่วงแผนบริหารจัดการร่วมของ ICC นายพิษณุ กล่าวว่า เป็นเรื่องทางเทคนิคของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งในมติข้อ 15 ได้มีการระบุข้อร้องขอให้กัมพูชาต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง เกี่ยวกับแผนบริหารจัดการ ซึ่งประเด็นสำคัญ เมื่อมีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ผู้แทนไทยจากทุกฝ่ายได้มีถ้อยแถลงคัดค้านและไม่สามารถสนับสนุนข้อมติทั้งหมดของคณะกรรมการมรดกโลก รวมทั้งไม่รับรองเอกสารทั้งหมดที่ได้ประกอบการขึ้นทะเบียนมรดกโลก ฉะนั้นหลังจากนี้คงเป็นเรื่องภายในฝ่ายไทยต้องพิจารณาให้รอบคอบว่า การดำเนินการอย่างไรต่อไปในอนาคต
ข้อถามที่ว่า มองอย่างไร ต่อกรณีที่จะมีการร้องต่อ ปปช. เพื่อดำเนินคดีอาญาคณะรัฐมนตรี และข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว นายพิษณุกล่าวว่า ไม่อยู่ในฐานะที่จะตอบได้ โดยส่วนตัวเชื่อว่า ทุกอย่างมีกระบวนการของมันอยู่แล้ว
ส่วนกรณีที่ มีกลุ่มคนไทยได้ชุมนุมขับไล่กลุ่มคนกัมพูชาที่พักอาศัยในพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหาร โดยให้เวลาถึงวันที่ 21 กรกฎาคม นี้ ในการย้ายออกไปจากพื้นที่ ไม่ฉะนั้นจะเข้ารื้อถอนชุมชนของคนกัมพูชา จะส่งผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหรือไม่ นายพิษณุ กล่าวว่า ในแถลงการณ์ของคณะผู้แทนไทยต่อคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ได้ระบุชัดเจนว่า ประเด็นปราสาทพระวิหารเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์ในด้านต่างๆ ของสองประเทศ ซึ่ง 2 ฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกัน และไม่ว่าผลที่เกี่ยวกับปราสาทพระวิหารจะเป็นอย่างไร ทางรัฐบาลไทยจะดำเนินการอย่างเต็มที่ในการรักษาความสัมพันธ์ให้ก้าวหน้าต่อไป อีกทั้งถ้อยแถลงของนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ก็ระบุเช่นเดียวกันว่า กัมพูชาจะดำเนินการความสัมพันธ์อย่างฉันมิตรกับไทยต่อไป
ด้านนายวรเดช วีระเวคิน รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวว่า ทางการไทยมีมาตรการชั่วคราว ที่จะดำเนิน เพื่อรักษาความสงบในพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณเขาพระวิหาร ในการป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะที่นำไปสู่การเผชิญหน้ากัน ที่จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในอนาคต
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
