(13ก.ค.) เวลา 10.15 น. ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคประชาชน แถลงข่าวสถานการณ์การเมือง ว่า จุดยืนของพรรคเห็นตรงกันว่า จะไม่มีการตัดสินใจให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรค ลาออก ยุบสภาและให้ยืนหยัดต่อสู้อย่างไม่เกรงกลัวคือ ไม่ออก ไม่ยุบ ไม่กลัว และดำเนินการไปต่อเนื่อง เพราะเข้าใจว่าการปั่นป่วนทางการเมืองตอนนี้ที่เล่นไม่เลิก เนื่องจากพันธมิตรเพื่อประชาธิปัตย์ และ ส.ว.แต่งตั้งที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอำนาจการบริหารโดยอาศัยกลไกที่มิได้อยู่ในสภา และบทบาทของรัฐธรรมนูญพิกลพิการเป็นเครื่องมือ เพื่อให้มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจและต้องการให้การเมืองหยุดชะงักเพื่อเปลี่ยนขั้วอำนาจ แม้หลายคดีที่ตัดสินไปแล้วนั้นถือว่าสร้างบรรทัดฐานในแต่ละคดีเช่น คดีนายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรมว.สาธารณสุข แจ้งบัญชีทรัพย์สินไม่ครบถ้วนและไม่ทันเวลา แม้เรื่องนี้ไม่มีเจตนา แต่ศาลก็ตัดสินว่า แม้ไม่มีเจนาก็ขาดคุณสมบัติ เรื่องแบบนี้ถือว่าเป็นบรรทัดฐาน และกลไกรัฐธรรมนูญเขียนไว้ศาลต้องตัดสินตามคำร้อง และอีกหลายเรื่องที่พยายามให้ศาลตัดสินโดยอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญร่างร่างไว้บนความอคติและมุ่งหมายให้การตัดสินของศาลมีผลต่อการหยุดชะงักของอำนาจการบริหาร พรรคก็จะพยายามพิสูจน์ว่าอำนาจบริหารนั้นยังมีดุลอย่างสมบูรณ์ในประชาธิปไตยร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การไม่ยุบสภานั้น เพราะสภาผู้แทนฯมาจากการเลือกตั้งของประชาชนและโยงไปยังฝ่ายบริหาร ฉะนั้นหากมาตรการและอำนาจอื่นมาทำให้เกิดการยุบสภา จะเกิดปัญหาว่าดุลแห่งอำนาจอยู่ตรงไหน ส่วนคำว่าไม่กลัวนั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญหลายมาตรามีเจตจำนงทำลายล้างและผิดหลักฎหมายทั่วไป เพราะกฎหมายอาญาบอกว่าปล่อยคนบริสุทธิ์ 10 คนดีกว่าจับคนผิดไว้ 1 คน แต่รัฐธรรมนูญมาตรา 237 วรรค 2 ใชหลักว่า จับคนบริสุทธิ์ 10 คนดีกว่าปล่อยผิด 1 คน เท่ากับว่าหลักบิดเบี้ยวมาก
เมื่อพรรคเสนอมุมมองทางกฎหมายไปแบบนี้จะโดนพรรคประชาธิปัตย์ตอบโต้เช่น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรค ที่ระบุว่าไม่อยากให้รัฐบาลโทษรัฐธรรมนูญ และอ้างว่าเขียนมาดีแล้ว มาตรานั้นเขียนไว้เพื่อให้กลัวและไม่ซื้อเสียงนั้น ตนขอถามกลับว่า หากไม่โทษและไม่กลัวมาตรานี้ ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ลดกรรมการบริหารพรรคเหลือ 15 คนทำไม และแสดงเจตนาว่า หากบทบัญญัตินี้ยังอยู่ ถ้ากรรมการบริหารพรรคซื้อเสียงจะโดนยุบพรรค แสดงว่าพรรคนั้นปากกล้าขาสั่น ลนลานลดกรรมการบริหารพรรค เพราะมาตรานี้บังคับใช้ก่อนวันเลือกตั้งปีที่แล้ว แต่ตอนนี้มีการร้องเรียนซื้อเสียงเต็มไปหมด เพียงแต่พรรคใดโดนร้องเรียนแล้วโดนตัดสิน และพรรคไหนโดนร้องเรียนแต่รอด การซื้อเสียงนั้นแม้มีมาตรานี้นักการเมืองก็ไม่เกรงกลัวเท่าใด เช่น การจับเงิน 1.3 ล้านบาท จ.เพชรบูรณ์ที่น่าจะได้ใบแดงแต่กลับรอดไป ตรงนี้ถือว่าโชคดี และบุคคลฝ่ายบริหารของพรรคใหญ่แจกตั๋วหนังและปราศรัย โดยมีการบันทึกเทปไว้แล้ว โดย กกต.อุบลฯสรุปให้ใบแดงนั้น ตรงนี้ถามว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่กลัวรัฐธรรมนูญนั้น เพราะอะไร เพราะรัฐธรรมนูญดีหรือภูมิคุ้มกันดีกว่าคนอื่น ตรงนี้น่าสงสัย
ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า มาตรานี้ไม่ทำให้การซื้อเสียงลดลงแล้วนั้น ยังมีการร้องเรียนหวังผลเพื่อกลั่นแกล้งกันเยอะ การทำโทษหนักๆแบบนี้เพื่อหวังว่าการซื้อเสียงจะหมดไปนั้น มันไม่แตกต่างกับโทษประหารชีวิตฆาตรกรฆ่าข่มขืน แม้มีโทษแบบนี้ แต่ความจริงนั้นการฆ่าข่มขืนยังมีอยู่ประจำ แสดงว่ากฎหมายที่ลงโทษหนักๆไม่ช่วยให้สิ่งที่ต้องการเกิดขึ้น แต่เปิดช่องให้ร้องเรียนกลั่นแกล้งกัน เพียงแต่พรรคใดเข้ากับใครได้และเชื่อมโยงกันมันอาจได้เกราะกำบัง ดีกว่าคนอื่น ขอถามว่า พรรคประชาธิปัตย์หวังใช้กฎหมายที่ผิดเพี้ยนแบบนี้แสดงว่าหวังจะใช้หลักกฎหมายนี้ทำลายคนอื่น และยังเล่นไม่เลิกคือใช้มาตราการในรัฐธรรมนูญหลายเรื่องหวังให้รัฐบาลหยุดทำงาน แต่ตราบใดที่ยังไม่เปลี่ยนขั้วอำนาจทางการเมือง คือพรรคร่วมรัฐบาลจับมือกันแน่น ไม่เปลี่ยนไป มันก็เปลี่ยนขั้วอำนาจไม่ได้
ร.ท.กุเทพกล่าวว่า คำพิากษาของศาลจะสร้างบรรทัดฐานที่ต้องยอมรับต่อไป เช่น ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า หกากจะทำแถลงการณ์ร่วมและสนธิสัญญานั้นต้องผ่านรัฐสภา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตัดสินคดีนายยงยุทธ ติยะไพรัช ไปพบกำนันและผู้ใหญ่บ้านนั้น หากต่อไปนักการเมืองไปพบคนเหล่านี้ต้องระวังมาก มีการถายภาพและพิสูจน์อื่นๆไม่ได้เลยอาจจะโดนใบแดง เพราะมีการสรุปว่าไปซื้อเสียง ฉะนั้นจากนี้จะทำไมได้ และมาตรการทางศาลที่โดนนำมาใช้นั้น เรามองว่าเป็นบรรทัดฐานทางคดี ที่ต้องเคารพ แต่ไม่ควรมีผลกับการหยุดและเปลี่ยนขั้วอำนาจบริหาร หากหกพรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือให้ดี ยึดมั่นกัน ดุลในสภาจะไม่เปลี่ยนเพราะจะไม่มีการยุบสภา หากไม่ยุบสภา ส.ส.ก็จะอยู่ในวงนั้น ใครโดนตัดสิทธิก็ไปเลือกคนอื่นมาแทน พรรคใดส่งใครก็ช่วยกัน ฉะนั้นดุลอำนาจบริหารและนิติบัญญัติที่ยึดโยงกับประชาชนจะไม่กระทบกระเทือนจากมาตรการของอำนาจอื่น พรรคประชาธิปัตย์ก็ปหลงกลเล่นเกมกับพันธมิตรฯและส.ว.แต่งตั้งจนทำให้เกิดความปั่นป่วนทางการเมือง
เมื่อถามว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกฯและหัวหน้าพรรค กล่าวในรายการสนทนาประสาสมัครว่า จะปรับ ครม.ใหญ่ พรรคจะรอนายสมัครหารือในเรื่องนี้หรือจะมอบอำนาจเด็ดขาดให้นายสมัคร ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า การปรับ ครม.นั้นสามารถทำได้ตลอดเวลา ตราบใดที่นายกฯเห็นว่าควรเปลี่ยน และอธิบายสถานการณ์ในขณะนั้นคือการปรับ ครม.เป็นอำนาจสิทธิของนายกฯที่จะเลือกใครมาทำงาน และข้อบังคับพรรคนั้น นายสมัครต้องนำเรื่องนี้มาแจ้งให้กรรมการบริหารพรรคหารือและให้ความเห็นชอบ เพราะพรรคตระหนักปัญหาและวิกฤตในตอนนี้ สมาชิกพรรคก็เห็นว่าตำแหน่งใน ครม.นั้น ไม่ใช่สิ่งหอมหวาน แต่เป็นทุกขลาภด้วยซ้ำ
เพราะคนที่เข้าไปนั้นต้องทำงานหนักและโดนกติกาพิกลพิการตรวจสอบ จนตั้งตัวไม่ติด เช่นนายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯที่ลาออกไป ถือว่ามีผลงานในการเปลี่ยนแปลงหน่วยงานให้ดีขึ้น นายนพดล ปัทมะ อดีตรมว.ต่างประเทศนั้น นายปองพล อดิเรกสาร ประธานกรรมการมรดกโกลประจำประเทศไทยก็ไปอธิบายให้ฝ่ายค้านฟังชัดเจนว่า สิ่งที่กระทำไปนั้นไม่มีการเสียหายใดๆ ดินแดนก็ไม่ได้เสียไป แม้จะไม่ไปตกลง แต่มันก็จะออกมาแบบนี้ เพราะกัมพูชาลอบบี้ไว้หมดแล้ว ใครมาเป็นรัฐบาลก็เจอแบบนี้ เมื่อนายนพดลเข้ามาเกี่ยวข้องก็โดนกลเกมการเมืองแบบนี้และตั้งประเด็นอีกว่า จะไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด จะทำให้ตายไปเลย คือฟ้องอาญา มันรุนแรงแบบนี้ และเป็นแบบนี้แล้วใครจะอยากเข้ามาเป็นรัฐมนตรีบ้าง และพรรคก็บอกว่า รัฐมนตรีอย่ากังวลเลย และพรรคนั้นคิดและมอบอำนาจให้นายสมัครใช้อำนาจเต็มที่ในการหาคนเหมาะสมมาแก้ปัญหาให้ประชาชน ร.ท.กุเทพ กล่าว
เมื่อถามว่า ที่ผ่านมานายสมัครบอก ว่า ครม.ขี้เหร่ หากจะปรับ ครม.ใหญ่นั้น จะแก้ไขอย่างไร ร.ท.กุเทพ กล่าวว่าขึ้นอยู่กับนายสมัครเพราะนายสมัครรู้ดีที่สุด พรรคจะไม่เสนอแนะใดๆทั้งสิ้น ยอมรับว่าสภาพที่ผ่านมา ครม.ทำงานไปสามเดือน ผลงานมันก็ยังวัดไม่ได้ เพราะรัฐมนตรีต้องการเวลาทำงาน แต่นายสมัครจะปรับเปลี่ยนอย่างไรก็เป็นสิทธิของนายสมัคร พรรคจะไม่เสนอแนะใดๆ การปรับ ครม.เป็นมาตรการหนึ่งในการรักษาอำนาจบริหารให้คงอยู่ต่อไปเพื่อทำประโยชน์แก้ไขปัญหาให้ประชาชน อำนาจนี้จะอยู่ไปมิได้เมื่อนิติบัญญัติไม่สามารถรองรับอำนาจบริหารได้ เช่นพรรคร่วมรัฐบาลไม่เห็นพ้องที่จะอยู่ร่วมกัน ตกลงใจแยกหนีจากกัน เกิดสภาพอำนาจนิติบัญญัติปั่นป่วนและถึงขนาดสภาอยู่ไม่ได้ต้องยุบสภา เพราะอำนาจบริหารอยู่ต่อไปไม่ได้ แต่วันนี้เข้าใจว่าพรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่น ครองเสียงข้างมาก แม้เกิดปัญหาและคดีใดๆก็มิได้ตัดสิทธิว่าพรรคนั้นจะไม่ได้ ส.ส.เพิ่ม เพราะยังส่งผู้สมัคร ส.ส.ลงเลือกตั้งได้ จำนวน ส.ส.ก็เท่าเดิม หากยังไม่ยุบสภาก็เดินหน้าต่อไปได้ ฉะนั้นการปรับ ครม.ให้อำนาจบริหารดูดี ป็นที่ยอมรับ มันคือหัวใจสำคัญที่นายกฯต้องพิจารณาอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า มีกระแสข่าวว่า พรรคจะดึงคนนอกมาร่วมงานในครม.ใหม่ เพื่อลดปัญหาเสียงวิจารณ์ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่านายสมัครเป็นคนพิจารณาและเป็นไปได้ทุกทาง อย่าลืมว่าบุคคลที่มองอำนาจบริหาร และ ครม.ตอนนี้คงมองปัญหาไม่แตกต่างกัน เพราะต้องสละเงื่อนไขอีกเยอะ เพราะมีกฎหมาย 7 ชั่วโคตร มีผลบังคับ บางครั้ง คนดีและมีความสามารถไม่อยากมาแปดเปื้อน เพราะกติกานี้แหละ อย่าบอกว่าพรรคโทษรัฐธรรมนูญที่พิกลพิการเช่นนี้นั้น เพราะมันให้การเมืองมีปัญหา แม้พรรคประชาธิปัตย์จะมองวง่าไม่มีปัญหาและเทิดทูน แต่พรรคมองว่า เมื่อมีปัญหาแบบนี้คนดี คนมีความรู้เจอกติกาแบบนี้ก็ไม่อยากแปดเปื้อน
เมื่อถามว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะปรับ ครม.ด้วยไหม ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่นายสมัครคงจะหารือแล้วและพิจารณาเอง พรรคสนับสนุนทุกมาตรการที่นายสมัครดำเนินการ เพราะวิกฤตตรงนี้หากพวกเรามีเงื่อนไขวิ่งเต้นจนปั่นป่วนจะยิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ นักการเมืองของพรรคร่วมรัฐบาลคงรู้สึกไม่แตกตต่างกันเพราะวันนี้ต้องรักษาอำนาจประชาชนให้ยาวนานที่สุดเพื่อพิสูจน์ดุลอำนาจสามฝ่ายนั้นยังมีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย และ พรรคไม่ต่อต้านคนนอก นายสมัครพิจารณาบุคลที่เห็นสมควรแล้ว คนดีมีความสามารถมาช่วยบ้านเมืองพรรคจะเป็นสะพานที่เชื่อมให้เข้ามาทำงานและเปิดประตูกว้าง
เมื่อถามว่า นายสมัครพูดชัดเจนว่า หากเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทันที พรรคจะยื่นญัตติซ้ำหรือไม่ รท.กุเทพ กล่าวว่า เข้าใจว่า กมธ.วิสามัญศึกษาและแก้ไขรัฐธรรมนูญกำลังทำงานอยู่ รวมทั้งต้องพรบ . ประชามติที่กำลังพิจารณานั้น เข้าใจว่าการเปิดประชุมสภาสมัยนิติบัญญัตินี้ อาจจะมีความชัดเจนขึ้นว่ามีประเด็นอะไรที่ไปศึกษาแล้วเป็นปัญหา ที่จะแก้ไขได้ อาจมีความชัดเจนขึ้น แต่อย่างที่เห็นในปัจจุบันรัฐธรรมนูญก็เป็นต้นตอของปัญหาและความยุ่งยากจริงๆ หากรัฐธรรมนูญไม่เขียนไว้แบบนี้ก็จะมีไม่คดีแปลกๆบางคดี เพราะเขียนเปิดช่องให้ตุลาการเข้ามา แต่ท่านไม่เข้ามา แต่ก็มีคนไปยื่นให้ตุลาการตัดสิน ท่านก็ตัดสิน เช่น คดีที่เกี่ยว กับ ปปช. เหมือนโยงให้เห็นว่าบ้านเมืองขาดเสถียรภาพ และมีกับระเบิดเยอะ แทนที่หลังเปิดมัยประชุม ส.ส.จะมาพูดเรื่องปัญหาประชาชน แต่กลับมีปัญหาการเมืองเยอะ เช่น รัฐมนตรีที่ฝ่ายค้านใช้กลเกมนอกสภายังมีอยู่ต่อเนื่อง หากปล่อยไว้บ้านเมืองจะยุ่งและนายกฯเห็นปัญหาก็จะดำเนินการแก้ไข
เมื่อถามว่า ส.ส.ในพรรคเสนอว่าการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรลดบทบาทอำนาจตุลาการ ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ไม่รู้ว่าส.ส.คนใดดำเนินการเรื่องนี้ เพราะพรรคยังไม่ได้หารือกันในเรื่องนี้ ขอเรียนว่า การตัดสินของศาลนั้นทุกอย่างมีทางออก หากพรรคยืนหยัดหนักแน่น ถ้ามีการใช้อำนาจตุลาการแล้วพวกเราตื่นกลัวตกใจนั้น มันจะกลายเป็นว่าศาลยังไม่ได้ทำอะไร หากไปตื่นกลัวก่อนและมันจะเข้าทางฝ่ายนั้น อย่างนี้ก็ลำบาก เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัว อำนาจตุลาการจะสร้างบรรทัดฐานตามที่มีการร้องเรียนตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ และเมื่อรัฐธรรมนูญพิกลพิการมันก็เป็นแบบนี้ แต่พวกเราต้องเดินให้สุดทางเพื่อสร้างบรรทัดฐานขึ้นมา และวันนี้ก็ได้บรรทัดฐานนั้นแล้วเช่นกรณีนายไชยา ที่บอกก่อนหน้านี้ว่าจะไม่ลาออกจนกว่าศาลจะตัดสินในคดีภริยาแจ้งบัญชีทรัพย์สินล่าช้าโดยไม่มีเจตนาและอาจเข้าใจคลาดเคลื่อน เมื่อศาลบอกว่าขาดคุณสมบัติ เรื่องนี้ก็เป็นบรรทัดฐานต่อไปว่าทุกคนต้องเอาใจใส่และทำเต็มที่ แล้วทำไมต้องกลัว พวกเราต้องเผชิญสู้อย่างมีสติและไม่หวาดผวาการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองต้องมีระบบวิธีที่ดี มิฉะนั้นคนจะไม่เชื่อมั่น ต่างชาติมองเข้ามาว่า หากมีการฟ้องรัฐมนตรีแล้วเปลี่ยนแปลงทางการเมืองทั้งหมด ตนคิดว่าคนจะไปฟ้องนับพันโดยไม่มาชุมนุมแล้ว
เมื่อถามว่าช่วงนี้นายสมัครวิจารณ์ทุกฝ่ายอย่างไม่กลัว แสดงว่า ส.ส.ของพรรคต้องไม่กลัวเหมือนนายสมัคร ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า คนไม่อยากแสดงความเห็นในคำถามนี้ แต่สถานการณ์เช่นนี้ต้องตั้งหลักให้ดีไม่หวาดกลัว การพูดจาใดๆ ต้องมีเหตุผล
ปลายจมูก..ปอยเปตคุ้มกัน วัฒนาดุดไข่ในหิน
การคุ้มกันเจ้าของกาสิโน เสมือนดังเกราะเหล็ก ยากที่จะเข้าถึงตัว ขนาดนายทหารมาเฟียใหญ่เมืองไทยเข้าไปร่วมเปิดกาสิโนแห่งใหม่ ฝั่งปอยเปตมีลูกน้องพกปืนไปด้วย ยังถูกนายทหารคุ้มภัยเจ้าของบ่อนล็อกตัวแบบไม่ให้เกียรติ สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่บิ๊กทหารคนนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
