นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า หลังจากที่อัยการสูงสุด ยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ฟ้องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและพวก เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเป็นคู่สัญญาในลักษณะดังกล่าว และเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่จัดการดูแลกิจการใด เข้าไปมีส่วนร่วม ส่วนได้ส่วนเสียเพื่อประโยชน์ของตัวเอง นอกจากนั้นยังเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จะเห็นได้ว่าการดำเนินการในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อึกทึกครึกโครมอย่างต่อเนื่อง เพราะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ อาทิ กระทรวงการคลัง กระทรวงไอซีที บริษัท ทีโอที บริษัท กสท ทำให้บริษัท ทีโอที และบริษัท กสท ซึ่งเป็นคู่สัญญา นำค่าภาษีสรรพสามิต มาหักออกจากค่าสัมปทาน ทำให้บริษัท ทีโอที เสียหายเป็นเงินจำนวน 41,951.68 ล้านบาท และบริษัท กสท เสียหาย จำนวน 25,992.08 ล้านบาท
ที่สำคัญที่สุดคือจำเลย คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่กำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต ในกิจการดาวเทียมทั้งที่เป็นกิจการโทรคมนาคม และเป็นกิจการที่บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น ได้รับสัมปทานจากรัฐ เช่นเดียวกับบริษัทพื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ คนอื่นจ่ายภาษีสรรพสามิต แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น ออกนโยบายแก้ไขกฎหมายต่างๆ มากมายทำให้บริษัท ชินคอร์ปฯ ได้ประโยชน์
นายองอาจ กล่าวว่า สิ่งที่พรรคหยิบยกขึ้นมา ก็คือความผิดต่างๆ หรือการถูกกล่าวหาว่า การทำความผิดทำให้พรรคสงสัยว่า นี่คือส่วนหนึ่งของผลประโยชน์ที่อดีตนายกรัฐมนตรีได้รับจนกระทั่งได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ร่ำรวยอันดับที่ 16 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับของนิตยสารฉบับหนึ่งหรือไม่ อย่างไร
ไม่ทราบว่าความร่ำรวยดังกล่าว เกิดขึ้นจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ไปเพิ่มเติมประโยชน์ให้กับตัวเองหรือไม่ แน่นอนที่สุดพรรคเชื่อว่าความร่ำรวยของ พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการทำมาหากินโดยสุจริตปกติ แต่เมื่อมีข้อกล่าวหาว่ากระทำผิดในลักษณะนี้ และในลักษณะอื่นๆ ตามมา ทำให้พรรคสงสัยความร่ำรวยในอันดับที่ 16 ของอดีตนายกรัฐมนตรี นายองอาจ กล่าวและว่า คดีนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดี ที่อัยการสมควรเอาจริงเอาจัง ถึงประสิทธิภาพในการทำงาน
ปลายจมูก..ปอยเปตคุ้มกัน วัฒนาดุดไข่ในหิน
การคุ้มกันเจ้าของกาสิโน เสมือนดังเกราะเหล็ก ยากที่จะเข้าถึงตัว ขนาดนายทหารมาเฟียใหญ่เมืองไทยเข้าไปร่วมเปิดกาสิโนแห่งใหม่ ฝั่งปอยเปตมีลูกน้องพกปืนไปด้วย ยังถูกนายทหารคุ้มภัยเจ้าของบ่อนล็อกตัวแบบไม่ให้เกียรติ สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่บิ๊กทหารคนนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
