การ สั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในคดี ทุจริตภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมถือได้ว่าเป็น คดีแรก ของอัยการนับแต่ ชัยเกษม นิติสิริ ขึ้นนั่งเก้าอี้ อัยการสูงสุด
เพราะก่อนหน้านี้ คดีที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ส่งมา อัยการมีความเห็นขัดแย้งกับ คตส.มาโดยตลอด
ส่งผลให้มีหลายคดีที่ คตส. ต้องไปยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเอง
ซึ่งประกอบด้วย 1.คดีกรณีโครงการออกสลากพิเศษแบบเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว หรือ หวยบนดิน
2.คดีกรณีโครงการจัดซื้อกล้ายางพารา 90 ล้านต้น
3.คดีกรณีให้รัฐบาลสหภาพพม่ากู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) เพื่อซื้อสินค้าบริษัท ชินแซทเทิลไลท์ จำกัด (มหาชน)
นอกจากนี้ ยังมีหลายคดีที่ต้องตั้ง คณะทำงานร่วม เพื่อหาข้อยุติ ระหว่างอัยการกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งรับโอนคดีมาจาก คตส. เนื่องจากอัยการและ คตส.มีความเห็นไม่ตรงกัน
ซึ่งประกอบด้วย 1.คดีจัดซื้อจัดจ้างปรับเปลี่ยนสายพานลำเลียงกระเป๋า สัมภาระผู้โดยสารและเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิด (ซีทีเอ็กซ์) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ
2.คดีอายัดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 76,671.60 ล้านบาท เนื่องจากมีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ
3.คดีทุจริตโครงการก่อสร้างระบบจ่ายไฟฟ้าและเครือข่ายท่อร้อยสาย สนามบินสุวรรณภูมิ
และยังมีคดีร้องให้ยุบพรรคชาติไทยและพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่ต้องตั้ง คณะทำงานร่วม เพื่อหาข้อยุติ ระหว่างอัยการกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เนื่องจากอัยการและ กกต. มีความเห็นไม่ตรงกัน
ซึ่งจากการที่อัยการ ตีกลับ คดีที่เกี่ยวกับ รัฐบาลทักษิณ รวด นี่เอง ทำให้สังคมเริ่มจับตามองไปยัง อัยการ ด้วยความกังขา อย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้
พร้อมไปกับภาพลักษณ์ที่ว่า อัยการสูงสุด เป็นคนใน ระบอบทักษิณ
ซึ่งที่ผ่านมา นายชัยเกษม นิติสิริย อัยการสูงสุด ยืนยันตลอดมาว่า เขาไม่ใช่คนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อย่างแน่นอน ไม่ได้รู้จักมักคุ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการส่วนตัว และจะไม่มีใครมาสั่งอัยการในเรื่องคดีได้ โดยว่าไปตามพยานหลักฐาน ผิดฟ้อง ไม่ผิดไม่ฟ้อง
อย่างไรก็ตาม อัยการ ก็ถูกกดดันอย่างมาก โดยเมื่อเร็วๆ นี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้บุกไปถึงสำนักงานอัยการสูงสุด
พร้อมกับทวงถามความคืบหน้าคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับพวกทุกคดี ที่ส่งมาจาก คตส. เนื่องจากพันธมิตรฯ มีข้อกังขาเกี่ยวกับการทำงานของอัยการในการสั่งคดี
และเรียกร้องให้อัยการสูงสุด ลาออกจากการเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจต่างๆ เนื่องจากอัยการสูงสุด ต้องมีความเป็นกลางในการพิจารณาสำนวน โดยที่ผ่านมาทำให้เกิดความไม่ไว้ใจ เมื่ออัยการสูงสุดตกเป็นผู้ต้องหาคดีทุจริตเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 อันสืบเนื่องจากการเข้าไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ
สำหรับการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองของอัยการสูงสุดใน คดีภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม นี้
มีการมองกันไปต่างๆ นานา ทั้งในแง่ บวก และ ลบ
โดยพวกที่มอง ด้านลบ เห็นว่า ที่อัยการเปลี่ยนไป เป็นเพราะตอนนี้ รัฐบาลสมัคร ซึ่งเป็น นอมินี ของ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังอยู่ในสภาพที่ ง่อนแง่น เต็มทนและคงอยู่ได้อีกไม่นาน ขั้วอำนาจ กำลังจะเปลี่ยนมืออีกครั้ง
เนื่องจากรัฐบาลต้องเผชิญมรสุมอย่างหนัก หลังจากที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้แจก ใบแดง ให้แก่นายยงยุทธ ติยะไพรัช ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน ซึ่งนำไปสู่การยุบพรรคพลังประชาชน และพรรคพลังประชาชนคงรอดยาก
และกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า การที่ ครม. ออกแถลงการณ์ร่วมรัฐบาลไทย-กัมพูชา กรณีปราสาทพระวิหาร ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ซึ่งขณะนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กำลังรวบรวมรายชื่อประชาชนจำนวน 20,000 คน ยื่นต่อประธานวุฒิสภาถอดถอน ครม.ทั้งคณะ
ส่วนพวกที่มอง ด้านบวก กลับเห็นว่า เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่า อัยการทำคดีตามพยานหลักฐาน โดยที่ผ่านมาที่อัยการเห็นไม่ตรงกับ คตส.ในการยื่นฟ้องคดี เพราะสำนวนคดีที่ คตส. ส่งมาให้อัยการยื่นฟ้อง มีปัญหาในเรื่องพยานหลักฐาน แต่เมื่อใดที่พยานหลักฐานสมบูรณ์ อัยการสูงสุดยื่นฟ้องทันที เช่น คดีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม เป็นต้น
ซึ่งเรื่องนี้ทางอัยการ ได้ออกมาแถลงข่าวภายหลังการยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ในคดีทุจริตภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม ว่า การพิจารณาคดีต่างๆ ที่ผ่านมา อัยการได้ทำตามที่กรอบกฎหมายกำหนด และในคดีที่สำนวนมีความสมบูรณ์ อัยการจะดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลในทันที โดยได้ทำการพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นจริง ถูกต้องและเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม อัยการยังต้องพิสูจน์ตัวเองในคดีที่เกี่ยวกับ รัฐบาลทักษิณ ซึ่งมีทั้งที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งฟ้องของอัยการและที่ ป.ป.ช.จะทยอยส่งมาให้อีกหลายคดี
ซึ่งหากทำได้ดี จึงจะสม ราคาคุย
** โต๊ะข่าวการเมือง**
ปลายจมูก..ปอยเปตคุ้มกัน วัฒนาดุดไข่ในหิน
การคุ้มกันเจ้าของกาสิโน เสมือนดังเกราะเหล็ก ยากที่จะเข้าถึงตัว ขนาดนายทหารมาเฟียใหญ่เมืองไทยเข้าไปร่วมเปิดกาสิโนแห่งใหม่ ฝั่งปอยเปตมีลูกน้องพกปืนไปด้วย ยังถูกนายทหารคุ้มภัยเจ้าของบ่อนล็อกตัวแบบไม่ให้เกียรติ สร้างความขุ่นเคืองใจให้แก่บิ๊กทหารคนนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
