พิษ ปราสาทพระวิหาร ไม่เพียงแต่สร้างความแตกแยกของสองชนชาติระหว่าง ไทย-กัมพูชา จนยากแก่การเยียวยา และรอยร้าวนี้ได้เกิดขึ้นในสังคมอย่างกว้างขวางเมื่อคณะกรรมการมรดกโลกจาก 21 ประเทศ มีมติให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการแม้ นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ จะประกาศไขก๊อกรับผิดชอบต่อการลงนามในแถลงการณ์ร่วมอย่างรีบเร่ง
ทว่าก็ไม่สามารถลดกระแสชาตินิยมในสังคมไทยลงได้
ปรากฏการณ์นี้คนที่เจ็บปวดที่สุด เป็นใครไปไม่ได้นอกจากคนร่วมชาติ โดยเรื่องนี้ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อธิบายภาพฉากปราสาทพระวิหารในแง่ประวัติศาสตร์ว่า ปราสาทพระวิหารถือเป็นหลุมดำที่เมื่อขุดไว้แล้วก็ไม่มีทางขึ้น ตกลงไปแล้วก็ขึ้นไม่ได้ เพราะถือเป็นประวัติศาสตร์แผลเก่า เมื่อสะกิดขึ้นมาก็ระเบิดได้ง่ายๆ เพราะคนไทยรับรู้ประวัติศาสตร์ด้านเดียว คือ ด้านเสียดินแดน ไม่ได้รับรู้ด้านอื่น เมื่อกัมพูชาขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียวจึงเกิดความเข้าใจผิดที่นำไปสู่อคติได้ง่ายๆ
หลุมดำนี้ขุดเอาไว้ด้วยลัทธิชาตินิยมจากสกุลเสนาอมาตยาธิปไตยในเรื่องของรัฐชาติไทยที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี 2482 ซึ่งเป็นปีที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปลี่ยนราชอาณาจักรสยามมาเป็นราชอาณาจักรไทย รวมทั้งเปลี่ยนเพลงชาติสยามเป็นเพลงชาติไทยหรือแม้กระทั่งเปลี่ยนพระสยามเทวาธิราชเป็นพระไทยเทวาธิราช เป็นต้น หลังจากนั้นหนึ่งปีก็เกิดกระแสชาตินิยมขึ้น ผ่านการเรียกร้องมณฑลบูรพา อันได้แก่ เสียมเรียบ พระตะบอง ศรีโสภณ จัมปาศักดิ์ จากลาวและกัมพูชาจนเกิดสงครามอินโดจีน ซึ่งระหว่างนั้นฝรั่งเศสก็อ่อนแอมากจนต้องเสียมณฑลบูรพาให้กับไทย แต่ต่อมาไทยก็ยอมเสียดินแดนเหล่านั้นเพื่อแลกกับ จ.ตราด จันทบุรี ด่านซ้ายและรักษาอธิปไตยสยาม
ชาญวิทย์ เล่าอีกว่า เมื่อคืนดินแดนให้ลาวและกัมพูชาแล้ว เรากลับไม่ยอมคืนปราสาทพระวิหารคืน เพราะปราสาทพระวิหารถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ โดยภายหลังที่คืนดินแดนไปแล้ว รัฐบาลไทยได้ส่งกำลังทหารไปยึดปราสาทพระวิหารคืน จนกระทั่งกัมพูชาได้เอกราชคืนจากฝรั่งเศส กษัตริย์สีหนุจึงได้ทวงปราสาทคืน เมื่อเราไม่ยอมคืนเขาก็ไปฟ้องศาลโลกและมีคำพิพากษาในปี 2505 ให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือปราสาท
โดยระหว่างที่ต่อสู้กันในศาลโลกรัฐบาลของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ปลุกกระแสชาตินิยมขึ้นมาด้วยขอการระดมเงินคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายของทีมทนายไปต่อสู้ที่ศาลโลกและภายหลังแพ้คดีคนไทยกว่า 50 จังหวัดก็รวมตัวเดินขบวนไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา โดยข้อมูลเชิงประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องนี้มีทั้งข้อมูลที่ระบุว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายเสียดินแดนและไทยเสียดินแดน แต่เรามักจะพูดเฉพาะเรื่องเสียดินแดนไม่เคยพูดเรื่องได้ดินแดน เรื่องนี้จึงกลายเป็นประวัติศาสตร์แผลเก่าที่ถือเป็นระเบิดเวลาและค่านิยมนี้ก็ฝังหัวคนมาหลายรุ่น
ยิ่งตอนนี้ปัญหาไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างประเทศแล้ว แต่กลายเป็นปัญหาความแตกแยกภายในและเป็นการเมืองภายในที่ร้อนแรงที่สุดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน มันย้อนกลับไปเหมือนสถานการณ์ก่อน 19 กันยายน 2549 และเรื่องปราสาทพระวิหารก็มาสร้างปัญหาเพิ่ม จนไม่รู้ว่าจะแยกคนไทยเป็นกี่ฝ่าย โดยระยะยาวคงต้องปรับเปลี่ยนตำราประวัติศาสตร์และทำความเข้าใจเพื่อเปลี่ยนทัศนคติ ในระยะสั้นผมมองว่าเรื่องนี้น่ากังวล เพราะเป็นการผูกโยงกับการเมืองภายใน ซึ่งท้ายที่สุดการแก้ไขปัญหาความแตกแยกน่าจะเหลือเพียง 2 ประตู คือ ไม่ยุบสภา ก็ยึด อำนาจ นักวิชาการด้านสังคมศาสตร์วิเคราะห์
เขายังมีมุมมองอีกว่า หากมองจากประสบการณ์ทางการเมืองของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ก็คิดไม่ออกมาว่า เขาจะประกาศลาออกจากตำแหน่งได้อย่างไร ประกอบกับการเป็นคนชอบเลี้ยงแมวจึงมองได้ว่า มีนิสัยดื้อมากๆ ส่วนฝ่ายโค่นกับฝ่ายค้านก็คงเลิกเกมนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าจุดไฟติดแล้ว มันเปรียบเหมือนลูกธนู เมื่อยิงออกจากแล่งแล้วต้องวิ่งไปปักอกใครสักคนหรือไม่ก็ต้องชนอะไรบางอย่างมันจึงจะหยุดได้ แม้นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ประกาศลาออกแล้วปัญหาก็ไม่จบ
หลุมดำนี้เมื่อตกลงไปแล้วไม่มีทางขึ้น ซึ่งทำให้ผมคิดว่าบ้านเมืองกำลังจะพังอีก ไม่รู้จะแก้ไขปัญหายังไง ทำให้นึกถึงรูปปั้นพระศิวะหน้าตะราด ในปราสาทพระวิหารและปราสาทพนมรุ้ง ที่สร้างขึ้นตามลัทธิฮินดูที่มีความเชื่อว่าเมื่อถึงกลียุคพระศิวะก็จะเต้น ดังนั้น สถานการณ์ช่วงนี้ผมจึงคิดว่าเราอาจจะเกิดความสูญเสียรุนแรงและพาบ้านเมืองเข้าสู่ยุคใหม่ ถ้าเราไม่ใช้สติปัญญาปัญหานี้ก็จะบานปลายจนระเบิด ดร.ชาญวิทย์กล่าวทิ้งท้ายด้วยความสิ้นหวัง
ทั้งนี้ ยังมีมุมองจากนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์อย่าง เทพมนตรี ลิมปพยอม ซึ่งเป็นอีกคนที่ติดตามข้อมูลปราสาทพระวิหารตั้งแต่แรกเริ่ม โดยเขากล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลยังสามารถแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นจากการลงนามในแถลงการณ์ให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนเป็นมรดกได้ด้วยการออกมติ ครม.ยกเลิกการลงนามในแถลงการณ์ร่วมวันที่ 22 พฤษภาคม และวันที่ 18 มิถุนายนอย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้เขายังไม่เห็นด้วยกับการจะขอขึ้นทะเบียนสระตราว สถูปคู่ และอุทยานแห่งชาติเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก เพราะไม่คิดว่าจะเป็นทางออกที่ดี เพราะหากดูจากมติคณะกรรมการมรดกโลกที่ระบุให้ 7 ชาติเข้ามาบริหารพื้นที่ทับซ้อนบริเวณปราสาทพระวิหารนั้นจะทำให้นักธุรกิจของบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน และเบลเยียม เข้ามาจัดการโบราณวัตถุ ที่ถือเป็นการรุกล้ำอธิปไตย โดยระหว่างนี้เรากำลังตรวจสอบรายชื่อบุคคลที่ร่วมเป็นอนุกรรมการว่าด้วยอนุสัญญามรดกโลกว่า มีประวัติในการค้าโบราณวัตถุข้ามชาติ การค้ายาเสพติด และการค้าอาวุธสงครามหรือไม่ โดยจะประสานกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบอีกทาง
ตอนนี้กัมพูชาได้รื้อรั้วลวดหนามออกจากบันไดทางขึ้นซึ่งเคยกั้นเขตแดนตามมติ ครม. 2505 ออกไปและทำให้บันไดจำนวน 162 ขั้น อยู่ในอธิปไตยของกัมพูชา ซึ่งผมจะเสนอให้ทหารเอารั้วลวดหนามไปกั้นบันไดทางขึ้นไว้เช่นเดิม นอกจากนี้ยังขอเรียกร้องให้คณะกรรมการโบราณสถานแห่งชาติว่าด้วยสภาการโบราณสถานระหว่างประเทศ หรืออีโคโมสไทยมีจุดยืนในการไม่เห็นด้วยกับการสนับสนุนให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวอยู่เช่นเดิม และไม่ควรยอมรับไมตรีจิตจากอีโคโมสสากล โดยประธานอีโคโมสไทยที่มีอธิบดีกรมศิลปากรเป็นประธานควรมีศักดิ์ศรีในการเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ทาสของนายทุนหรือนักการเมือง
อย่างไรก็ตาม ทางออกของความแตกแยกอันมี ปราสาทพระวิหาร เป็นชนวนเหตุนี้จะจบลงอย่างไร คนร่วมชาติ ย่อมมีส่วนกำหนด แต่คนที่จะคลายวิกฤตนี้น่าจะรู้ดีว่า ควรทำเช่นไร
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
