"อภิสิทธิ์"แนะรัฐบาลเร่งชี้แจงกรรมการมรดกโลกถึงแนวเขตแดนไทย หวั่นเกิดการปะทะจากการเข้ามาดูแลพื้นที่ปราสาทพระวิหาร นักวิชาการจับตาพื้นที่ทับซ้อนในทะเล อาจทำให้ไทยเสียผลประโยชน์อีกมหาศาล ผบ.สส.จะระดมสมองถกพื้นที่ทับซ้อนหวั่นเสียเปรียบซ้ำสองปราสาทพระวิหาร
ที่อาคารสาทรธานี มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนย์ศึกษาสาทรธานี วันที่ 11 ก.ค. มหาวิทยาลัยรังสิต ศูนย์ศึกษาสาทรธานี จัดเสวนาเรื่อง ผลกระทบกรณีปราสาทพระวิหาร โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ไทยาไม่เคยตำหนิรัฐบาลกัมพูชา เพราะเขาดูแลคนของเขาได้ดีมาก จนตนอยากให้รัฐบาลไทยทำได้อย่างนั้นบ้าง ที่ผ่านมาไทยไม่เคยคัดค้านการขึ้นทะเบียนมรดกโลก แต่อยากให้ทำอย่างสมบูรณ์ที่สุด
กรณีปราสาทพระวิหารจึงไม่ใช่เรื่องปลุกกระแสคลั่งชาติ ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปราสาทพระวิหารที่รัฐบาลพยายามพูดว่าจบไปตั้งแต่ปี 2505 โดยอ้างเอาเองว่ารัฐบาลไทยยอมรับในคำตัดสินของศาลโลกโดยพฤตินัย แต่ในความเป็นจริงกรณีปราสาทพระวิหารไม่เคยจบ เพราะโดยสภาพของภูมิประเทศ และแนวสันปันน้ำดูเหมือนปราสาทอยู่ในฝั่งไทย แต่มีการจัดทำแผนที่ซึ่งกำหนดเขตแดนล้ำเข้ามาในฝั่งไทย จนทำให้ตัวปราสาทไปอยู่ในเขตกัมพูชา
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า ในเชิงการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องถือว่ารัฐบาลล้มเหลวชัดเจน แม้ว่านายนพดลจะอ้างว่าไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าทำผิด เราไม่รู้จริงๆว่านายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ คิดอะไร เพราะคำชี้แจงหลายครั้งสวนทางกับคำชี้แจงในสมุดปกขาวของกระทรวงการต่างประเทศ
โจทก์ของรัฐบาลคือจะทำอย่างไรไม่ให้เสียหายมากขึ้นไปอีก รัฐบาลต้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในโลกรับรู้ว่าแถลงการณ์ร่วมไม่ชอบด้วยกฎหมาย จะได้ไม่มีการนำแถลงการณ์ร่วมยกไปอ้างในเรื่องแผนที่และเรื่องอื่นๆ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาบริหารจัดการตามแนวทางของมรดกโลกต้องเกิดขึ้นแน่ๆ โดยผู้ดูแลเบื้องต้น คือ กัมพูชาและกรรมการมรดกโลก ซึ่งการเข้ามาดูแลจะต้องล้ำเข้ามาในเขตแดนไทย รัฐบาลต้องดำเนินวิธีการทางการทูต ว่า เขตแดนดังกล่าวเป็นของไทย จะเข้ามาก็ต้องยอมรับก่อนว่าเป็นที่ของเรา อย่าปล่อยผ่าน เพราะถ้าเขาเข้ามาจริงทหารจะถูกกดดันมาก ถ้าทหารไม่ทำอะไรก็จะถูกตั้งคำถามจากประชาชน ในทางตรงกันข้ามถ้าทหารกระทำรุนแรงก็จะเป็นปัญหาปะทะกัน
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอีกว่า พรรคมั่นใจว่านายนพดล จงใจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงได้ยื่นถอดถอน แต่รัฐมนตรีคนอื่นต้องรวบรวมหลักฐานอีกพอสมควร เรากำลังทำงานอย่างเต็มที่ โดยผู้ที่เข้าตากรรมการต้องยื่นถอดถอนคนต่อไปก็คือนายกฯ ส่วนนายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำ-นักนายกฯ ถ้ายังให้สัมภาษณ์ไปเรื่อยๆก็ควรต้องยื่นถอดถอน รวมถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และ รมว.ศึกษาธิการด้วย
นายสมปอง สุจริตกุล อดีตเอกอัครราชทูต กล่าวว่า ศาลโลกไม่มีอำนาจบังคับคดีกับประเทศไทย กรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชากรณีปราสาทพระวิหาร จึงยังไม่เป็นที่ยุติ บริเวณปราสาทและพื้นดินใต้ปราสาทพระวิหารจึงยังคงอยู่ในอธิปไตยของประเทศไทย ทั้งนี้ขอยืนยันว่า ไม่มีพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตารางกิโลเมตร มีแต่พื้นที่ในเขตอธิปไตยของไทย แม้ว่ากัมพูชาชนะคดีในศาลโลก แต่ก็ขึ้นไปทำอะไรบนปราสาทไม่ได้ จะใช้เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นก็ต้องผ่านน่านฟ้าของไทย แต่ที่ผ่านมากลับมีความพยายามเอาแผนที่ของคณะกรรมการปักปันผสมของกัมพูชากับฝรั่งเศสมาใช้ โดยไม่ยอมพูดว่าเป็นแผนที่ของฝรั่งเศสที่ไทยไม่เคยยอมรับ
นอกจากนี้ยังต้องจับตาเรื่องพื้นที่ทับซ้อนในทะเล โดยเอ็มโอยูไทย-กัมพูชา ซึ่งโต้เถียงกันมาตั้งแต่ปี 2544 ผ่าเกาะกูดไปครึ่งหนึ่ง และขีดเส้นเขตแดนผ่านเข้ามาในอ่าวไทย ถ้ายอมให้เป็นเช่นนั้นเราจะเสียผลประโยชน์ทางทะเลทั้งแก๊สและน้ำมันมหาศาล
สหรัฐอเมริกา ยังเคยถอนตัวจากยูเนสโกถึง 2 ครั้ง ไม่ว่ายูเนสโกหรือคณะกรรมการมรดกโลกจะตัดสินอะไรไม่มีผลผูกพัน เว้นแต่เราจะไปยอมรับเขาเอง ดังนั้นเราจึงไม่ควรไปยอมรับคำตัดสินดังกล่าว นายสมปอง กล่าว
ด้าน มล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิจัยเชี่ยวชาญระดับ 9 สถาบันไทยคดีศึกษา ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะยอมรับให้กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก แต่ภาคประชาชนไม่ยอมรับ เพราะมีการเปลี่ยนเส้นเขตแดนทั้งทางบกและทางทะเล โดยในปี 2544 รัฐบาลมีความพยายามจะรับรองแผนที่ดังกล่าว กรณีปราสาทพระวิหารทำให้เราเสียดินแดนตั้งแต่บันไดขั้นที่ 162 จนถึงพื้นดิน รัฐบาลไปทำความเสียหาย ประชาชนจึงต้องช่วยกันคิดว่าจะยกเลิกแถลงการณ์ร่วม และยกเลิกแผนที่ของทางกัมพูชาได้อย่างไร นอกจากนี้ตนยังสมมุติฐานว่า นายนพดล หมกเม็ดไม่สิ้นสุด หลังขึ้นทะเบียนมรดกโลก นายนพดล พูดย้ำหลายครั้งว่า การปักปันเขตแดนยังไม่แล้วเสร็จ ทั้งที่คำว่าการปักปันเขตแดนกับคำว่าการสำรวจจัดทำเพื่อรับรองสิทธิเหนือดินแดนแตกต่างกัน หากยังไม่มีการปักปันเขตแดน แสดงว่าที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรเลย ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาในปี 2544 ที่ยอมรับเส้นเขตแดนทางทะเลผ่านกระบวนการอะไรมา ในตอนนี้เครดิตของรัฐบาลจึงไม่เหลืออยู่เลย
ม.ล.วัลย์วิภา กล่าวอีกว่า ในวันที่ 16 ก.ค. เวลา 09.00 น. กลุ่มประชาชนชาวไทย ผู้เป็นตัวแทนประเทศไทย จะรวมตัวที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เพื่อขึ้นป้ายระบุข้อความ ไม่ยอมรับคำตัดสินให้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหารของกัมพูชา และจะทำหนังสืออย่างเป็นทางการ ยื่นต่อคณะกรรมการยูเนสโกว่า ประชาชนชาวไทยไม่ยอมรับในแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา และการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก
ด้านนายเทพมนตรี ลิมปพะยอม นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า นายนพดล พูดโกหกผ่านสถานีโทรทัศน์ 2-3 ช่อง โดยระบุว่า การบริหารร่วมของ 7 ประเทศ จะบริหารเฉพาะตัวปราสาท แต่ในความเป็นจริง คณะกรรมการร่วมจะเข้ามาบริหารพื้นที่ทับซ้อน และในปี 2553 ไทยจะเสียดินแดนในบริเวณพื้นที่ทับซ้อน
นายกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอชิงตัน ดีซี กล่าวว่า รัฐบาลชุดนี้สอบตกในเรื่องการละเมิดรัฐธรรมนูญ และไม่เปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและตัดสินใจ การกระทำที่ผ่านมาเปรียบเหมือนเด็กทำผิดที่ถูกครูจับได้ การลาออกของรัฐมนตรีต่างประเทศและคณะรัฐมนตรีของนายสมัคร สุนทรเวช จึงไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด เพราะมีการกระทำที่ละเมิดรัฐธรรมนูญและทรยศต่อชาติ
ผบ.สส.จะระดมสมองถกพื้นที่ทับซ้อนหวั่นเสียเปรียบซ้ำสอง
ที่ท่าอากาศยานทหาร กองบิน 6 (บน.6) พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กัมพูชาขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกสำเร็จว่า เรื่องเขาพระวิหาร กองทัพเห็นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะมีบทเรียนต่างๆเกิดขึ้น และเป็นปัญหาที่เข้าใจยาก แต่เมื่อผ่านไปแล้วเราก็ต้องทบทวนว่า บทเรียนที่เกิดขึ้นมีอะไรให้กับกองทัพ หรือหน่วยงานอื่นแค่ไหนอย่างไร
จะมีการจัดสัมมนาขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 13 ก.ค.นี้ เวลา 09.00 น. ซึ่งจะมีนักวิชาการ และกระทรวงการต่างประเทศเข้าร่วมการสัมมนา ทั้งนี้จะไม่มีการผูกมัดกับหน่วยงานใดๆ และการพูดจะไม่มีการเปิดเผย ว่า ใครเป็นคนพูดและจะมีการสรุปออกมาอีกครั้ง ซึ่งอาจจะมีการแจกเป็นลายลักษณ์อักษร โดยจะจัดที่สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ จัดโดยสถาบันวิทยาลัยทางยุทธศาสตร์ซึ่งตนจะไปร่วม ในฐานะให้ความเห็นทางวิชาการ เพื่อจะนำบทเรียนต่างๆมาเป็นแนวทาง และเตรียมการไม่ให้พื้นที่อื่นๆเสียเปรียบเขาอีก ซึ่งยังมีพื้นที่อีกมากจึงต้องศึกษาปัญหานี้ให้ละเอียด เพื่อหาหนทางในการปฏิบัติว่า ตัวปราสาทเขาพระวิหารจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
เมื่อถามว่า กองทัพจำเป็นต้องกำหนดท่าทีในการดำเนินการกับข้อพิพาทในพื้นที่ 4.6 ตร.กม. อย่างไร พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ในวันอาทิตย์นี้คงมีการพูดคุย ซึ่งเรามีจุดยืนอยู่แล้ว ต้องฟังจากหลายๆฝ่าย เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน หากไปคนละทางคนอาจจะผิดๆถูกๆ เดี๋ยวจะอายเขา ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้ไม่มีนักการเมืองเข้าร่วมด้วย
เมื่อถามว่า รู้สึกเหนื่อยต่อสถานการณ์การเมืองที่มีการดึงทหารเข้าไปเป็นเงื่อนไข พล.อ.บุญสร้าง กล่าวว่า ทหารมีหน้าที่ของเราอยู่แล้ว แต่ต้องทำไปตามหน้าที่
ปองพลชี้แจงปชป.กรณีปราสาทพระวิหารเสาร์นี้
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) เปิดเผยว่า นายปองพล อดิเรกสาร ประธานคณะกรรมดารมรดกโลกไทย นัดพบคณะทำงานพรรคประชาธิปัตย์ 10 โมงเช้าวันเสาร์ที่12 ก.ค. กรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร โดยนัดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคและคณะที่ทำเรื่องนี้เข้าฟังด้วย ซึ่งประเด็นที่จะซักถามมีมาก เพราะมีความสงสัยอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการในส่วนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกว่า ทำไปมากน้อยแค่ไหนในการแจ้งกับฝ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับจุดยืนของประเทศไทยในประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้จะต้องถามเกี่ยวกับการดูแลพื้นที่ร่วมกัน 7 ประเทศที่วิตกว่า จะเป็นพื้นที่ของประเทศไทย ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร
คุณปองพลได้ประสานผ่านคุณไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วน เพื่อมาชี้แจงเรื่องนี้ คงอยากอธิบายให้ฟังว่าที่ไปดำเนินการมามีรายละเอียดอย่างไร ส่วนของพรรคก็ถือว่าได้ประโยชน์มากเพราะในเวลานี้หลังจากยื่นถอดถอนนายนพดล ปัทมะ ก็กำลังดูเรื่องรายละเอียดที่จะเกี่ยวข้องกับการที่จะยื่นถอดถอนเพิ่มหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นนายกฯหรือคนอื่น ๆ เพราะมีปัญหาเอกสารพอสมควร เนื่องจากเมื่อวานได้รับเพียงสรุปมติครม.ไม่ได้ตัวรายละเอียดในการประชุมวันที่ 17 พ.ค.และ 24 พ.ค.แต่สิ่งที่ต้องการคือเอกสารที่ส่งจากกระทรวงการต่างประเทศ และมติครม. 27 พ.ค.ที่ย้อนไปรับรองการดำเนินการที่กรุงปารีส โดยอ้างว่าเอกสารดังกล่าวเป็นชั้นความลับมาก
ดังนั้นขั้นตอนปฏิบัติต้องไปติดต่อกระทรวงการต่างประเทศเอง แต่สำนักเลขาครม.จะดำเนินการให้ ตนก็จะรอดู 1 วันถ้าไม่ได้ วันจันทร์ที่จะถึงนี้จะไปขอเองที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งอยากเรียกร้องไปที่ข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ช่วยเปิดเผยเอกสารดังกล่าวออกมา เพราะเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ และไม่ถือเป็นความลับแล้ว เนื่องจากเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 สุดท้ายเรื่องก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของสภาอยู่ดี
ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ในเรื่องนี้ยังไม่มีการตัดนายกฯออกจากการพิจารณาว่าจะถอดถอนออกจากตำแหน่ง เพราะอยู่ในฐานะที่ต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว แต่การยื่นถอดถอนต้องมีเอกสารที่ชัดเจนว่านายกฯเข้าไปเกี่ยวข้องในฐานใด ซึ่งสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนว่าจะถอดถอนใครเพิ่มบ้าง
อนุสรณ์"ยันไทยไม่มีโบราณวัตถุคืนกัมพูชา
นายอนุสรณ์ วงศ์วรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวประเทศกัมพูชาจะออกมาทวงคืนโบราณวัตถุที่อยู่บริเวณปราสาทพระวิหารและวัตถุโบราณอื่นนั้น ว่าในเรื่องนี้ยังไม่การติดต่อมาจากทางประเทศกัมพูชาว่าจะทวงคืนสิ่งใดบ้างซึ่งตามหลักสากล ถ้าประเทศที่เป็นเจ้าของทราบว่ามีสิ่งของเขาอยู่ในประเทศอื่นๆ ประเทศเจ้าของจะต้องนำหลักฐานทั้งภาพถ่ายหลักฐานต่างๆมา จากนั้นเราจะต้องทำการตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกครั้งหนึ่งถ้าพิสูจน์แล้วว่า ใช่ เราก็ต้องส่งคืนให้แก่ประเทศนั้นเหมือนกับกรณีทับหลังนารายณ์ที่ไทยมีหลักฐานและสามารถนำกลับมาไว้ในประเทศไทยได้
"เท่าที่ตนทราบจากกรมศิลปากรว่าขณะนี้ไม่มีหนังสือมาจากทางการกัมพูชาแต่อย่างใดเพียงแต่ทราบข่าวจากทางสื่อมวลชนเท่านั้นซึ่งที่ผ่านมาประเทศไทยเคยคืนโบราณวัตถุที่ถูกจับกุมได้ให้แก่ประเทศกัมพูชากว่าร้อยชิ้นแต่ในปัจจุบัน เรายังไม่มีสิ่งของใดจะต้องคืนให้แก่กัมพูชา" รมว.วัฒนธรรม
ผู้ว่าฯชี้ทางขึ้นพระวิหารของไทยเขมรต้องออกไป
นายนิยม รอดเนียม ผู้ประสานงานสมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า สมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษและประชาชนศรีสะเกษ ได้มีเจตนารมณ์เพื่อรณรงค์รักษาสมบัติอันล้ำค่าของจังหวัดศรีสะเกษ และพื้นที่บริเวณปราสาทพระวิหาร ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะมีการสูญเสียพื้นที่บริเวณรอบปราสาท 4.6 ตร.กม. ตามข้อกำหนดของคณะกรรมการมรดกโลก โดยเฉพาะการที่จะมีตัวแทนจาก 7 ประเทศเข้ามาบริหารจัดการพื้นที่ปราสาทเขาพระวิหาร อาจจะเป็นสาเหตุให้เสียดินแดนอีกครั้ง สมัชชาประชาชนจังหวัดศรีสะเกษจึงได้จัดให้มีการรณรงค์ชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจ แก่ประชาชนในวันที่ 12 ก.ค.นี้ เวลา 16.30 น. เป็นต้นไป ที่บริเวณถนนคนเดินหน้าสถานีรถไฟจังหวัดศรีสะเกษ
"ขอยืนยันว่าเรามีทะเบียนบ้านในศรีสะเกษหาใช่คนต่างจังหวัดที่มาแอบแฝงสร้างความวุ่นวายอย่างที่หลายคนกล่าวอ้าง ส่วนคนอื่นที่เข้ามาร่วมทวงคืนแผ่นดินก็เป็นเรื่องของการแสดงออกถึงความรักชาติรักแผ่นดินในฐานะประชาชนคนไทยทุกคน "นายนิยมกล่าว
ด้านนายเสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีษะเกษกล่าวว่า ศรีสะเกษไม่ใช่ต้นเหตุของปัญหา แต่เป็นปลายเหตุซึ่งเกิดจากเงื่อนไขทางการเมืองทำให้รัฐบาลกัมพูชาสั่งปิดประตูทางเข้าออกปราสาทพระวิหาร ตนได้ทำหนังสือเพื่อขอเจรจาเรื่องการเปิดประตู ซึ่งเขาก็ทำหนังสือตอบกลับมาว่ายินดีให้เจรจาทุกเงื่อนไขขึ้นอยู่กับไทย โดยอ้างว่าหากสถานการณ์ภายในประเทศไทยยังไม่ปกติ เขาก็ไม่สามารถเปิดประตูได้ เนื่องจากกลัวว่าประชาชนเขาจะไม่ปลอดภัย
นายเสนีย์ กล่าวว่า ขอยืนยันตาม มติ ครม. 2505 ว่าพื้นที่บริเวณทางขึ้นปราสาทพระวิหารที่บอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนนั้นเป็นเขตแดนของไทย ตามหลักสากลในการปักปันเขตแดน โดยไทยใช้แผนที่ 1: 20,000 ส่วนกัมพูชาใช้ 1: 200,000 ซึ่งเป็นแผนที่ที่มีรายละเอียดน้อยกว่าเรา ดังนั้นชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่บริเวณทางขึ้นปราสาทตั้งแต่ปี 2543 จะต้องออกไปจากเขตแดนตรงนั้น
นายเสนีย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2543 หลังจากที่ชาวกัมพูชาเข้ามาอยู่แรก ๆทางประเทศไทยเราก็มีการทักท้วงจนเกิดข้อพิพาทกันและเป็นสาเหตุให้มีการปิดประตูเมื่อปี 2544 ซึ่งครั้งนั้นคนไทยยอมถอยออกมาเพื่อต้องการเคลียร์พื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวให้ชัดเจนก่อน แต่ชาวกัมพูชาไม่ยอมถอยออกไป เมื่อประตูเปิดจึงได้มีการค้าขายกันมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งตนเห็นว่าการที่ชาวบ้านทั้งสองฝั่งอยู่ด้วยกันมาอย่างสงบเพราะยึดหลักสังคมวัฒนธรรม ปัญหาที่เกิดอยู่เป็นเรื่องทางการเมืองที่มาขีดเส้นแบ่งเขตแดนโดยขาดการมองเรื่องสังคมวัฒนธรรม ดังนั้นจึงอยากให้ทั้งสองประเทศมานั่งโต๊ะเจรจากันอย่างสันติวิธี โดยเฉพาะเรื่องเขตแดนจำเป็นจะต้องปักปันให้ชัดเจน จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
