ที่มา - สมาชิกพรรคฝ่ายค้าน ใช้สิทธิตามมาตรา 271 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ให้สมาชิกลงชื่อ 1 ใน 4 ของจำนวน ส.ส.ทั้งหมด ยื่นถอดถอน นพดล ปัทมะ รมว.การต่างประเทศ ต่อประธานวุฒิสภา ตามมาตรา 270 หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 190 เนื่องจากแถลงการณ์ดังกล่าวเป็น สนธิสัญญา ที่ต้องนำเข้าที่ประชุมรัฐสภา หนังสือดังกล่าวยื่นก่อนที่ นพดล จะประกาศลาออก เพียงแค่ 2 ชั่วโมง มติชน คัด ข้อกล่าวหา บางส่วนมานำเสนอ1.นายนพดลในฐานะ รมว.การต่างประเทศ ดำเนินการและลงนามในเอกสารแถลง การณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 190 ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน แต่นายนพดลมิได้ดำเนินการ เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการดำเนินการที่ส่อว่า จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมีเหตุผลและพฤติกรรมดังนี้
1.1 จงใจดำเนินการและลงนามในเอกสาร เพื่อให้แถลงการณ์ร่วมฯ มีผลโดยสมบูรณ์ ทั้งที่มีการท้วงติงว่า ชี้ให้เห็นว่ามีเจตนาจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ตามเอกสารสมุดปกขาวการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ของกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่า เมื่อ 22-23 พฤษภาคม 2551 นายนพดลนำคณะผู้แทนไทยไปหารือกับคณะผู้แทนกัมพูชา ที่กรุงปารีส ภายใต้การอุปถัมภ์ของสำนักงานใหญ่องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) เพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก ให้ได้ข้อยุติ ก่อนการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกที่เมืองควิเบก แคนาดา
1.2 การไปหารือกับคณะของกัมพูชา มีข้อตกลงเกี่ยวกับการบริหารจัดการพื้นที่ ยังไม่มีความชัดเจนเรื่องเขตแดน ตลอดจนมีการอ้างแผนที่ที่ยังไม่มีข้อตกลงกันอย่างชัดเจนเกี่ยวข้องด้วย อันเข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 190 วรรคสอง ที่บัญญัติว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนอาณาเขตไทย หรือเขตพื้นที่นอกอาณาเขต ซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย หรือมีเขตอำนาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งผลการไปเจรจาของนายนพดล ทำให้ต่อมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเมื่อ 27 พฤษภาคม 2551 เห็นชอบในหลักการต่อร่างคำแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว เมื่อข่าวดังกล่าวแพร่หลายออกไป มีผู้ท้วงติงอย่างหลากหลาย
1.3 เมื่อ 16 มิถุนายน 2551 ก่อนหน้าการประชุม ครม. 1 วัน นายนพดลให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เห็นชอบแผนที่แสดงอาณาเขตของทางเขมรแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่อไปคือเสนอเข้าที่ประชุม ครม.เพื่อให้พิจารณาอนุมัติ ส่วนรายละเอียดของแผนที่ประเทศไทยไม่มีการสูญเสียดินแดนแม้แต่ตารางนิ้วเดียว เนื่องจากแผนที่ของกัมพูชาที่ส่งมาในครั้งนี้เป็นการระบุเขตแดนเฉพาะบริเวณตัวพระวิหารเท่านั้น ส่วนพื้นที่ทับซ้อนรอบๆ ตัวปราสาท กัมพูชาเขียนว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนร่วมกัน ขณะนี้เริ่มมีการร่างข้อตกลงบริหารพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวร่วมกันแล้ว
แต่ในข้อเท็จจริงแล้วนายนพดลทราบดีว่า แผนที่แนบท้ายแถลงการณ์ร่วมมิได้ครอบคลุมเฉพาะพื้นที่ตัวปราสาท หากแต่มีการระบุถึงพื้นที่เขตอนุรักษ์ ครอบคลุมพื้นที่ในเขตแดนไทยอย่างชัดเจนและกัมพูชา ไม่ได้ระบุว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อน ตรงกันข้ามกัมพูชาเคยทำบันทึกถึงไทยเมื่อ 11 เมษายน 2551 ว่ากัมพูชาไม่ถือว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ทับซ้อน
2.ในการตอบกระทู้ถามสมาชิกวุฒิสภา เมื่อ 20 มิถุนายน 2511 นายนพดลกล่าวตอนหนึ่งว่า ประเด็นที่ท่านถามว่า ไปตกลงเซ็นนั้นอาจจะฝ่าฝืนมาตรา 190 ผมอยากจะกราบเรียนว่า แถลงการณ์ร่วมนั้น เป็นคำแถลงการณ์ทางการเมือง ไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญา เพราะฉะนั้นนอกจากจะไม่มีสถานะเป็นสนธิสัญญาทางกฎหมายแล้ว ยังไม่มีตอนใดที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของประเทศไทย เพราะว่าเส้นเขตแดนของเราตาม แผนที่แอล 7017 เป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น...
สอดคล้องกับที่นายนพดลตอบคำถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2551 ซึ่งโดยข้อเท็จจริง แผนที่ แอล 7017 ที่นายนพดลอ้างถึง มีข้อความระบุไว้ว่า แนวพรมแดนระหว่างประเทศในแผนที่ระวางนี้ ต้องไม่ถือกำหนดเป็นทางการ แสดงว่าเส้นเขตแดนในแผนที่ แอล 7017 ไม่สามารถใช้อ้างอิงแนวอาณาเขตไทยอย่างเป็นทางการได้
ยังมีข้อโต้แย้งในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า แต่เมื่อพิจารณาข้อบททั้งหมดในคำแถลงการณ์ร่วมประกอบกับแผนที่ หรือแผนผังแนบท้าย ซึ่งจัดทำขึ้นโดยประเทศกัมพูชาแต่เพียงฝ่ายเดียว อันประกอบเป็นส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์ร่วมแล้ว เห็นชัดเจนว่า แผนที่ดังกล่าวได้กล่าวอ้างถึงพื้นที่ เอ็น 1 เอ็น 2 และเอ็น 3 โดยไม่ได้มีการกำหนดเขตของพื้นที่ เอ็น 1 เอ็น 2 และเอ็น 3 ให้ชัดเจนว่ามีบริเวณครอบคลุมส่วนใดของประเทศใดเป็นจำนวนเท่าใด ซึ่งเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย
3.การดำเนินการของนายนพดล มีเหตุจูงใจพิเศษ ที่ยอมฝ่าฝืน ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 โดยองค์การยูเนสโกตอบหนังสือถึงสมาชิกวุฒิสภาว่า นายนพดลลงนามย่อในแถลงการณ์ร่วม ลงวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 มีเนื้อหาสาระเดียวกันกับแถลงการณ์ร่วมวันที่ 18 มิถุนายน 2551 เมื่อตรวจสอบข้อบังคับที่เกี่ยวข้องกับการขึ้นทะเบียนมรดกโลกแล้ว เป็นการดำเนินการรวบรัดลงนามในวันดังกล่าว เมื่อเวลา 23.35 น. เพราะวันที่ 22 พฤษภาคม 2551 นั้นเป็นวันสุดท้ายที่จะสามารถรวบรวมเอกสารเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการมรดกโลก ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 2 กรกฎาคม ที่เมืองควิเบกได้ ซึ่งเป็นเอกสารที่กัมพูชาจำเป็นต้องใช้ เพื่อยืนยันว่าไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนของฝ่ายกัมพูชาเพื่อให้เป็นไปตามมติของกรรมการมรดกโลกเมื่อปี 2550 จึงเป็นการชี้ให้เห็นว่า นายนพดลมีเจตนาที่รวบรัดขั้นตอน
ส่วนมูลเหตุจูงใจ มีกระแสออกมาว่าเพื่อแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางธุรกิจในพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิทับซ้อนในทะเล ปรากฏตามหนังสือปกขาว ของกระทรวงการต่างประเทศว่า วันที่ 14 พฤษภาคม 2551 ภายหลังเข้าร่วมพิธีเปิดถนนหมายเลข 48 (เกาะกง-สแรอัมเบิล) และสะพาน 4 แห่ง ที่เกาะกง กัมพูชา นายนพดลได้หารือกับนายสก อาน รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เกี่ยวกับปัญหาการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก และการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างกัมพูชา และพื้นที่พัฒนาร่วมบริเวณไหล่ทวีปที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิทับซ้อนกัน โดยฝ่ายกัมพูชาได้เสนอที่จะขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทเป็นมรดกโลกและจะไปหารือกับยูเนสโกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องนี้ต่อไป
และนายนพดลยืนยันในศาลรัฐธรรมนูญอีกครั้งว่า การเจรจาเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อครั้งเดินทางไปเกาะกงพร้อมนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี น้องเขยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ด้วยเหตุผลดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงเป็นที่สรุปได้ว่า การกระทำของนายนพดล ส่อว่าจงใจฝ่าฝืนบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ เป็นความผิดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2550 มาตรา 270 อย่างชัดเจน
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
