รายงานพิเศษภายหลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติ 8 ต่อ 1 ระบุว่าแถลงการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชา กรณีการขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ถือเป็นหนังสือสัญญา ซึ่งต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 บัญญัติไว้
กระแสสังคมและการเมืองจึงทวงถามความรับผิดชอบจากรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช
โดยเฉพาะความรับผิดชอบจากนายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ในฐานะ ผู้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมดังกล่าว หลังจากคณะกรรมการมรดกโลกตัดสินขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกตามคำขอของกัมพูชา
นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศอังกฤษมาถึงเมืองไทยในช่วงเช้าตรู่ของวันที่ 10 ก.ค. ได้ใช้ห้องวิเทศสโมสร กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเวทีแถลงถึงการตัดสินใจทางการเมืองในเวลา 14.00 น.วันเดียวกัน ท่ามกลางความสนใจของสื่อไทยและต่างชาติเกือบ 100 คน โดยมีเนื้อหาดังนี้
ผมเดินทางกลับมาจากประเทศอังกฤษถึงประเทศไทย ในช่วงเช้านี้ประมาณตี ห้ากว่า หลังจากไปร่วมประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ที่เมืองควิเบก ประเทศแคนาดา วันนี้ผมอนุญาตแถลงข่าวซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ การตัดสินใจของผมในวันนี้ ผมตัดสินใจเองและขออ่านแถลงการณ์ของผม
ผมภูมิใจที่เกิดมาเป็นคนไทยและเกิดมาในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับการพระราชทานทุนอานันทมหิดล
ตั้งแต่ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งเป็นรมว.ต่างประเทศ ผมมุ่งมั่นทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และขยันขันแข็ง โดยมุ่งผลสำเร็จของงานเป็นที่ตั้ง การทำงานที่ผ่านมา 5 เดือนเศษ กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลไทยประสบความสำเร็จอย่างสูงในด้านต่างประเทศ ดำเนินการทูตเชิงรุก เร่งฟื้นฟูภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของไทยในเวทีโลกกลับคืนมา หลังจากสูญเสียไปในการยึดอำนาจในปี 2549 จนความเชื่อมั่นจากประเทศพันธมิตรที่สำคัญ เช่น สหรัฐ จีน ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และสหภาพยุโรปกลับคืนมา ได้สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย ไม่ว่าลาว พม่า กัมพูชา มาเลเซีย จนมีความสัมพันธ์ดีอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แต่ยังมีปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชา ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาแก้ยังไม่สำเร็จ และตกทอดมายังรัฐบาลปัจจุบัน ผมต้องเร่งแก้ไขให้ได้ เพราะคำขอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารของกัมพูชาที่ยื่นในปี 2549 นั้น รวมผนวกเอาพื้นที่ที่ไทยอ้างอธิปไตยหรือที่เรียกว่า พื้นที่ทับซ้อน หากมีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารโดยรวมเอาพื้นที่ทับซ้อนเข้าไปด้วย ย่อมสุ่มเสี่ยงที่ไทยจะเสียอธิปไตยในพื้นที่ดังกล่าว
กระทรวงการต่างประเทศประเมินแล้วว่า คณะกรรมการมรดกโลกคงไม่ยอม ให้เลื่อนการพิจารณาในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ที่แคนาดา ระหว่างวันที่ 2 - 10 ก.ค.ที่ผ่านมา เพราะเคยมีมติการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่ประเทศนิวซีแลนด์ว่า เห็นชอบในหลักการว่าปราสาทพระวิหารควรได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก รวมทั้งไทยและกัมพูชา ได้เห็นพ้องกันว่ากัมพูชาจะเสนอขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 32 ในปี 2551
ซึ่งการประเมินของกระทรวงการต่างประเทศถูกต้อง ในการประชุมที่แคนาดา แม้เราจะพยายามขอเลื่อนไปอย่างใดก็ตาม คณะกรรมการมรดกโลก ก็ไม่เลื่อน และมีมติขึ้นทะเบียนตัวปราสาทพระวิหาร
ขอย้ำอีกครั้งว่าการดำเนินการของกระทรวงการต่างประเทศนั้น
1.ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการปกป้องไม่ให้ประเทศไทยเสียดินแดนและอธิปไตย เพราะพยายามสกัดกั้นไม่ให้กัมพูชารุกล้ำและรวมเอาพื้นที่ทับซ้อนเข้าไปขึ้นทะเบียนด้วย
2.ได้ดำเนินการอย่างโปร่งใสตามขั้นตอน มีการหารือและร่วมเจรจากับเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศ กรมเอเชียตะวันออก กรมสนธิสัญญาและกฎหมายและกรมแผนที่ทหาร
3.การดำเนินการไม่ได้เร่งรีบ แต่เป็นไปตามขั้นตอนหลังหารือกับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศแล้ว ได้นำเสนอเรื่องเข้าสู่สภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีหลายกระทรวงและมีผบ.เหล่าทัพ และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเข้าร่วมประชุมด้วย ต่อมาได้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของคณะรัฐมนตรี และเมื่อคณะรัฐมนตรีอนุมัติ ผมจึงได้ไปลงนามในนามของรัฐบาล
ส่วนข้อกล่าวหาว่าการดำเนินการมีผลประโยชน์ทับซ้อน หรือมีการแลกผลประโยชน์กันนั้น เป็นเท็จทั้งสิ้น จะเห็นได้ว่าในการประชุมครั้งที่ 32 ที่แคนาดา วันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา แม้กระทรวงการต่างประเทศและคณะกรรมการมรดกโลกของไทย คือนายปองพล อดิเรกสาร จะคัดค้านและเจรจาอย่างหนัก แต่กัมพูชาสามารถขึ้นทะเบียนได้เพราะคุณสมบัติของตัวปราสาทของกัมพูชาเอง ไม่ใช่เพราะการสนับสนุนของไทย หรือไม่ใช่เพราะคำแถลงการณ์ร่วม เพราะเราได้ขอไม่ให้นำคำแถลงการณ์ร่วมเข้าสู่การพิจารณาในการประชุมครั้งที่ 32
นอกจากนั้น ผมยังได้แถลงปฏิเสธเอกสารและแผนผังของกัมพูชา ประท้วงไม่ให้คณะกรรมการมรดกโลกนำแถลงการณ์ร่วมมาประกอบการพิจารณา และยังได้ยืนยันการสงวนสิทธิของไทยที่ระบุในหนังสือของ พ.อ.ถนัด คอมันตร์ รมว.ต่างประเทศ ที่ส่งถึงเลขาธิการสหประชาชาติ ในปี 2505 อีกด้วย
สิ่งที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศและกรมแผนที่ทหาร ตลอดจนสภา ความมั่นคงแห่งชาติและคณะรัฐมนตรี ได้ดำเนินการด้วยความสุจริต โปร่งใส ไม่มีประโยชน์ทับซ้อน ไม่ได้ทำให้ประเทศไทยเสียดินแดน แต่ในทางตรงข้าม เป็นการปกป้องดินแดนและอธิปไตยของไทย
เราได้ทำดีที่สุดแล้ว แต่สิ่งที่น่าเสียดายและน่าเสียใจ คือ มีการนำการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารมาปลุกเร้ากระแสชาตินิยมจนเกินสมควรและทำเป็นประเด็นเพื่อหวังผลทางการเมืองโดยไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริงและความถูกต้อง
ผมอยากเห็นคนไทยรักกัน คนไทยรักเพื่อนบ้าน เพราะความมั่งคั่งมั่นคงของเพื่อนบ้านคือความมั่งคั่งมั่นคงของไทย ประเทศไทยยิ่งใหญ่พอจะชื่นชมความสำเร็จของประเทศเพื่อนบ้านได้ด้วยความเต็มใจ
ส่วนคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับคำแถลงการณ์ร่วมระหว่างไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 8 ก.ค.ที่ผ่านมา ผมเคารพในคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า คำแถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา ลงวันที่ 18 มิ.ย.2551 เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 แต่คำวินิจฉัยนี้เป็นคำวินิจฉัยที่จะเป็นกรณีศึกษาที่นักนิติศาสตร์ นักกฎหมายและผู้สนใจจะสนใจใช้ศึกษา และพิจารณาต่อไปอย่างกว้างขวาง
ยืนยันว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการตามความเห็นของกรมสนธิสัญญาและกฎหมายระหว่างประเทศ และข้าราชการในกระทรวงการต่างประเทศมาตลอด และไม่มีใครจงใจกระทำการผิดกฎหมาย
ในเมื่อประเด็นปราสาทพระวิหารถูกนำมาเป็นประเด็นการเมืองทั้งในสภาและนอกสภา และมีกลุ่มบุคคลไม่หวังดีนำประเด็นดังกล่าวไปรังแกระรานพี่สาวของผมที่จังหวัดนครราชสีมา ผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ไม่มีทางสู้จนชาวบ้านต้องออกมาช่วย มีการนำประเด็นนี้มาปลุกเร้าความเกลียดชังและแตกแยกของคนในชาติระหว่างไทยและกัมพูชา
ผมมั่นใจว่าเมื่อควันและฝุ่นจางลง ความจริงจะปรากฏขึ้นชัดเจน เมื่อเหตุผลเข้ามาแทนที่อารมณ์ เวลาจะตัดสินสิ่งที่กระทรวงการต่างประเทศและผมได้ทำไปว่า พวกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องเพื่อปกป้อง (หยุดนิดหนึ่ง) ดินแดนและประโยชน์ของไทย
ผมไม่ได้ขายชาติ ผมรักชาติเท่ากับคนไทยทุกคน ขอยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าผมไม่ได้ทำให้ประเทศเสียหาย รัฐบาลอยากให้เอาเวลาไปแก้ไขปัญหาบ้านเมืองและความเดือดร้อนประชาชนแทนที่จะเสียเวลาแก้ไขปัญหาการเมือง
ทั้งนี้ เพื่อให้ความทุกข์ยากของประชาชนได้รับการแก้ไข ผมอยากเห็นความปรองดองสมานฉันท์ของทุกภาคส่วน เพื่อให้ประเทศไทยที่เป็นที่รักของเราเดินหน้าต่อไป เพราะบ้านเมืองของเรามีความสำคัญกว่าตำแหน่งทางการเมืองของผม และขอย้ำว่าผมไม่ได้ทำอะไรผิด แต่ผมขอแสดงสปิริตและความรับผิดชอบโดยการลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ (สะอึกอีกนิด) กระทรวงการต่างประเทศ ตั้งแต่วันที่ 14 ก.ค.2551 เป็นต้นไป
ผมขอกราบขอบพระคุณนายกฯสมัคร สุนทรเวช ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทหารในกรมแผนที่ทหาร ท่านผบ.ทบ.ในความเป็นมืออาชีพ และความกล้าหาญที่จะยืนหยัดในสิ่งที่ถูกต้อง แม้ในวันที่พายุทางอารมณ์พัดรุนแรงและกระแสการเมืองที่เชี่ยวกราก ขอให้พวกท่านเป็นหลักให้บ้านเมืองต่อไป
ผมขอขอบคุณประชาชนที่แสดงความเห็นใจผมในยามมรสุมทางการเมืองพัดกระหน่ำ มีบุคคลมากมายโทรศัพท์และส่งเอสเอ็มเอส กราบขอบพระคุณสื่อมวลชนและคอลัมนิสต์หลายคนที่เขียนด้วยปัญญาและปราศจากอคติ ผมซาบซึ้งในความเป็นมนุษย์ของท่านที่ให้แสงสว่างในคืนที่มืดมิด
ผมสัญญาว่าจะเป็นคนดีดังที่ผมเป็นมาและจะทำงานต่อไปเพื่อประชาชนเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมและเพื่อความจริง ทำงานต่อไปเพื่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ แม้จะเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้องความถูกต้องและหลักการ ผมก็พร้อมจะต่อสู้เพื่อประชาชนและประเทศชาติตลอดไป
ที่บอกว่าทำตามคำแนะนำของกรมสนธิสัญญาฯ แสดงว่าการที่ท่านละเมิดรัฐธรรมนูญนั้นท่านโยนความผิดไปให้กรมสนธิสัญญาฯใช่หรือไม่
ผมแถลงชัดเจนว่าเราได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เราได้ปรึกษาหารือกับข้าราชการในกระทรวงโดยเฉพาะกรมสนธิสัญญาและกฎหมายฯ แต่ในเมื่อศาลรัฐธรรม นูญตัดสินมาเช่นนี้ เราต้องเคารพ เรื่องอารมณ์และเหตุผลไม่ได้เกี่ยวข้องกับศาล รัฐธรรมนูญ เราต้องระวังเวลาจะพูดอะไรเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาล เดี๋ยวจะเป็น การไม่เคารพและจะละเมิดสิทธิ เป็นการหมิ่นศาล
วางอนาคตทางการเมืองว่าจะทำอะไรต่อไป
ผมคงไปเขียนหนังสือไปทำดิกชันนารีกฎหมาย ไปสอนหนังสือ ไปพัฒนาผลิตนักกฎหมายที่มีคุณภาพให้เพิ่มมากขึ้น
พรรคประชาธิปัตย์ได้ยื่นถอดถอนท่านจะมีผลในทางคดีอาญาต่อไปหรือไม่
ผมไม่ทราบ เป็นไปตามกระบวนการ ผมพร้อมจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผมอยู่แล้ว
ได้คุยกับนายกฯหรือยัง
เป็นการตัดสินใจของผมเองและผมได้เรียนนายกฯแล้วจึงมาแถลง เพื่อแสดงจุดยืนของผมเอง
หน้า 8
ข้อมูลจาก ข่าวสด
