สิ้นคำตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ให้ ไชยา สะสมทรัพย์ รมว. สาธารณสุข สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี อันเนื่องจากการไม่แจ้งว่า จุไร สะสมทรัพย์ ภริยาประสงค์จะรับผลประโยชน์จากหุ้นบริษัทเกินกว่าร้อยละ 5 แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)บิ๊กการเมือง ประเมินว่ากรณีนี้จะกลายเป็นอีกปมเงื่อนหนึ่งที่ทำให้รัฐบาล สมัคร หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศ
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะนำกรณีนี้ไปกล่าวอ้างเป็นชัยชนะครั้งที่ 18 ในการปลุกม็อบกลางเมือง
ประชาชน จะตั้งคำถามถึงมาตรฐานของฝ่ายบริหารสูงสุด
จะมีก็แต่ คนบ้านใหญ่ เท่านั้น ที่มอง ไชยา ด้วยความเห็นใจและเข้าใจ
6 ชั่วโมงก่อน เจ้ากระทรวงหมอ สิ้นอำนาจ... ทุกความคิด-ทุกอารมณ์ถูกถ่ายทอดผ่าน เผดิมชัย สะสมทรัพย์ พี่ชายคนโตของ ไชยา
เขาไม่ได้จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สิน แต่รัฐธรรมนูญมันเปลี่ยนใหม่ พอรู้ว่าแนวทางปฏิบัติใหม่เป็นอย่างไร เขาก็รีบแจ้งบัญชีเพิ่มเติมไปที่ ป.ป.ช. ด้วยเจตนาดี แต่ช้ากว่าที่กฎหมายกำหนด 2 วัน เลยกลายเป็นคนผิด... ขอถามหน่อยว่าถ้าเขาอยู่เฉยๆ ป.ป.ช. จะรู้ไหมว่ามีหุ้น โทษที่เขาได้รับในวันนี้ มันสมควรหรือไม่ และไม่ใช่ไชยาคนเดียวที่ต้องรับโทษ แต่พ่อผม (นายประเสริฐ) ต้องรับความทุกข์ใจไปด้วย
เผดิมชัย เล่าว่า ทุกครั้งที่มีข่าวไม่ดีเกี่ยวกับลูก คุณพ่อประเสริฐ มักหลบฉากไปนั่งนิ่งๆ คิดอะไรเพียงลำพังทั้งที่ปกติเป็นคนสนุกสนาน มีมุขตลกตลอดเวลา จนหลายครั้งเขาต้องทลายความกลัดกลุ้มใจผู้เป็นพ่อด้วยการเข้าไปสอบถาม
ระหว่างที่ ไชยา ถูกตีกระหน่ำ ประเสริฐ ได้แนะนำให้ ลูกเลิฟ ถอยห่างจากการเมือง โดยให้เหตุผลว่าสิ่งที่ลูกๆ ทำมาตลอดชีวิตได้สร้างความภูมิใจให้พ่อเพียงพอแล้ว
แต่ข่าวที่ออกมากลายเป็นว่าไชยานี่นะ ขนาดพ่อห้ามยังไม่ฟังเลย ทั้งที่ความจริงคือเขาอาสาไปรบ ไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ เลือกต่อสู้แบบวิถีลูกผู้ชาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายกย่อง
ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ว่า ไชยา เป็นคนผิด แต่ สะสมทรัพย์ผู้พี่ กลับเยินยอว่าน้องชายของตนเป็นคนดี มีจิตใจดี ??
ความดีมันไม่ได้หายไปพร้อมการถูกตัดสิทธิทางการเมือง สังคมมีสิทธิคิดอย่างไรกับไชยาก็ได้ แต่สำหรับพวกเรารู้ดีว่าเขาไม่ได้เป็นอย่างนั้น
ส่วนที่มีการคาดการณ์ว่าเก้าอี้ รมว.สาธารณสุข จะถูกส่งต่อให้ เผดิมชัย ดูแลหรือไม่นั้น แคนดิเดตคนสำคัญแย้งทันควันว่า
ตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ใช่สมบัติประจำตระกูล ไม่ใช่สัมปทานที่ได้รับ ครอบครัวนี้เป็นประชาธิปไตย แม้ผมจะเป็นพี่คนโต แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมต้องแย่งทุกอย่างไปจากน้อง อย่างอนุชาอายุ 50 กว่าปี จบปริญญาโทถามว่าเป็นได้ไหม
เผดิมชัยพูดทิ้งท้ายว่า ขณะนี้อายุ 61 ปีแล้ว สุขภาพไม่ดี อาจทุ่มเททำงานการเมืองไม่ได้ แต่เรา 4 คนพี่น้องคุยกันได้แนะนำกันได้ ปกติก็กินข้าวกันเดือนละ 1-2 ครั้งอยู่แล้ว และบ้านเราไม่เคยทะเลาะกันเอง
แสดงว่า ตำแหน่ง ก็แบ่งลงตัวแล้วสิทั่น !?
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
