นับแต่คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ยืนยันการให้ใบแดง ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ทิศทางของชะตาชีวิตพลพรรคพลังประชาชนก็เริ่มเห็นเด่นชัดมากขึ้นถึงแม้ก่อนหน้านี้บรรดา หัวหอก พลังประชาชน ได้ประเมินผลแห่งคดีไว้ล่วงหน้า พร้อมกับตระเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้บ้าง แต่พอเจอศึกหนักรุกประชิดทั้งฝั่งคดีใบแดง แล้วยังจะเจอซ้ำอีกหนึ่งดอกด้วย แถลงการณ์ร่วมไทย-กัมพูชา กรณีเขาพระวิหาร เป็นสนธิสัญญา เข้าข่าย รธน.มาตรา 190 ทำให้แผนการตั้งรับระส่ำระสายเอาการ
ที่เตรียม กก.บห.พรรคที่เป็น ส.ส.เขตและ ส.ส.สัดส่วนลาออกไปก่อน เพื่อจะได้เลือกตั้งซ่อม หรือเลื่อนลำดับ ส.ส.สัดส่วนขึ้นมาแทน เท่ากับว่า พปช.ยังคงมี ส.ส.233 เท่าเดิม โดยที่ สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี จะยังคงเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชนต่อไปไปจนกว่าคดียุบพรรคจะเสร็จสิ้น !!
คิดในทางที่แย่ที่สุดว่าหาก พปช. ถูกยุบไป บรรดา ส.ส.ที่เหลืออยู่ทั้งหมดก็จะพร้อมใจกันย้ายไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นได้ตามที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องเอาไว้ จากนั้นก็ไปเดินเกมในสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี ภายใต้สังกัดของพรรคใหม่ เกมตื้นๆ เช่นนี้ ก็จะทำให้ พปช.ในสังกัด พรรคการเมืองใหม่ ก็ยังอยู่ในสถานะ รัฐบาล ต่อไป
อย่างที่บอก กรณีแถลงการณ์ร่วมเป็นสนธิสัญญาที่นายนพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ ได้ไปลงนามก่อนแล้วค่อยมาขออนุมัติจาก ครม.ทีหลัง โดยที่ไม่ได้ผ่านการเห็นชอบจากรัฐสภา จึงกลายเป็นประเด็นใหม่ที่ จุกอก กว่าคดียุบพรรค
ซึ่งไม่แน่ว่า นพดล จะพูดอะไรบ้างเมื่อเดินทางกลับถึงไทย หรืออาจจะต้องกระเด็นออกจากเก้าอี้ เพื่อลดแรงเสียดทานการถูกฝ่ายค้านยื่นถอดถอนออกจากตำแหน่งทั้ง ครม. ?
เนื่องจากหากปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ หรือ ส.ว.เข้าชื่อกันยื่นถอดถอนต่อประธานวุฒิสภา เสนอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนชี้มูลความผิดแล้วละก็ คราวนี้อาจจะได้เห็น ครม.ทั้งคณะ ถูกแช่แข็ง ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด
พลพรรค พปช.ต่างทำใจกันแล้วว่า กระแส และ ธง การเมืองในวันนี้ เห็นอยู่ไม่ไกลแล้วว่าจะต้องมีการ ยุบ พปช. ซ้ำรอยกับพรรคไทยรักไทยอย่างแน่นอน จึงไม่แปลกหากจะมีการ เปิดชื่อ ว่าที่พรรคนอมิมิไทยรักไทยภาค 2 รวมไปถึงการจัดเตรียม มวลชน ในนามของคณะกรรมการปกป้องประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (ป.ป.ก.) เพื่อมารับหน้าที่ ปะ ฉะ ดะ กับฝ่ายตรงข้ามทุกรูปแบบ
และการเคลื่อนเต็มสูบเพื่อให้มีการ รื้อใหญ่ รัฐธรรมนูญ 2550 คงเดินกันเต็มที่ ก่อนที่จะฟอร์มทีมท้าชน ตุลาการภิวัตน์ เพื่อหนีคดียุบพรรคกันต่อไป
น่าเสียดายที่ แผนลับ อุตส่าห์เตรียมกันไว้ดี แต่ปล่อยให้เดินสะเปะสะปะจึงเสียของโดยใช่เหตุ!
สมัคร ในฐานะผู้นำจึงต้องเรียกประชุม กก.บห.และลูกพรรค เพื่อปรับจูนทิศทางการเคลื่อน และหาหนทางที่ต่อลมหายใจทั้ง พปช.และความเป็นรัฐบาลเอาไว้ เกมง่ายก็คือ สั่งให้ ส.ส.พปช. ไปจัดการงานมวลชนสัมพันธ์ ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับฐานเสียงเพื่อเคลียร์ข้อข้องใจกรณีเขาพระวิหาร และคดียุบพรรค
ที่สำคัญที่ สมัคร สั่งให้ลูกพรรคไปป่าวประกาศก็คือ นายกฯไม่ยุบสภา ถือว่างานนี้เดินหน้าชนกันเต็มที่
ประเมินกันแบบกล้าๆ กลัวๆ ว่าหากประชาธิปัตย์ ยื่นถอดถอน ครม.ทั้งคณะ เปอร์เซ็นต์ที่จะยุบสภามีโอกาสเป็นไปได้สูง เพราะถึงเวลานั้น การหนีตาย จากภัยการชี้มูลของ ป.ป.ช.ยากที่จะเดาใจ สมัคร ได้ว่าจะ ไม่ยุบสภา ซึ่งแน่นอนว่าทั้งประชาธิปัตย์ และพรรคร่วมรัฐบาลไม่ประสงค์ให้เกิดขึ้น
เพื่อลดกระแสกดดันในเฉพาะหน้า เห็นจะมีแต่การ ปรับ ครม. ซึ่งเป็นการปรับแบบ ยกเครื่องครั้งใหญ่ น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาไปได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้ รมว.ต่างประเทศ ตำแหน่ง รมว.สาธารณสุข ของนายไชยา สะสมทรัพย์ ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่า ขาดคุณสมบัติ หรือแม้กระทั่งตำแหน่ง ทีมเศรษฐกิจ ของรัฐบาล
หากจัดวางบุคคลที่มี ต้นทุนทางสังคมสูง ได้รับการไว้เนื้อเชื่อใจจากผู้ใหญ่ในบ้านเมืองมากุมบังเหียน ถือธงนำทางเศรษฐกิจแทนทีมเดิม น่าจะยังมีหวัง ซึ่งมุมนี้แกนนำพปช.หลายคนพยักหน้ารับว่า พอเอาตัวรอด ไปได้ในระยะหนึ่ง
สมัคร จึงสั่งยุติ ทุกการเคลื่อนไหว และให้ตั้งสติให้มั่นก่อนทำอะไร เพื่อแสดงให้เห็นว่ายังควบคุมสถานการณ์ได้เบ็ดเสร็จเต็มที่ !
อย่างน้อย รบ.สมัคร จะต้อง อยู่ต่อ เพื่อผ่านร่าง พ.ร.บ.งบฯ2552 ช่วย ดูแล ข้าราชการที่ฤดูโยกย้ายใหญ่กำลังจะมาถึง ต้องกำกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเมินแล้วจากนี้ไป 6 เดือนในช่วงที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณายุบพรรค พปช.
หากยื้อถึงวันนั้นได้ พปช. ก็พร้อมที่จะกลับมาผงาดในเวทีการเลือกตั้งอีกครั้ง !
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
