รายงานพิเศษเวลา 16.00 น. วันที่ 8 ก.ค. ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง อ่านคำพิพากษาคดีเลือกตั้ง คดีหมายเลขดำที่ ลต.38/2551 คดีหมายเลขแดงที่ 5019/2551 ระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผู้ร้อง นายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 1 น.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 2 เรื่องขอให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และเลือกตั้งใหม่
ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2550 กำนันในอ.แม่จัน จ.เชียงราย 10 คนรวมทั้งนายชัยวัฒน์ ฉางข้าวคำ เดินทางไปที่พรรคพลังประชาชนและพักที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ได้พบและพูดคุยกับผู้คัดค้านที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่โรงแรมดังกล่าว ต่อมา นายวิจิตร ยอดสุวรรณ ผู้สมัครส.ส.เชียงราย พรรคชาติไทย ได้ยื่นร้องคัดค้านการเลือกตั้ง กล่าวหาว่าการที่กำนันในอ.แม่จัน ไปพบผู้คัดค้านที่ 1 น่าเชื่อว่าผู้คัดค้านที่ 1 ต้องให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กำนันทั้ง 10 คน เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเลือกตั้งแก่ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน
คดีมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยว่าผู้คัดค้านที่ 1 กระทำตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่
ได้ความจากเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 19 และ 24 บันทึกคำให้การของนายวิจิตร ว่ารับแจ้งจากแหล่งข่าวจะมีการนำกำนันในอ.แม่จัน 10 ตำบล เข้าพบผู้บริหารพรรคพลังประชาชนที่กรุงเทพฯ จึงให้ผู้สังเกต การณ์เฝ้าติดตามพฤติกรรมทางลับ พบวันที่ 28 ต.ค. 2550 กลุ่มกำนันในอ.แม่จัน 10 คน โดยสารเครื่องบินจากจ.เชียงรายไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพฯ จริง ผู้สังเกตการณ์ได้บันทึกภาพวิดีโอ ไว้เป็นหลักฐาน จึงส่งมอบแผ่นซีดีไปพร้อมคำร้อง ขณะที่ นางกัญชรส ชาภู่พวง อาสาสมัครผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2550 ให้การตามเอกสารหมาย ร.1 แผ่นที่ 115 ถึง 118 สอดคล้องต้องกัน ที่นายวิจิตร ขอถอนคำร้องโดยอ้างเอกสารและแผ่นซีดีได้รับมาจากบุคคลอื่นซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใครและเกรงจะเป็นพยานหลักฐานเท็จ ย่อมเป็นข้ออ้างที่ไม่มีเหตุผลให้รับฟัง
นอกจากนี้ ภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับการเดินทางในแผ่นซีดี กลุ่มกำนันและผู้คัดค้านก็มิได้ปฏิเสธว่ามิใช่ภาพของกลุ่มกำนันในอ.แม่จัน คงโต้แย้งเกี่ยวกับวันเวลาที่มีการบันทึกข้อมูล หรือภาพเคลื่อนไหวลงแผ่นซีดีว่ามีพิรุธ อ้างแผ่นซีดีหมาย ร.6 บันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีเมื่อวันที่ 25 ต.ค. 2550 ก่อนวันที่กลุ่มกำนันจะไปกรุงเทพฯ แสดงว่ามีการจัดฉากเพื่อกล่าวหาผู้คัดค้านที่ 1
จากภาพเหตุการณ์ในแผ่นซีดีหมาย ร.5 ถ่ายขณะอยู่ที่สนามบินจ.เชียง ราย แผ่นซีดีหมาย ร.6 ถ่ายขณะเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิ รูปร่างและลักษณะการแต่งกายของกำนันทั้ง 2 แผ่น เป็นภาพถ่ายเหตุการณ์เดินทางจากจ.เชียงรายมากรุงเทพฯ ในคราวเดียวกัน เมื่อแผ่นซีดีหมายร.5 ระบุมีการบันทึกข้อมูลวันที่ 28 ต.ค. 2550 จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการบันทึกข้อมูลลงแผ่นซีดีหมาย ร.6 ในวันที่ 25 ต.ค. 2550 แต่การบันทึกข้อมูลเวลาดังกล่าวอาจมีสาเหตุมาจากความผิดพลาดในการตั้งวันเวลาของเครื่องคอมพิวเตอร์ผิดจากเวลาจริง
พยานหลักฐานของผู้ร้องที่ปรากฏตามแผ่นซีดีจึงหาเป็นพิรุธไม่ และเชื่อได้ว่าภาพกลุ่มกำนันที่ปรากฏในแผ่นซีดีเป็นภาพเหตุการณ์การเดินทางของกลุ่มกำนันที่เดินทางจากจ.เชียงรายไปกรุงเทพฯ ในวันที่ 28 ต.ค. 2550
เหตุที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ได้ความจากคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ ว่า ด.ต.เทพรัตน์ เขื่อนคุณา เป็นผู้ติดต่อประสานงาน มีนายบรรจง ยางยืน ร่วมเดินทางและจัดหารถตู้พากลุ่มกำนันไปที่พรรคพลังประชาชน พักที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค ต่อมาผู้คัดค้านที่ 1 ได้ไปพบกลุ่มกำนันที่ห้องรับรองของโรงแรมขอให้ช่วยผู้คัดค้านที่ 2 ให้ได้รับการเลือกตั้ง ก่อนที่นายชัยวัฒน์และกลุ่มกำนันขอให้ผู้คัดค้านที่ 1 ช่วยติดตามทวงหนี้จากนายชูชาติ จันทะวาลย์ อดีตที่ปรึกษาของผู้คัดค้านที่ 1
จากนั้นผู้คัดค้านที่ 1 เดินทางกลับโดยมีนายบรรจง ตามไปด้วย ต่อมานายบรรจง มอบซองปิดผนึกส่งให้นายชัยวัฒน์ 10 ซอง พร้อมพูดว่านาย ซึ่งหมายถึงผู้คัดค้านที่ 1 ฝากมาให้ นายชัยวัฒน์ แจกซองให้กลุ่มกำนันแต่ละซองมีเงินอยู่ 20,000 บาท และชำระค่าตั๋วโดยสารเครื่องบินให้นายชัยวัฒน์อีก 40,000 บาท
ส่วนที่นายอดิศร นายประสิทธิ นายดวงแสง นายชด นายจรินทร์ นายสมบูรณ์ นายพรชาติ และนายบรรจงอ้างว่าที่กลุ่มกำนันเดินทางไปกรุงเทพฯ เนื่องจากนายชัยวัฒน์ ชักชวนไปทวงหนี้จากนายชูชาติ แต่ผู้คัดค้านที่ 1 ปฏิเสธว่ามีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งส.ส.ออกมาแล้ว และไม่ได้พูดถึงการเลือกตั้ง ไม่ได้ให้เงิน
แม้ตามเอกสารหมาย ค.9 จะปรากฏว่านายชัยวัฒน์ เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ แต่นายชัยวัฒน์ ก็ยืนยันว่าเป็นสมาชิกพรรคพลังประชาชนด้วย และคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ แม้จะแตกต่างจากกำนันคนอื่นๆ ก็ไม่มีกฎหมายห้ามมิให้รับฟัง ส่วนคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ จะมีน้ำหนักน่าเชื่อถือหรือไม่ขึ้นอยู่กับความมีเหตุมีผลของคำเบิกความ ซึ่งศาลต้องพิจารณาประกอบกับพฤติการณ์อื่นทั้งปวงในคดี การรับฟังพยานหลักฐานหาใช่ขึ้นอยู่กับจำนวนพยานหลักฐานว่าฝ่ายใดมีมากน้อยกว่ากันไม่
ที่กลุ่มกำนันคนอื่นๆ อ้างว่าเดินทางไปพบกับผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อให้ช่วยทวงหนี้ ก็น่าจะชักชวนนายอุดม กัปปะหะ กำนันตำบลท่าข้าวเปลือก ซึ่งอยู่ในอ.แม่จัน ไปด้วย เพราะนายชูชาติ ก็ค้างชำระหนี้นายอุดม เช่นเดียวกัน ที่นายอุดม ไม่ถูกชักชวนอาจเพราะเป็นพี่ชายของผู้สมัครส.ส. เชียงราย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา และนายชูชาติค้างชำระหนี้มาตั้งแต่ปี 2548 แต่ไม่ปรากฏมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่กลุ่มกำนันต้องรีบเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ที่กรุงเทพฯ
ยิ่งกว่านั้นภาพและเสียงที่ปรากฏตามแผ่นซีดีหมาย ร.8 ก็ปรากฏว่ากลุ่มกำนัน 8 คน ให้การต่อพ.ต.อ.สุวรรณ์ เอกโพธิ์ ด้วยความสมัครใจว่า นายบรรจง ยางยืน นายกเทศมนตรีเทศบาลตำบลจันจว้า อ.แม่จัน เป็นผู้ติดต่อประสานงานให้กลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 และเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ และยอมรับว่านายบรรจงนำเงินมาให้กำนันคนละ 20,000 บาท บอกให้เอาไปเที่ยวกัน สอดคล้องกับที่นายชัยวัฒน์ เบิกความ
นายบรรจง ก็ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุได้เดินทางไปที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค จริงเพียงแต่อ้างว่าไม่ได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 และไม่มีส่วนรู้เห็นในการที่กลุ่มกำนันเดินทางไปพบผู้คัดค้านที่ 1 พิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่านายบรรจง ร่วมเดินทางกับกลุ่มกำนันโดยสายการบินเที่ยวเดียวกันทั้งไปและกลับ เดินทางไปที่ทำการพรรคพลังประชาชน โรงแรมเอสซี ปาร์ค พร้อมกับกลุ่มกำนันและนอนพักที่โรงแรมเดียวกัน พฤติการณ์ดังกล่าวไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ และไม่น่าเชื่อว่าจะไม่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว
ประกอบกับได้ความจากผู้คัดค้านที่ 1 ว่า หลังรัฐประหารเมื่อปี 2549 ได้เดินทางไปอยู่ที่สหรัฐและกลับมาเมื่อปลายเดือน ก.ย. 2550 เมื่อผู้คัดค้านที่ 1 และที่ 2 จะสมัครส.ส. จึงต้องมีการตระเตรียมการเลือกตั้ง การที่กลุ่มกำนันในอ.แม่จัน ไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ภายหลังพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใช้บังคับแล้ว จึงมีเหตุให้เชื่อได้ว่าไปตามคำเชื้อเชิญของผู้คัดค้านที่ 1 เพื่อขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือพรรคพลังประชาชน และช่วยเหลือสมาชิกพรรคที่จะสมัครส.ส.เชียงราย รวมถึงผู้คัดค้านที่ 2 ด้วย
และเชื่อได้ว่าผู้คัดค้านที่ 1 จะต้องให้เงินแก่กลุ่มกำนันเป็นการตอบแทน
พฤติการณ์แห่งคดีดังที่ได้วินิจฉัยมามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้ให้เงินหรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่กลุ่มกำนันในอ.แม่จัน เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแก่พรรคพลังประชาชนและผู้สมัครส.ส.เชียงราย สังกัดพรรคพลังประชาชน ตามคำร้องของผู้ร้อง
แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานชัดแจ้งว่าหลังจากกลุ่มกำนันได้พบกับผู้คัดค้านที่ 1 แล้ว กลุ่มกำนันได้ไปเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ช่วยเหลือในการหาเสียง หรือลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้คัดค้านที่ 1 หรือผู้สมัครส.ส.พรรคพลังประชาชน ก็ตาม
แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกกลุ่มกำนันในพื้นที่ถึง 10 ตำบล ไปพบเพื่อพูดคุยเรื่องการเลือกตั้งนั้น ผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเล็งเห็นแล้วว่ากลุ่มกำนันซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และเป็นผู้นำหมู่บ้านที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับลูกบ้าน สามารถใช้ตำแหน่งหน้าที่เอื้อประโยชน์แก่พรรคพลังประชาชนและสมาชิกพรรคที่จะลงสมัครส.ส. โดยการไปชักจูงให้ลูกบ้านช่วยเหลือสนับสนุนพรรคพลังประชาชน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดในวันที่ 28 ต.ค. 2550 จึงเชื่อได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หาใช่เป็นการจัดฉากสร้างสถานการณ์เพื่อกลั่นแกล้งผู้คัดค้านที่ 1 และพรรคพลังประชาชนดังที่ผู้ร้องคัดค้านอ้างไม่
ส่วนที่ผู้คัดค้านที่ 1 อ้างว่าการกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ไม่ต้องด้วยมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. พ.ศ.2550 เนื่องจากขณะที่มีการกระทำผู้คัดค้านที่ 1 ยังไม่มีฐานะเป็นผู้สมัครส.ส. นั้น มาตรา 53 บัญญัติว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ตนเอง หรือผู้สมัครอื่น หรือพรรคการเมืองใด หรืองดเว้นการลงคะแนนให้แก่ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองใด ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
(1) จัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือจัดเตรียมเพื่อจะให้ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้แก่ผู้ใด...
บทบัญญัติดังกล่าวแม้อยู่ในส่วนที่ 6 ซึ่งว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง แต่ก็เป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวกับวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งกฎหมายห้ามมิให้กระทำการต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เนื่องจากเป็นการกระทำที่ส่งผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
และบุคคลที่กฎหมายห้ามมีทั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ที่มิใช่ผู้สมัคร ผู้สมัครรับเลือกตั้งตามบทบัญญัติดังกล่าวมิได้หมายความแต่เพียงว่าผู้นั้นได้กระทำการอันฝ่าฝืนที่กฎหมายกำหนดในขณะที่ตนเองมีฐานะเป็นผู้สมัครแล้วเท่านั้น แม้ขณะที่กระทำการยังมิได้มีประกาศรับสมัครส.ส. หรือมีการประกาศแล้ว และผู้นั้นยังมิได้สมัครก็ตาม หากการที่กระทำไปได้กระทำภายหลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาให้มีการเลือกตั้งส.ส. แล้ว และต่อมาผู้นั้นได้มาสมัครก็ถือได้ว่าการที่กระทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมในที่สุดแล้ว ก็เป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งนั่นเอง
นอกจากนี้ บทบัญญัติดังกล่าวมิได้ห้ามเฉพาะผู้สมัครส.ส.เขตเท่านั้น ผู้สมัครส.ส.สัดส่วน ก็ถูกห้ามด้วย เพราะการกระทำของผู้สมัครไม่ว่าจะเป็นแบบใดก็ตาม หากเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์แก่ผู้สมัครผู้ใดผู้หนึ่ง หรือพรรคใดพรรคหนึ่งแล้วก็ย่อมมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเช่นเดียวกัน
แม้ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาก่อนมีประกาศรับสมัครรับเลือกตั้งก็ตาม แต่ต่อมา ผู้คัดค้านที่ 1 ก็ได้สมัครส.ส.สัดส่วน กลุ่ม 1 พรรคพลังประชาชน การกระทำของผู้คัด ค้านที่ 1 จึงถือเป็นการกระทำของผู้สมัครรับเลือกตั้งอันต้องด้วยบทบัญญัติมาตรา 53 แห่งพ.ร.บ. ดังกล่าว คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยข้อต่อไป การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ ต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือไม่
เห็นว่า แม้ขณะที่กลุ่มกำนันไปพบผู้คัดค้านที่ 1 ผู้คัดค้านที่ 2 จะยังมิได้เป็นผู้สมัครก็ตาม แต่การที่ผู้คัดค้านที่ 1 เรียกให้กลุ่มกำนันไปพบและขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือผู้คัดค้านที่ 2 เป็นการแจ้งให้กลุ่มกำนันทราบล่วงหน้าว่าผู้คัดค้านที่ 2 จะสมัครส.ส. การขอความช่วยเหลือย่อมเป็นที่เข้าใจได้ว่าเป็นการขอให้กลุ่มกำนันช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อผู้คัดค้านที่ 2 สมัครส.ส.นั่นเอง
เมื่อปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการตามที่ถูกกล่าวหา แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะมิได้รู้เห็นเป็นใจ หรือสนับสนุนผู้คัดค้านที่ 1 กระทำการ แต่การกระทำของผู้คัดค้านที่ 1 ย่อมเป็นการเอื้อเพื่อประโยชน์ให้แก่พรรคพลังประชาชน และผู้คัดค้านที่ 2 ซึ่งสมัครส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชนโดยตรง มีผลทำให้การเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
และแม้การเลือกตั้งส.ส.ครั้งนี้ ผู้คัดค้านที่ 2 ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส. โดยได้คะแนนเสียงมาเป็นอันดับที่ 1 มากกว่าคู่แข่งถึง 13,469 คะแนน แต่เมื่อการเลือกตั้งในส่วนของผู้คัดค้านที่ 2 มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเสียแล้วก็ไม่อาจถือเอาคะแนนเสียงที่ได้รับมาเป็นข้ออ้างเพื่อมิให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้ คำคัดค้านของผู้คัดค้านที่ 2 ในประเด็นข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า ผู้คัดค้านที่ 1 ได้กระทำการฝ่าฝืนพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 53 และการกระทำดังกล่าวมีผลทำให้การเลือกตั้งส.ส.เชียงราย มิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามคำร้องของผู้ร้องดังที่วินิจฉัยมาข้างต้น จึงต้องเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้คัดค้านที่ 1 และให้มีการเลือกตั้งส.ส.เชียงราย เขต 3 จำนวน 1 คนใหม่ แทนผู้คัดค้านที่ 2 ตามบทบัญญัติมาตรา 111 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส.และการได้มาซึ่งส.ว. พ.ศ.2550
จึงมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนายยงยุทธ ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 1 มีกำหนดเวลา 5 ปี นับแต่วันที่มีคำสั่ง และให้มีการเลือกตั้งส.ส.เชียงราย เขต 3 ใหม่ จำนวน 1 คนแทนน.ส.ละออง ติยะไพรัช ผู้คัดค้านที่ 2
หน้า 6
ข้อมูลจาก ข่าวสด
