ในแง่ของ สื่อ คงจะหาได้ยาก ที่สถานีโทรทัศน์ ช่องใดจะมีโอกาส คลอดหนที่สอง แต่ พีทีวี สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ทำได้ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ บอกว่า วีระ มุสิกพงศ์ ชวน ตนและคนอื่นๆ มาช่วยกันทำรายการพร้อมกับแจงว่า ที่ปิดพีทีวีครั้งแรก เพราะเสร็จสิ้นภารกิจ สมัคร สุนทรเวช ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเงินในขณะนั้นก็ไม่พอ ผู้บริหารจึงได้ตัดสินใจนำเงินที่ยังพอมีเหลือจ่ายชดเชยให้พนักงาน...ตามกฎหมาย
บทเรียนจากการเปิดพีทีวีคราวที่แล้ว มาหนนี้ถูกแก้ไปจนหมด โดยเฉพาะข้อกล่าวหาของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ชี้ว่าอาจเข้าข่ายผิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 48
เพราะวีระ ไปเช่าช่วงเวลา มีฐานะเป็นผู้จัดรายการ ไม่ใช่สถานีโทรทัศน์
ไม่มีหุ้น ไม่ได้รับจ้าง เพราะงานนี้ ร่วมด้วยช่วยกัน เรียกว่ารายการ เพื่อนพ้องน้องพี่
เจอเข้าไม้นี้ อธิบดีกรมกร๊วก ถึงกับมึน (หรือเข้าใจ เข้าถึง ก็ไม่รู้...ฮา) ถึงได้ออกตัวดังเอี๊ยดว่า กรมประชาสัมพันธ์ เข้าไปทำอะไรไม่ได้ เพราะใช้ดาวเทียมลาว ยิงจากที่โน่นแล้วส่งกลับมาไทย
แถมกฎหมายประกอบกิจการกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์แห่งชาติ ก็ยกเลิกอำนาจของกรมประชาสัมพันธ์ ตามกฎหมายกิจการวิทยุและโทรทัศน์ฉบับโบร่ำโบราณไปแล้ว
แล้วก็ชี้เปรี้ยงมาว่า อำนาจควบคุมเรื่องนี้อยู่ที่ กทช.!
ฟังดูแล้ว กรมประชาสัมพันธ์ไม่เห็นก๋ากั่น เหมือนอีตอนที่ จักรภพ เพ็ญแข เป็นรัฐมนตรีเอาซะเลย
แต่ดูแล้ว น่าจะคงไม่ใช่ เพราะว่าตอนนี้ จักรภพ นายเก่าเป็น 1 ใน 4 พิธีกรรายการ เพื่อนพ้องน้องพี่ ก็เลยเกรงอกเกรงใจ
รายการที่ชื่อเหมือนพบปะสังสรรค์ในวันฝนตก ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องร่วมสถาบัน ก็เลยขับเคลื่อนเนื้อหาต่อต้าน ตอบโต้ กลุ่มพันธมิตรโดยตรงกันมันปาก
อาจจะโชคดีของคนไทย ที่ทีวีดาวเทียมเป็นทีวีที่จะต้องซื้อเครื่องรับสัญญาณ ไม่ใช่เสาอากาศทั่วไปเปิดปุ๊บได้ดูกันปั๊บ
พีทีวีและเอเอสทีวี ที่หนุนกลุ่มพันธมิตร ก็เลยยังเผยแพร่ในวงจำกัด ส่วนใครจะพยายามจัดซื้อจัดหาก็เป็นเรื่อง กำลัง และความสามารถของแต่ละคน
หาไม่แล้ว เนื้อหาถ้อยคำที่ทั้งสองช่องที่ออกมา ก็อาจสร้างงานให้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด ที่จะต้องไปดำเนินการตามแนวทางของ สิงห์เหลิม ที่เคยให้ไว้แก่ผู้ว่าฯ ทั่วประเทศในการจัดการกับเอเอสทีวีมาแล้ว
หรือว่าช่วงนี้ ผู้ว่าฯ งานหนัก สิงห์เหลิม อาจผ่อนปรนกฎเหล็ก ไม่ต้องนั่งเฝ้าจอที่เพิ่มขึ้นอีกจอ ขอเวลาให้ผู้ว่าฯ พักผ่อนบ้างซะแล้วกระมัง
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
