ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ คดีใบแดงของ ยงยุทธ ติยะไพรัช อดีตรองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ที่ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะพิจารณาในวันที่ 8 กรกฎาคมนี้คดีใบแดงของ ยงยุทธ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตัวเขาเท่านั้น เพราะคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จะชี้อนาคตของพรรคพลังประชาชนและรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช ทีเดียว
หาก ยงยุทธ รอดพ้นจากความผิดคดีแจกเงินกำนัน ในช่วงวันเลือกตั้ง ส.ส.วันที่ 23 ธันวาคม 2550 เขาอาจได้รางวัลใหญ่ถึงขั้นเป็นรัฐมนตรีใหม่ เพราะเป็นแกนนำของพรรคพลังประชาชน ที่ไม่ได้ถูกตัดสิทธิการเมือง 5 ปี
แต่ถ้าผลออกมาตรงกันข้าม นอกจาก ยงยุทธ จะหลุดพ้นจากการเป็น ส.ส.สัดส่วนแล้ว ยังถูกดำเนินคดีอาญาข้อหาทุจริตเลือกตั้งด้วย
เพียงแต่ความสำคัญของคดีนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่เพียง ยงยุทธ เท่านั้น เพราะถ้าศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ ยงยุทธ มีความผิด จะส่งผลไปถึงคดียุบพรรคพลังประชาชนตามมา
ขั้นตอนดำเนินการหากศาลฎีกาฯ ตัดสินให้ ยงยุทธ มีความผิด กกต.จะต้องเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชน
กฎหมาย กกต.ระบุไว้ชัดเจนว่า ถ้ากรรมการบริหารพรรคเข้าไปมีส่วนในการทุจริตเลือกตั้ง ให้ถือว่าผู้บริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นด้วย
นั่นหมายความว่า คดียุบพรรคพลังประชาชนจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทยมาแล้ว
ซึ่งขั้นตอนนี้ หากมองไปถึงขั้นพรรคพลังประชาชนต้องถูกยุบทิ้งจริงๆ จะทำให้สถานภาพของรัฐบาลชุดนี้ต้องล้มลงไปด้วย
ทั้ง สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี รวมทั้งรัฐมนตรีสังกัดพรรคพลังประชาชน ล้วนเป็นกรรมการบริหารพรรคเกือบทั้งหมด โดยบุคคลเหล่านี้จะถูกห้ามเล่นการเมือง 5 ปี
สุดท้ายรัฐบาลชุดนี้จะต้องสิ้นสมาชิกภาพลง ยกเว้น ส.ส.พรรคพลังประชาชน สามารถรวมตัวไปอยู่พรรคการเมืองอื่นได้ภายในเวลา 30 วัน และสามารถรวมตัวกันจัดตั้งรัฐบาลขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
นั่นเป็นทิศทางที่อาจจะเกิดขึ้นจากคดีใบแดงของ ยงยุทธ แต่รัฐบาลสมัครยังต้องฝ่ามรสุมกับปฏิทินการเมืองร้อนๆ ในตลอดเดือนนี้
ขณะเดียวกันก็มีความเคลื่อนไหวของพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อหาทางออกในคดีใบแดง ยงยุทธ
โดยมีรายงานข่าวว่า แกนนำพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค ประกอบด้วย สมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชาชน , บรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย ,เสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ,สุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน และ อนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ได้มีการหารือกันอย่างไม่เป็นทางการ
ซึ่งการหารือได้ข้อสรุปอยู่ 2 ทางคือ 1.หาก ยงยุทธ ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่า มีความผิด ก็เสนอให้ สมัคร ยุบสภา เพื่อล้างไพ่ใหม่ทั้งหมด เพราะเชื่อว่าหาก ยงยุทธ ถูกให้ใบแดงก็เท่ากับว่าการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคมีความเป็นไปได้สูง
เนื่องจากขณะนี้กรรมการบริหารพรรคการเมืองทั้ง 4 พรรค คือ พรรคพลังประชาชน พรรคชาติไทย พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ได้ถูกกกต.ให้ใบแดงแล้วทั้งหมด
สำหรับแนวทางที่ 2.หากศาลพิพากษาว่า ไม่มีความผิด ก็เสนอให้ปรับคณะรัฐมนตรีชุดใหญ่ ประมาณ 7-8 ตำแหน่ง โดยเสนอให้มีการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาเรื่องคดีหวยบนดินทั้ง 3 คนออกทั้งหมด เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งให้มีการปรับ นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และ มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ รมว.พาณิชย์ ออกจากตำแหน่งด้วย
นอกจากนี้ แกนนำพรรคพลังประชาชน ได้มีการประเมินสถานการณ์ออกเป็น 2 แนวทางเช่นเดียวกัน ว่าหากศาลพิพากษาว่า ยงยุทธ ไม่ได้กระทำความผิด ก็จะมีการปรับครม.ครั้งใหญ่ โดยเฉพาะประเด็นปราสาทพระวิหารที่จะมีการกดดันให้ นพดล ลาออกจากตำแหน่งเองเหมือนกับกรณี จักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
รวมทั้งจะมีการปรับรัฐมนตรีที่มีปัญหาออก อาทิ ไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ,สันติ พร้อมพัฒน์ รมว.คมนาคม และทีมเศรษฐกิจ เพื่อแก้ไขภาพลักษณ์ ซึ่งประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าช่วงนี้น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะที่สุด เนื่องจากสถานการณ์รุมเร้าเป็นช่วงที่หลายๆ คดีจะถูกตัดสิน
อย่างไรก็ตาม หาก ยงยุทธ ถูกคำพิพากษาตัดสินว่ากระทำความผิดจริง ทางพรรคพลังประชาชนก็จะตั้งทีมทนายของ ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะมือกฎหมายของพรรคสู้ต่อ พร้อมทั้งเตรียมการจดทะเบียนพรรคใหม่ไว้ล่วงหน้าด้วย
หลังจากเสร็จสิ้นคดีใบแดง ยงยุทธ ในวันที่ 8 กรกฎาคม แล้ว วันรุ่งขึ้น 9 กรกฎาคม จะถึงคิว ไชยา สะสมทรัพย์ รมว.สาธารณสุข ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินว่า ขาดคุณสมบัติเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ หลังจากถูก ป.ป.ช.กล่าวหาแจ้งบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินไม่ครบถ้วน
หากมีความผิด จะทำให้ ไชยา พ้นจากตำแหน่งทันที
นอกจากนี้ คดีดังกล่าวยังเป็นบรรทัดฐานคดี วิรุฬ เตชะไพบูลย์ รมช.พาณิชย์ ที่ถูกกล่าวหาในลักษณะเดียวกันด้วย
วันที่ 28 กรกฎาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่ง ประทับรับฟ้องคดี ครม.ทักษิณ อนุมัติออกหวยบนดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย หากประทับรับฟ้องจะส่งผลกระทบไปถึง 3 รัฐมนตรีที่เป็นจำเลยคดีนี้ ว่าจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
วันที่ 30 กรกฎาคม ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนัดฟังคำสั่ง ประทับรับฟ้อง คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ ปล่อยเงินกู้ให้พม่า 4,000 ล้านบาท ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้ถูกกล่าวหา
วันที่ 31 กรกฎาคม ศาลอาญาจะมีคำสั่งตัดสินคดีหลีกเลี่ยงภาษีจากการโอนหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมูนิเคชั่น ที่มี บรรณพจน์ ดามาพงศ์ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร และ กาญจนาภา หงษ์เหิน เป็นจำเลย
ส่วนคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินย่านถนนรัชดาภิเษก ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลย จะมีการไต่สวนตลอดเดือนกรกฎาคมนี้
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
