ความเคลื่อนไหวของอดีตแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ที่กลับมาดำเนินการสถานีพีทีวีเพื่อต่อต้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถือเป็นการออกอากาศวันแรกผ่านทางดาวเทียมของช่องเอ็มวีทีวี (MV5) เช้าวันที่ 7 กรกฎาคม เวลา 07.30 น. นายวีระ มุสิกพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารพีทีวี นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคพลังประชาชน และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีย ได้ร่วมกันจัดรายการ เพื่อนพ้องน้องพี่เนื้อหารายการโดยรวมเป็นรายการวิเคราะห์สถานการณ์การเมือง ความเคลื่อนไหวและการเสนอแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยทั้ง 4 คน ได้วิพากษ์วิจารณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมโจมตีการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่าไม่ใช่การเมืองภาคประชาชน เป็นการใช้ความคิดเพียงคน 5 คน ทำลายระบอบประชาธิปไตย โดยเฉพาะแนวคิดลดส.ส.เลือกตั้งให้เหลือเพียง 30 เปอร์เซ็นต์ และสรรหา 70 เปอร์เซ็นต์ และเห็นว่ากลุ่มพันธมิตรทางภาคใต้ที่ขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย จะส่งผลให้งบประมาณและการพัฒนาไม่ครอบคลุมถึงประชาชนภาคใต้
ด้าน นายเผชิญ ขำโพธิ์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวถึงการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์พีทีวีว่า กรมประชาฯ ไม่สามารถก้าวล่วงได้ เนื่องจากเป็นการขอใช้ลิขสิทธิ์ผ่านดาวเทียมจากประเทศลาว ซึ่งเป็นการออกอากาศของต่างประเทศ ก่อนจะส่งสัญญาณกลับมาที่ไทย และที่สำคัญได้ยกเลิกการใช้อำนาจของกรมประชาสัมพันธ์ แต่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ที่สามารถทำได้ จนกว่าพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่จะผ่านสภาฯ เรื่องนี้รัฐบาลไม่ได้เตะถ่วง เพราะมีเงื่อนเวลา 180 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด คาดว่ารัฐบาลจะเสนอต่อสภาฯได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนี้
ส่วน นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่สถานีโทรทัศน์พีทีวีที่ออกอากาศอีกครั้งโดยประกาศจะออกอากาศวันละ 5 ชั่วโมงว่า ช่วงระยะเวลาการทำงานดังกล่าวอยู่ที่ปัจจัยทุนเป็นหลัก เพราะเป็นทีวีที่เติมเงิน ถ้ามีนายทุนเติมเข้ามาก ก็แสดงว่าอาจจะอยู่ได้ยาว ตนคิดว่าการที่พีทีวีออกอากาศอีกครั้ง จะเป็นการสร้างเพื่อรองรับการว่างงานของนายจักรภพหรือไม่ย ส่วนที่มีคนของรัฐบาลเข้าร่วมกับพีทีวี จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ ต้องดูว่า มีใครเป็นผู้ถือหุ้น ถ้ามี 4 คนเป็นผู้ถือหุ้นก็เข้าข่ายผิดกฎหมายอย่างแน่นอน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
