เขาพระวิหารบัวแก้วชี้สมัยรัฐบาลขิงแก่ ไทยพยายามล็อบบี้คณะกรรมการมรดกโลก เพื่อคัดค้านกัมพูชา ขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว คาดรู้ผล 8 ก.ค. ชวน แนะ สมัคร ยื่นอุทธรณ์ความเห็นศาลปกครองกรณี พระวิหาร
เมื่อเวลา 11.15 น.วันที่ 6 มิ.ย.นายนรชิต สิงหเสนี รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายกิจการพหุภาคี แถลงว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 ที่เมืองไครสท์เชิร์ท ประเทศนิวซีแลนด์ ปี 2550 ซึ่งขณะนั้นตนอยู่ในคณะผู้แทนฝ่ายไทย ในฐานะที่ดูแลความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทย - กัมพูชา ซึ่งตามหลักการฝ่ายไทยเสนอสนับสนุนกัมพูชาจดทะเบียนปราสาทพระวิหาร แต่ต้องมีการดำเนินการร่วมกันเพราะมีองค์ประกอบอื่นๆ อยู่ที่ฝั่งไทย ขณะที่กัมพูชาเห็นว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของกัมพูชาและสามารถยื่นขึ้นทะเบียนได้เอง
ทั้งนี้ เมื่อต้นปี 2550 พบว่า กัมพูชาพยายามที่จะยื่นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกเพียงฝ่ายเดียว และยื่นแผนที่ที่มีแนวกันชนที่ยื่นล้ำเขตเข้ามาในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิ์ทับซ้อน ดังนั้นไทยจึงได้ดำเนินการประท้วง และชี้แจงประเทศต่างๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่ายังมีปัญหาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณดังกล่าว
นายนรชิต กล่าวว่า ในส่วนของตนได้รับมอบหมายให้ชี้แจงกับอินเดีย ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งทำหน้าที่เป็นประเทศในคณะกรรมการมรดกโลก 21 ประเทศ ซึ่งล้วนแต่เป็นนักโบราณคดี และเจ้าหน้าที่กรมวัฒนธรรม ที่มองในมุมของนักอนุรักษ์โบราณสถานและปัญหาด้านวัฒนธรรมมากกว่าเรื่องเส้นแบ่งเขตแดนประเทศที่ตนได้นำเสนอและชี้ให้เห็นถึงปัญหาเส้นเขตแดน กลับได้รับคำตอบว่า ในธรรมนูญของ มรดกโลก วรรค 11 (3) เห็นชัดว่า กรณีการขึ้นทะเบียนโบราณสถาน หรือวัตถุใดในเขตที่อ้างสิทธิ์ทับซ้อนระหว่าง 2 ประเทศ การจดทะเบียนไม่มีผลต่อการอ้างสิทธิ์ดินแดนของแต่ละฝ่าย
ขณะที่ฝ่ายไทยได้พยายามชี้ให้คณะกรรมการมรดกโลกเห็นถึงปัญหาในพื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นเรื่องยากที่ตัวแทนจากคณะกรรมการมรดกโลกจะเข้าใจ
นายนรชิต กล่าวอีกว่า ในการประชุมที่เมืองไครสท์เชิร์ท คณะกรรมการมรดกโลกมีมติการประชุม 5 ข้อ โดยสรุปว่า (1)คณะกรรมการมรดกโลกได้ตรวจสอบเอกสารที่อ้างถึง WHC-07/31.COM/8B และ WHC-07/31.COM/INF.8B.1 (2) ทั้งสองประเทศได้รับทราบคำแถลงของประธานคณะกรรมการมรดกโลก โดยกัมพูชาและไทยได้เห็นพ้องด้วยแล้วดังต่อไปนี้ คือ สองประเทศเห็นพ้องกันว่าปราสาทพระวิหารมีคุณค่าสากลที่โดดเด่นต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยเร็วที่สุด โดยกัมพูชาและไทยจะเสนอขึ้นทะเบียนพระวิหารเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการ ในสมัยประชุมที่ 32 ของคณะกรรมการมรดกโลก ในปี 2551 โดยการสนับสนุนอย่างแข็งขันจากไทย และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันว่าสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำการอนุรักษ์และจัดการประสาทพระวิหารอย่างแข็งขัน รวมทั้งให้มีการพัฒนาแผนการจัดการที่เหมาะสมตามกำหนด (3)ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการว่า ปราสาทพระวิหารควรขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก และที่ประชุมรับทราบว่ากระบวนการขึ้นทะเบียนอยู่ในระหว่างการดำเนินการ
(4) คณะกรรมการมรดกโลกร้องขอกัมพูชาให้ทำการอนุรักษ์และบริหารจัดการปราสาทอย่างแข็งขันโดยพัฒนาแผนบริหารจัดการที่เหมาะสม เพื่อให้มีความคืบหน้าซึ่งทำให้ปราสาทพระวิหารได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างเป็นทางการ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 และ
(5) กัมพูชาต้องเสนอรายงานความคืบหน้าต่อศูนย์มรดกโลกภายในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2551
เอกสารดังกล่าวมีเนื้อหาเพียงเท่านี้ โดยที่เนื้อหาดังกล่าวเป็นมติของคณะกรรมการมรดกโลก ไม่ใช่ไทยหรือกัมพูชาเป็นผู้เสนอเนื้อหาในเอกสาร แต่สองประเทศเป็นเพียงผู้รับรองเนื้อหาในเอกสารเท่านั้น และทุกฝ่ายเห็นด้วยกับคุณค่าสากลที่โดดเด่นของปราสาทพระวิหาร แต่คณะกรรมมรดกโลกยังเห็นว่ามีปัญหา จึงต้องเลื่อนการพิจารณาเรื่องนี้ออกไป เพื่อให้ไทยกับกัมพูชาตกลงกันได้ก่อน แล้วจึงจะนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยที่ 32 ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกรับทราบว่า ปราสาทพระวิหารจำเป็นต้องได้รับการเอาใจใส่อย่างรีบด่วน และต้องการความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างไทยกับกัมพูชา นายนรชิต กล่าว
ส่วนกรณีที่นายนิตย์ พิบูลสงคราม อดีต รมว.ต่างประเทศ ระบุว่า ไม่เห็นด้วยกับกัมพูชาที่ขอยื่นจดทะเบียนเป็นมรดกโลกฝ่ายเดียว มองว่าขัดแย้งกับมติของคณะกรรมการมรดกโลกหรือไม่ นายนรชิต ปฏิเสธแสดงความเห็น
ต่อข้อถามว่า ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลก ครั้งที่ 31 มีการลงนามระหว่างไทย-กัมพูชาเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารหรือไม่ นายนรชิต กล่าวว่า ไม่มีการลงนามของ 2 ประเทศแต่อย่างใด แต่สิ่งที่รัฐบาลไทยและกัมพูชาได้ดำเนินการ คือ การรับทราบคำแถลงการณ์ของคณะกรรมการมรดกโลก ตามที่ไทยกับกัมพูชาเห็นพ้องแล้ว
ด้านนายธฤต จรุงวัฒน์ อธิบดีกรมสารนิเทศ กล่าวด้วยว่า การวิพากษ์วิจารณ์การขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหาร ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการตีความ ทั้งด้านกฎหมายและการปฏิบัติหน้าที่ของคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้ คาดว่า ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกจะนำประเด็นการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารพิจารณา ในวันที่ 6 หรือ 7 กรกฎาคม และคาดว่าจะทราบผลการพิจารณาคณะกรรมการมรดกโลก ในวันที่ 8 กรกฎาคม นี้ ตามเวลาประเทศไทย
"ชวน"แนะ"สมัคร"ยื่นอุทธรณ์ความเห็นศาลกรณี "พระวิหาร"
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ไม่ควรออกมาระบุว่า การพิจารณาเรื่องปราสาทพระวิหารของฝ่ายตุลาการทำให้ฝ่ายบริหารทำงานลำบาก เพราะการพิจารณาคดีต่างๆ ควรเป็นดุลพินิจของฝ่ายตุลาการ และไม่ว่าจะเป็นศาลยุติธรรม หรือศาลปกครอง ถือเป็นอำนาจที่แยกออกมาชัดเจนจากฝ่ายบริหาร ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีไม่เห็นด้วยกับการพิจารณากรณีปราสาทพระวิหาร ก็สามารถยื่นอุทธรณ์ความเห็นไปยังศาลปกครองสูงสุดได้ เพราะคดียังไม่ถึงที่สุด แต่หากศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยออกมาอย่างไรต้องเป็นไปตามนั้น ทั้งนี้ การออกมาวิจารณ์ในขณะนี้จะทำให้ถูกมองว่าฝ่ายบริหารแทรกแซงฝ่ายตุลาการ
ปชป.เตรียมงัดป.อาญาเล่นงาน"นพดล"
นายพีระพันธ์ สารีรัฐวิภาค ส.ส.กทม. รมว.ยุติธรรมเงา พรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า ตนในฐานรมว.ยุติธรรมเงา มอบหมายให้นายธนา ชีรวินิจ เลขานุการยุติธรรมเงา รวบรวมข้อมูลหลักฐาน เกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร พร้อมทั้งเรียกประชุมคณะทำงานชุดใหญ่ของกระทรวงยุติธรรมเงา ในสัปดาห์หน้าเพื่อพิจารณาดำเนินคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 119 และ 120 กับนาย นพดล ปัทมะ รมว.ต่างประเทศ และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ในหมวดว่าด้วย ความมั่นคงของรัฐ ซึ่งโทษสูงสุดคือ การจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต รวมทั้งดำเนินการถอดถอนนจายนพดล ออกจำตำแหน่งนายนพดล ออกจากรมว.ต่างประเทศด้วย
เมื่อได้ข้อสรุปในส่วนคณะทำงานแล้ว จะมีการเสนอที่ประใหญ่พรรคเพื่อพิจารณา แต่จากหลักฐานที่ได้รวบรวมที่ผ่านมา รวมทั้งข้อมูลต่างๆที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้างใจ และพฤกรรม ของนายนพดล ตนมั่นใจว่า จะมีน้ำหนักเพียงพอในการดำเนินคดีได้
ผมยืนยันว่า การเรียกร้องกรณีเขาพระวิหาร ไม่ต้องการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่พฤติกรรมของนายนพดล ไม่ได้รับรู้สำนึก และไม่สำเนียก ในสิ่งที่สังคมเรียกร้อง แต่กลับพยายามออกมาพูดว่า ได้พยายามแก้ปัญหาต่างๆ แต่พฤติกรรม ที่ผ่านมาไม่ได้ยืนยันคำพูดในส่วนนี้เลย นอกจากเราจะดำเนินคดีกับนายนพดลแล้ว ทุคนที่เกี่ยวข้องกับขบวนการที่ทำให้ประเทศต้องเสียสิทธิ์ ในเขาพระวิหารจะต้องถูกดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็น ภาคการเมือง ข้าราชการประจำ หรือแม้แต่บริษัทเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครถูกดำเนินคดีในข้อหานี้เลย ซึ่งนายนพดลจะโดนเป็นคนแรก รมว.ยุติธรรมเงากล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีการเอาผิดกับบริษัทเอกชน สามรถเอาผิดใครได้บ้าง นายพีระพันธ์ กล่าวว่า "ที่ผมทราบมา รู้ว่าน้องชายนายนพดล ได้เดินทางร่วมคณะไปด้วย
เมื่อถามว่า ท่าทีรัฐบาลเขมรไม่สนใจต่อคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ระงับแถลงการณ์ลงนามร่วมไทย-กัมพูชา แต่กลับยึดคำแถลงการณ์โดยย่อเมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ปารีส เป็นหลัก นายพีระพันธ์ กล่าวว่า เป็นปกติที่รัฐบาลกัมพูชาจะคิดในแง่ที่เขาได้ผลประโยชน์เป็นหลัก แต่รมว.ต่างประเทสต้องยึดหลักผลประโยชน์ของฝ่ายไทย แต่กลับไปสนับสนุนให้เขาได้ประโยขน์ โดยไม่คิดว่าไทยจะได้ประโยช์อะไรบ้างเลย ซึ่งกระบวนการทั้งหมดมีการวางแผนเป็นขั้นตอนเหมือนลับ ลวง พราง ซึ่งเหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วในอดีตที่พยายามใช้กฎหมายปิดปากคนไทย แต่รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยกลับไม่ใช้กฎหมายที่เป็นประโยชน์กับฝ่ายไทย เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง
นายพีระพันธ์ กล่าวด้วยว่า ในสมัยประชุมสภา สมัยนิติบัญัติ พรรคจะยื่นแก้ไขร่างกฎหมายบริหาร ราชการแผ่นดิน โดยกำหนดให้คณะรัฐมนตรีทุกชุดนับจากนี้ รวมถึง ข้าราชการทุกกระทรวงทบวงกรม ต้องปฏิบัติตามนโยบายหลักของประเทศที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ ของประเทศและประชาชน อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ปัญหาในการบริหารประเทศ และมีการโยนการรับผิดชอบไปให้รัฐบาลชุดอื่นเหมือนเช่นเดียวกับกรณีเขาพระวิหาร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามประมวลกฏหมายมาตรา 119 บัญญัติว่า ผู้ใดกระทำการใด ๆ เพื่อราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของรัฐต่างประเทศ หรือเพื่อให้เอกราชของรัฐเสื่อมเสียไป ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือ จำคุกตลอดชีวิต และมาตรา 120 ผู้ใดคบคิดกับบุคคลซึ่งการกระทำการเพื่อประโยชน์รัฐต่างประเทศ ด้วยความประสงค์ที่จะก่อให้เกิดการดำเนินการรบต่อรัฐ หรือในทางอื่นที่เป็นปรปักษ์ต่อรัฐ ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 10 20 ปี
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
