(4ก.ค.) นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) แถลงกรณีโครงการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจการเมืองการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีการจัดสรรเงินให้ส.ส.คนละ 1 แสนบาท ว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้เป็นผู้ประสานงานเรื่องนี้กับสภาฯ เนื่องจากพรรคเห็นว่ามีข้อน่าเป็นห่วงคือจะหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะวิธีการในการใช้จ่ายเงินจะใช้วิธีการให้ส.ส.ยืมเงิน 1 แสนบาทไปใช้จ่ายแล้วส่งใบเสร็จรับเงินให้กับสภาฯ ซึ่งจะเข้าข่ายรัฐธรรมนูญมาตรา 266 ที่กำหนดไว้ว่าห้ามส.ส.รับผลประโยชน์จากหน่วยงานทางราชการ ดังนั้นพรรคได้หารือกันแล้วเห็นว่า ถ้าหากว่าหมิ่นเหม่ต่อการขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็ควรจะเปลี่ยนแปลงวิธีการในการใช้จ่ายเงินตนได้ประสานงานกับเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและมีข้อเสนอดังต่อไปนี้คือ 1.พรรคเห็นว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดี มีประโยชน์ในแง่การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจ ทางการเมืองการปกครองจริง แต่ 2. เพื่อที่จะให้หลีกเลี่ยงข้อครหาการขัดรัฐธรรมนูญกับเรื่องที่ส.ส.อาจจะนำเงินไปใช้จ่ายในส่วนที่หมิ่นเหม่ว่าจะดำเนินการถูกต้องตามหลักของงบประมาณหรือไม่ จึงได้เสนอให้สภาฯขอความร่วมมือกับกกต.โดยจัดเป็นลักษณะโครงการร่วมมือกันระหว่างสภาฯกับกกต.และให้กกต.ประสานงานไปยังกกต.จังหวัดทุกจังหวัดให้เป็นผู้ดำเนินการ โดยให้ส.ส.ในแต่ละเขตพื้นที่เป็นผู้ประสานงานกับกกต.จังหวัดว่าจะเลือกสภานที่ที่จะจัดในแต่ละเขตพื้นที่เป็นสถานที่ใด
ส่วนเงินงบประมาณนั้นให้สภาฯทำความตกลงกับกกต.ว่าจะมีการโอนเงินหรือใช้จ่ายเงินตามหลักของงบประมาณอย่างไร ซึ่งเลขาธิการสภาฯก็ได้รับข้อเสนอนี้ไป และในช่วงบ่ายของวันที่ 4 ก.ค.นี้ ก็ได้มีข้อความทางโทรศัพท์จากสภาฯถึงส.ส.ทุกคนแล้วว่า จะระงับการจ่ายเงินยืมในโครงการดังกล่าวนี้ไว้ก่อน ซึ่งเข้าใจว่า หลังจากนี้สภาฯก็คงจะหารือกับพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาฯ เพื่อที่จะมีการเปลี่ยนแปลงโครงการต่อไป
นายสาทิตย์ กล่าวว่า ขณะนี้เท่าที่ทราบมีส.ส.ที่ไปลงชื่อโครงการนี้แล้วประมาณ 200 กว่าคน และในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็มีเช่นกัน เนื่องจากในช่วงที่มีการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2552 เจ้าหน้าที่ได้มีเอกสารแสดงความจำนงค์เข้าร่วมโครงการ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีการเซ็นเอกสารเพื่อแสดงความจำนงค์เข้าร่วมโครงการ แต่เข้าใจว่ายังไม่มีส.ส.ของพรรคประชาธิปัตย์ไปเบิกเงิน และล่าสุดมีส.ส.ที่ลงชื่อได้โทรศัพท์กลับมาที่พรรค ซึ่งตนได้รับมอบหมายจากหัวหน้าพรรคให้ดำเนินการในเรื่องนี้ ในการนี้ตนได้ขอให้ส.ส.ทุกคนไปถอนแบบแสดงความจำนงค์เอาไว้ก่อน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงโครงการ
อย่างไรก็ตาม เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ได้รับการยืนยันจากสภาฯว่าโครงการดังกล่าวเคยทำมาประมาณ 3-4 ครั้งแล้วเมื่อประมาณพ.ศ.2546-2547 หลังจากนั้นก็ไม่มีโครงการลักษณะนี้อีก ดังนั้นการที่ตนแถลงข่าวก็เพื่อให้เห็นว่าจุดยืนของพรรคนั้น อยากให้เงินภาษีของประชาชนมีการใช้จ่ายที่ถูกต้อง ไม่ผิดระเบียบ ขัดรัฐธรรมนูญหรือสุรุ่ยสุร่ายจนเกินไป
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดสรรเมื่อปีดังกล่าวเหมือนกับปีนี้หรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ตนเข้าใจว่าเป็นลักษณะคล้ายกับครั้งนี้ แต่เนื่องจากในขณะนั้นรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ไม่ได้เขียนห้ามไว้ชัดเจนเหมือนปี 2550 และในขณะนั้นก็ไม่มีการท้วงติงในเรื่องดังกล่าว แต่ก็เห็นว่ามีข้อบกพร่องเกิดขึ้นจริง คือมีข้อครหาในการใช้จ่ายเงินในบางพื้นที่ ดังนั้นสภาฯควรจะเป็นตัวอย่างของการใช้จ่ายเงิน เนื่องจากสภาฯต้องอนุมัติเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี ก็ควรที่จะต้องทำให้โปร่งใส ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็อยากเห็นความโปร่งใสในเรื่องนี้ สำหรับส.ส.ของพรรคนั้นก็ให้ความร่วมมือนี้เป็นอย่างดีและโทรศัพท์กลับมาถามว่าจะให้ดำเนินการอย่างไร ซึ่งก็บอกว่าให้ระงับเอาไว้ทั้งหมดก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ส.ส.ของพรรคยังไม่มีใครรับเงินใช่หรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ตนยังไม่แน่ใจ แต่คนแสดงความจำนงค์นั้นมีเป็นจำนวนมากจริง และเท่าที่มีคนติดต่อมายังตนก็ยังไม่มีใครบอกว่าเบิกเงินไปแล้ว เพราะถ้าเบิกเงินไปแล้วก็จะให้คืนทั้งหมด ให้โครงการนี้เปลี่ยนแปลงวิธีการก่อน
ผู้สื่อข่าวถามว่า มองความเหมาะสมโครงการนี้อย่างไรทั้งที่มีการเปิดสภาฯมานานแล้ว ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เท่าที่ได้รับฟังการชี้แจงทางสภาฯแจ้งให้ทราบว่าเป็นงบประมาณที่เหลือจ่าย แต่โดยส่วนตัวรู้สึกกังวลมาก เพราะความจริงแล้วงบประมาณเหลือจ่ายไม่ได้เหลือเฉพาะสภาฯแต่เหลือเกือบทุกหน่วยงาน และในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้เวลาที่งบประมาณเหลือจ่ายก็ชอบไปจัดสัมมนากัน โดยส่วนตัวไม่เห็นด้วยเพราะโครงการสัมมนาลักษณะอย่างนี้ ควรเป็นแผนงานปกติแน่นอนและควรดำเนินการมาสักระยะเวลาหนึ่งที่มีการประเมินผลดี ๆ มากกว่าเห็นเงินเหลือแล้วนำไปใช้จ่าย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ว่าโครงการนี้สภาฯเป็นผู้เริ่มต้นหรือเป็นเพราะนักการเมืองเสนอให้สภาฯดำเนินการ นายสาทิตย์ กล่าวว่า เท่าที่ฟังการแถลงข่าวก็ทราบว่าสภาฯเป็นผู้เริ่มต้น แต่ตนไม่แน่ใจว่า จะมีการพูดคุยระดับไหน ส่วนตัวแล้วเป็นห่วงเรื่องของเงินงบประมาณเหลือจ่าย แล้วนำมาใช้จ่ายกันทั้งที่ความจริงแล้วงบฯเหลือจ่าย ก็จะมีวิธีการที่ไปใช้จ่ายให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้อีกเยอะหรือจะคืนเงินคงคลังไปก็ได้ เพราะวิธีการจัดสัมมนานั้นประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณได้ยาก ว่าเมื่อจัดสัมมนาไปแล้วประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยมากขึ้นแค่ไหน ซึ่งก็วัดไม่ได้ ทุกโครงการสัมมนาเป็นอย่างนี้หมด เรื่องดังกล่าวได้ฝากกรรมาธิการงบประมาณให้ไปตั้งข้อสังเกตุไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปีแล้วด้วย
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในอดีตสภาฯเคยมีการคืนงบประมาณคิดว่าควรจะต้องทำแบบเดียวกันหรือไม่ ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า ความจริงแล้วงบประมาณในยุคนี้ควรจะมีแผนงานการใช้จ่ายที่แน่นอน และควรเป็นแผนงานใช้จ่ายตามปกติ มากกว่าที่จะมาจัดสรรเงินส่วนที่เหลือ เพื่อไปดำเนินโครงการอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ก็ต้องดูเป็นเรื่อง ๆ ไปเช่นเรื่องการสัมมนาเป็นเรื่องที่หลายฝ่ายกังวล
ตุ๋นเกษตรกรไทย เก็บผลไม้ต่างประเทศ
เตือนเกษตรกรอีสาน-เหนือ วาดฝันไปเก็บผลไม้เมืองนอก โดนต้มสูญเงินแสน กล่อมมาแล้วนับสิบราย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
