คอลัมน์ หัวข่าวเด็ดกับผู้กองเดวิดโดย ร.ต.อ.ทวยเทพ เดวิด วิบุลศิลป์
คำเด็ดประจำสัปดาห์นี้คือคำว่า PRIVATIZE อ่านว่า ไพรเวไทซ์
มาจากหัวข่าวเด็ดของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ในแวดวงห้องสมุด คือ เดอะ ไลแบรรี่เจอร์นัลดอทคอม ประจำวันที่ 1 มิถุนายน 2551
คำว่า Privatization มาจากคำว่า Private ที่มีรากศัพท์มาจากคำในภาษาละตินโบราณ ว่า Privus ที่เป็นได้ทั้งคำนามและคำคุณศัพท์ หากเป็นคำนาม แปลว่า สมาชิกลำดับล่างที่สุดขององค์กร หรือพลทหาร หากใช้เป็นคำคุณศัพท์ แปลว่า ส่วนตัว เฉพาะตัวบุคคล ปัจเจกชน หรือเอกชน
เมื่อเติม ize ก็กลายเป็นคำกริยาที่แปลว่า ทำให้เป็นเอกชน เมื่อเติมคำว่า ation ที่แปลว่า ทำให้เป็นซ้ำลงไปอีก เลยกลายเป็น คำนาม ที่ปัจจุบันแปลว่า การแปรรูปองค์กรมหาชนหรือองค์กรภาครัฐให้เป็นองค์กรเอกชน (รวมทั้งบริษัทมหาชนด้วย)
..The Privatization Threat
..ภัยคุกคามในการแปรรูปให้เป็นองค์กรเอกชน
ข่าวเป็นเรื่องการจุดประกายให้เห็นพิษภัยคุกคามของแปรรูปห้องสมุดประชาชนต่างๆ ในสหรัฐให้เป็นห้องสมุดเอกชน แบบเดียวกับการ privatize วิสาหกิจของรัฐในประเทศต่างๆ ทั่วโลก เพื่อลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาล แล้วให้เอกชนเข้ามาบริหาร
ข่าวรวบรวมความเห็นประเด็นน่าสนใจหลายด้าน แต่ที่น่าสนใจที่สุดคือ การยอมรับว่าการบริหารจัดการอย่างเช้าชามเย็นชามทำให้รัฐต้องเสียเงินภาษีไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย แต่การให้บริการห้องสมุดอันเป็นเรื่องการเพิ่มพูนความรู้และวิสัยทัศน์ของประชาชน เป็น หน้าที่ของรัฐ ที่จะต้องจัดหาให้โดยไม่เน้นเรื่องความคุ้มค่าในการบริหารจัดการอย่างธุรกิจ มิฉะนั้น ความรู้นอกห้องเรียนอาจไม่ได้รับการจัดสรรให้กับประชาชนที่ใฝ่รู้ได้อย่างเพียงพอ
เมื่อประมาณสิบปีที่ผ่านมา นักวิชาการและนักธุรกิจชั้นนำในสังคมไทยพยายามเสนอแนวความคิดแบบทุนนิยมสุดขั้ว ชี้นำประชาชนว่าความเจริญก้าวหน้าของชาติ ถูกถ่วงถูกขัดขวางด้วยระบบราชการที่อุ้ยอ้ายไม่ทันใจใครๆ ที่กำลังตื่นเต้นกับการเป็นเสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย ทางเจริญเพียงประการเดียวของชาติได้คือการเอารัฐวิสาหกิจมาแปรรูปให้เป็นเอกชนในรูปแบบบริษัทในตลาดหลักทรัพย์เสีย นัยว่าเพื่อลดทอนการทุจริตคอร์รัปชั่น สามารถเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างความมั่นคงมั่งคั่งให้ชาติประชาชนได้ดีกว่า
ที่ขำทั้งน้ำตา คือการแปรรูป มุ่งเน้นไปยังรัฐวิสาหกิจที่มีศักยภาพในการ ผูกขาด เสียด้วย จึงขอแต่งประโยคแขวะแนวความคิดเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจเสียหน่อย... ว่า
The rediculouse oil price rises should give a good lesson to the Thai public that privatizing is not an excuse for good governance.
แปลว่า.. ราคาน้ำมันที่ขึ้นอย่างน่าหัวเราะเยาะ (ในความไม่สมเหตุสมผล) ควรได้ให้บทเรียนที่ดีกับประชาชนไทยว่าการแปรรูป (องค์กรของรัฐ) ให้เป็นเอกชน (หรือมหาชนก็ตามแต่) ไม่สามารถนำมาใช้เป็นข้ออ้างว่าจะมีธรรมาภิบาลได้
กลับกลายเป็นการสร้างความโชติช่วงชัชวาลให้กับพนักงาน ผู้บริหารและผู้ถือหุ้น
ราคาน้ำมันของไทยที่เคยมีช่องว่างต่างจากมาเลเซียเพียง 2-3 บาทต่อลิตร ตามโครงสร้างภาษีที่ต่างกัน กลายเป็นว่าปัจจุบันราคาน้ำมันไทยแพงกว่ามาเลเซียถึงลิตรละ 20 บาท ไม่ยักเห็นว่าเขาใช้ราคาโรงกลั่นสิงคโปร์ตามที่ ปตท.ชอบยกมาอ้าง
เมื่อชาวบ้านต่างพากันหนีตาย หันไปใช้แอลพีจี ก็เล่นแปรธาตุเสียจนไม่มีก๊าซขาย ทั้งๆ ที่ทั่วโลกเขาใช้แอลพีจีเป็นพลังงานทางเลือกในรถยนต์มาหกเจ็ดสิบปีแล้วก็ยังอุตส่าห์จะบอกว่าเป็นแค่ก๊าซหุงต้ม ไม่เหมาะใช้เติมรถ เหมือนจะบอกเป็นนัยว่ากลับมาใช้เอ็นจีวีเสียดีๆ เถิด
คิดถึงปั๊มน้ำมันสามทหาร ที่เคยยืนหยัดเคียงข้างคนไทยในการจัดหาพลังงานและคานราคาน้ำมันเชื้อเพลิงกับบริษัทน้ำมันต่างชาติ แม้สามทหารจะเล็ก จะเชย แต่ก็ไม่เคยทำนาบนหลังคนไทย
น่าจะได้เวลากลับไปพิจารณาแล้วครับว่า การ privatize รัฐวิสาหกิจอย่าง ปตท.นั้น มี private ผู้ใดได้ประโยชน์เป็นพิเศษจากความพินาศล่มสลายของระบบเศรษฐกิจ แล้วพวกเราจะเรียกร้องให้รัฐบาล de-privatize อดีตรัฐวิสาหกิจแห่งนี้อย่างไร โดยศึกษาเอาจากหลักการบริหารรัฐวิสาหกิจเกือบทั้งหมดของจีนที่รัฐถือหุ้นร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ต่างเป็นกิจการที่มีกำไรมหาศาล มีศักยภาพในการแข่งขันในเวทีโลกกับภาคเอกชนใหญ่ๆ ของฝรั่ง และที่สำคัญ มีธรรมาภิบาลในการบริหารจัดการอย่างดี
ทีแรกผมว่าจะร่วมเข้าชมรมคนรู้ทัน ปตท. ที่พวกกันเริ่มจัดตั้งเสียหน่อย แต่คิดอีกทีว่าถึงจะรู้ทันก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี.... ใช่ไหมละท่าน
หน้า 11
ข้อมูลจาก มติชน
