คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่ง ที่สั่งให้พันธมิตรเปิดช่องทางการจราจร บริเวณถนนพิษณุโลก และถนนพระราม 5 รวมไปถึงการงดใช้เครื่องขยายเสียงในช่วง 07.30-18.30 น.นั้นนัยว่าเพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนการเรียนการสอนของครูและนักเรียน โรงเรียนราชวินิต ซึ่งเป็นผู้ร้องก็จริงอยู่
แต่หากมองลึกๆ แล้วจะเห็นว่า คำสั่งดังกล่าวมีผลให้สภาพการชุมนุมในช่วงกลางวันของพันธมิตรต้องยุติไปโดยปริยาย
เนื่องจากไม่มีทั้งพื้นที่และเครื่องกระจายเสียง การชุมนุมจะทำได้เฉพาะช่วงกลางคืน หรือเอาจริงๆ ก็คือเหลือเวลาไม่กี่ชั่วโมงต่อวันเท่านั้น
ยิ่งเมื่อศาลตัดสินที่จะยกคำร้องขอเพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ก็ย่อมจะทำให้พลังในการกดดันของพันธมิตรจะลดลงไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประกอบกับคำสั่งของศาลแพ่งอีกหนึ่งฉบับที่สั่งคุ้มครองชั่วคราวห้าม สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรกล่าวปราศรัยพาดพิง ทักษิณ ชินวัตร ก็ยิ่งเป็นอีกเหตุสำคัญที่ลดทอนน้ำหนักของการไฮด์ปาร์คลงไปพะเรอ
เพราะเราไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าพลังในการขับเคลื่อนม็อบส่วนใหญ่ มาจากกลุ่มคนที่สนับสนุน สนธิ
การปราศรัยเปิดประเด็นเรื่องทุจริตหรือข้อสงสัยต่อพฤติกรรมของรัฐ ส่วนใหญ่ก็มาจากปากของคนที่ชื่อ สนธิ ทั้งสิ้น ทำให้การปราศรัยแต่ละวันมีคนรอฟัง สนธิ เป็นจำนวนมาก
ที่สำคัญต้องยอมรับว่า จุดขาย ของพันธมิตรฯ ที่เรียกผู้คนมาชุมนุมได้มืดฟ้ามัวดิน ก็เพราะความสนใจใคร่รู้ในพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งมีตัวละครเอกคือคนชื่อ ทักษิณ
ฉะนั้นการปราศรัยจึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงการโจมตี ทักษิณ ได้ เพราะพันธมิตรฯ ชูธงว่าต้นตอของปัญหาคือคนคนนี้
จริงอยู่ที่คำสั่งของศาลนั้นห้ามเฉพาะ สนธิ ไม่ได้รวมถึงแกนนำคนอื่นๆ
แต่ก็ปฏิเสธๆ ไม่ได้ว่าพลังในการปราศรัยนั้น...ใครก็ไม่เท่า สนธิ
เมื่อมองทั้งสองคำสั่งแล้วจะเห็นได้ว่า พันธมิตรกำลังเข้าสู่ จุดอับ อย่างไม่อาจเลี่ยง
ก่อนหน้านี้ก็มีหลายฝ่ายมองว่า ม็อบครั้งนี้ไม่ชอบธรรมเหมือนกับครั้งก่อน
แต่การตอกย้ำโดย คำสั่งศาลแพ่ง ทั้งสองคำสั่งนี้ ยิ่งทำให้ความชอบธรรมในการชุมนุมที่มีอยู่น้อยนิดอยู่แล้วในสายตาของผู้นิยมระบอบทักษิณ ยิ่งน้อยลงไปอีก
ไม่ว่าจะเป็นความหมายที่ตรงตัวว่า การชุมนุมในครั้งนี้เดือดร้อนและกระทบสิทธิของผู้อื่น หรือความหมายที่ว่าการพูดจาพาดพิง ทักษิณ ถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องก็ตาม
พันธมิตรฯ คงต้องทบทวนกระบวนการการจัดการชุมนุมใหม่ว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าสถานะของตนกำลังตกเป็นรอง
การขัดคำสั่งศาลก็คงเป็นสิ่งที่พันธมิตรฯ ไม่น่าจะเลือกทำ เนื่องจากพันธมิตรฯ เองได้ชูธงเคารพคำสั่งศาลมาตลอด
สิ่งที่น่าสนใจคือ ฝั่งตรงข้ามพันธมิตรฯ เลือกที่จะใช้ ศาลแพ่ง เข้ามาเป็นผู้จัดการกับกรณีนี้ เพราะศาลแพ่งเป็นศาลที่ว่าด้วยเอกชนต่อเอกชน
คดีความที่ขึ้นสู่ศาลแพ่ง เป็นคดีความที่ว่าด้วย ความเสียหายส่วนบุคคล ดังนั้นหากใครได้รับความเสียหายก็สามารถที่จะไปร้องต่อศาลแพ่งได้
ในเมื่อรัฐไม่สามารถใช้กระบวนการรัฐจัดการกับผู้ชุมนุมได้ จึงเลี่ยงไปใช้ให้ บุคคล จัดการกับผู้ชุมนุมเอง
และคำสั่งที่ว่าก็เสมือนกับเป็นบรรทัดฐานที่จะนำไปอ้างได้ในอนาคต หากมีการชุมนุมใดๆ ขึ้นมาอีก และเป็นกรณีที่เข้าข่ายความเสียหายตามบรรทัดฐานนี้
อย่างน้อย หากใครคิดจะปิดถนนหรือกระทำการใด หากมีผู้ที่เป็นฝั่งตรงข้ามไปร้องต่อศาลโดยอ้างว่าตนเองได้รับความเสียหาย ก็มีสิทธิเจอมาตรฐานแบบเดียวกัน
ปัญหาที่ตามมาก็คือ เมื่อเกมนี้ ดูเหมือนว่ารัฐบาลพลังประชาชนจะเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ ทางอ้อม จากคำสั่งศาลที่คุ้มครองผู้เดือดร้อนจากการเดินทางสัญจรไปมา และผู้ได้รับความเสียหายจากการถูกกล่าวพาดพิง
พันธมิตรฯ จะหาทางออกอย่างไร ...?
เพื่อให้กระบวนการชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งยังมีประเด็นที่รอการฟักตัวอยู่อีกหลายกรณีในอีกไม่กี่วัน ให้กลับมามีพลังดังเดิม
เพราะในแนวทางการต่อสู้อำนาจรัฐด้วยวิธีการชุมนุมอย่างสันตินั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องสร้างแนวร่วมพลังมวลชนให้อุ่นหนาฝาคั่ง เพื่อสร้างพละกำลังและความชอบธรรมให้การชุมนุม
พันธมิตรฯ คิดออกหรือยัง ???
อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ
ตุ๋นเกษตรกรไทย เก็บผลไม้ต่างประเทศ
เตือนเกษตรกรอีสาน-เหนือ วาดฝันไปเก็บผลไม้เมืองนอก โดนต้มสูญเงินแสน กล่อมมาแล้วนับสิบราย
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
