พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดาผบ.ทบ.ระบุการขึ้นทะเบียนปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกของกัมพูชา ไม่กระทบต่อเขตแดน 'นพดล'อัดงานวิจัยสถาบันไทยคดีคุณภาพต่ำ พร้อมชี้แจง
พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวถึงกรณีที่กัมพูชาเสนอปราสาทเขาพระวิหารขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกว่า ถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และจากการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ผ่านมา ก็เห็นว่าเพื่อป้องกันความเข้าใจที่สับสน จึงมอบหมายให้นายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงข่าวเพียงผู้เดียว
ส่วนข้อห่วงใยของประชาชนที่ว่าไทยอาจเสียดินแดนนั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า คนไทยทุกคนต้องยอมรับว่า หลังปี 2505 ศาลโลกได้ตัดสินให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นกรรมสิทธิ์ของกัมพูชา และการที่กัมพูชาขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกเฉพาะองค์ปราสาทนั้น จุดดังกล่าวไม่ได้ใกล้กับเส้นเขตแดนที่ไทยยึดถือ จึงไม่ทราบว่าประชาชนจะไม่พอใจเรื่องอะไร และไม่แน่ใจว่า การที่เราจะขึ้นทะเบียนมรดกโลก เราต้องให้ประเทศเพื่อนบ้านพอใจด้วยหรือไม่ ส่วนที่เกรงกันว่ามีการเอื้อประโยชน์เกิดขึ้นนั้น ตนไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อถามถึงกรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้เข้ามาสร้างสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ทับซ้อน ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เป็นเพียงสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว ไม่ใช่ถาวร ซึ่งไทยและกัมพูชาต่างยึดถือแผนที่ที่ไม่ตรงกัน โดยเฉพาะในจุดที่เป็นพื้นที่ทับซ้อน และเป็นเรื่องที่ไม่สามารถรื้อฟื้นได้เลย ขณะที่นโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาไม่ต้องการให้เกิดการเผชิญหน้า และที่ผ่านมามีการรายงานปัญหานี้มาตลอด แต่เราใช้นโยบายละมุนละม่อมกับประเทศเพื่อนบ้าน
ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวด้วยว่า ข้อยุติเรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่าย ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา และหาข้อยุติให้เป็นผลประโยชน์ร่วมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งคงต้องมีวิธีบริหารจัดการร่วมกันต่อไปในอนาคต และไม่สามารถจะบอกได้ว่าใครจะเสียดินแดน
ด้านนายนพดล ปัทมะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงตอบโต้กรณีที่ ม.ล.วัลย์วิภา จรูญโรจน์ นักวิชาการด้านเขตแดนสถาบันไทยคดีศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงเรื่องข้อเท็จจริงในพื้นที่ปราสาทพระวิหาร
นายนพดล กล่าวว่า นักวิจัยบางกลุ่มและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ดีพอแล้วยังออกมาวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งนักวิจัยสถาบันไทยคดีศึกษาทำตัวเป็นเป็นนักวิจารณ์ ทั้งที่งานวิจัยชุดดังกล่าวต่ำกว่ามาตรฐานและเรียกร้องให้นักวิจัยบางกลุ่มเพิ่มมาตรฐานในการทำงานวิจัย
นายนพดล ชี้แจงว่า ข้อกล่าวหาของ ม.ล.วัลย์วิภา ตนพร้อมอธิบายได้ทุกเรื่อง โดยแยกเป็นประเด็นดังนี้ 1. ขอปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าประเทศไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 และยืนยันว่าคำวิจารณ์ดังกล่าวไม่ถูกต้อง 2.ข้อกล่าวหาว่า ไทยไม่เคยคัดค้านการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวกัมพูชาในพื้นที่ทับซ้อนจำนวน 4.6 ตร.กม. ไม่เป็นความจริงเช่นกัน เนื่องจากกระทรวงการต่างประเทศได้ทำการประท้วงกัมพูชามาแล้วถึง 3 ครั้ง และยังมีบันทึกช่วยจำถึงทางการกัมพูชา เพื่อเป็นการชี้แจงว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของไทย ห้ามบุคคลใดมาบุกรุกเข้ามาตั้งรกรากถิ่นฐานเด็ดขาด 3. ข้อกล่าวหาที่ว่า รัฐบาลบิดเบือนความจริงว่าพื้นที่บริเวณพื้นที่เขาพระวิหารเป็นพื้นที่ทับซ้อน ตนขอปฏิเสธเรื่องนี้ โดยที่รัฐบาลดำเนินการอย่างโปร่งใส และไม่มีการบิดเบือนซ่อนเร้นเรื่องใดทั้งสิ้น ขณะที่ความเป็นจริงบริเวณพื้นที่ 4.6 ตร.กม. เป็นพื้นที่ทับซ้อนซึ่งไทย-กัมพูชาต่างอ้างสิทธิ์ในพื้นที่
นายนพดล กล่าวอีกว่า 4. สถาบันไทยคดีศึกษาระบุว่าการที่ไทยยอมรับแผนที่ที่กัมพูชายื่นมานั้นเป็นการทำให้กัมพูชาไม่ยอมรับเส้นเขตแดนตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2505 โดยตนยืนยันไทยไม่เคยยอมรับการกำหนดเส้นเขตแดนเมื่อปี 2505 แต่ไทยสนับสนุนการขึ้นทะเบียนเฉพาะตัวปราสาทพระวิหารซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่กัมพูชา โดยไม่ล่วงล้ำมาในประเทศไทย การระบุการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารทำให้ไทยเสียดินแดน ตนขอปฏิเสธและยืนยันว่าการขึ้นทะเบียนไม่เกี่ยวกับการปักปันเขตแดนระหว่าง 2 ประเทศ และ 5. การที่ระบุว่ารัฐบาลละเมิดมาตรา 190 (2) ตามรัฐธรรมนูญ ตนขอชี้แจงว่า แถลงการณ์ร่วมของไทย - กัมพูชา ไม่ใช่สนธิสัญญาจึงไม่มีข้อผูกมัดที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ จึงไม่ต้องขออนุมัติรัฐสภา
ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับชาวกัมพูชาที่มาตั้งรกรากในพื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม. จะจัดการอย่างไร นายนพดล กล่าวว่า จะต้องเจรจากับทางกัมพูชาเพื่อทำแผนพัฒนาร่วมกันโดยจะต้องส่งแผนพัฒนาดังกล่าวให้คณะกรรมการมรดกโลกภายในปี 2553 อย่างไรก็ตามคาดว่าหลังจากกัมพูชาขึ้นทะเบียนเขาพระวิหารเป็นมรดกโลกแล้วจะยังคงใช้ทางขึ้นปราสาทพระวิหารทางฝั่งไทยต่อไป