เย้ย กก.สอบ ไม่ใช่ศาล ท้า ปชป.อย่าร่วมสังฆกรรม พปช.โดดป้องกลางสภา ชี้สาเหตุมาจากถูกยั่วยุที่รัฐสภา วันที่ 14 พ.ค.
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.
กล่าวถึงผลสอบที่ระบุว่า ทำร้าย
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์
ว่า ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ถ้าทำจริงก็ประกาศตั้งแต่แรกว่าจะลาออก ตนเป็นลูกผู้ชายอย่างแท้จริง ตนพร้อมรับผิดรับชอบในสิ่งที่ทำ แต่สิ่งใดที่ไม่ได้ทำแต่โดนกล่าวหา ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องทำตาม ใครจะมาจูงจมูกไม่ได้
ผู้สื่อข่าวถามว่า
คณะกรรมการชี้ออกแล้วว่าทำผิดจริง
นายการุณ กล่าวว่า เป็นเรื่องของคณะกรรมการ ตนไม่ทราบว่ามีใครบ้าง ผลออกมาเป็นอย่างไรตนก็ไม่ทราบ
เมื่อถามว่า
หากผลออกมาว่าผิดจะลาออกหรือไม่
นายการุณ กล่าวว่า ถ้ากรรมการบอกว่าตนถีบจริงจะลาออก ตนลูกผู้ชายเต็มตัว แต่อยากเรียนว่าคณะกรรมการนั้น ตั้งขึ้นมาหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ศาล ดังนั้นหลังจากนี้กระบวนการยังมีอีกยาว ไม่ใช่จบแค่กรรมการนี้ และตอนนั้นก็ไม่มีใครเห็นจริงๆว่าตนถีบหรือไม่
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าชื่อถอดถอนนั้น
นายการุณ กล่าวว่า ก็เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่จะทำ อยากทำอะไรก็ทำ แต่อยากฝากว่าบ้านเมืองยังมีสิ่งที่จะต้องทำอีกเยอะ
ต่อข้อถามว่า
ต่อไปถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ร่วมสังฆกรรมด้วย
อย่างที่เคยเกิดกับการแข่งฟุตบอลกระชัยมิตร นายการุณ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าตนเดินเข้าไปกินอาหาร ถามว่าเขาจะเดินออกจากห้องทุกคนหรือไม่ ถ้าทำอย่างนั้นก็ดี จะได้ไม่ต้องเปลืองงบหลวง
ตอนนี้ผมไม่ได้รู้สึกกดดันอะไรเลย เพราะผมถือว่าผมทำหน้าที่ของส.ส. คนที่เลือกผมมา เขาต้องการให้ผมทำอะไร ผมจะทำอย่างนั้น ถ้าคนของผมอยากให้ผมลาออก ผมลาออกทันที ไม่ต้องมาบอก
นายการุณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการสัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามว่า ยังจะยืนยันความบริสุทธิ์ด้วยการสาบานอีกหรือไม่ ปรากฎว่านายการุณ ไม่ตอบ แต่หันมามองหน้าผู้สื่อข่าวด้วยสีหน้าตึงเครียด
พปช.โดดป้องกลางสภาชี้สาเหตุมาจากถูกยั่วยุ
เมื่อเวลา 13.30 น.ได้มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยมี
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย
รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมซึ่ง
พ.อ.อภิวันท์
ได้แจ้งต่อที่ประชุมสภาฯในเรื่องผลสอบของคณะกรรมการสอบสวนกรณีคดีวิวาทระหว่าง
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคพลังประชาชน และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์
ซึ่งคณะกรรมการฯได้พิจารณาเรื่องนี้ 7 ครั้งและได้สอบถามพยานบุคคล 9 ปาก กรอบการพิจารณาคือ มีการทำร้ายร่างกายจริงหรือไม่ มีการกล่าววาจาถ้อยคำที่ไม่สุภาพจริงหรือไม่ สรุปผลการสืบสวน คือในเรื่องการทำร้ายจริงหรือไม่คณะกรรมการฯเชื่อว่ามีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
นายการุณ ได้ทำร้ายนายสมเกียรติจริง
ส่วนมีการกล่าววาจาที่ไม่สุภาพจริงหรือไม่ คณะกรรมการเห็นว่า
นายการุณ โต้เถียงด้วยถ้อยคำที่ไม่สุภาพจริง และ นายสมเกียรติ ก็ต่อว่าด้วยถ้อยคำเล็กน้อย
เนื่องจาก นายการุณ คิดว่านาย สมเกียรติ ต่อว่าด้วยถ้อยคำรุนแรง
พ.อ.อภิวันท์
กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามคณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่เพียงสืบสวน ไม่มีอำนาจอื่นใดนอกจากนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ตามข้อบังคับประมวลจริยธรรมส.ส.ปี 2540 การเกิดเหตุรุนแรงแบบนี้จะมีการว่ากล่าวตักเตือนหรืออย่างไรก็ต้องดูในประมวลจริยธรรม นอกจากนี้คณะกรรมการส่วนใหญ่เห็นว่าเรื่องนี้ทำให้ภาพพจน์สภาฯเสียหาย และจะทำอย่างไรเพื่อลดความเสียหาย เป็นไปได้หรือไม่ให้คู่กรณีปรับความเข้าใจกัน ตนจึงให้เชิญทั้ง 2 คนมาพูดคุย ซึ่งก่อนที่ตนจะพูดคุยตนได้บอกว่าการพูดคุยครั้งนี้ไม่มีผลใดๆต่อการสืบสวน ซึ่งผลจากการพูดคุยกันนั้น บรรยากาศเป็นไปอย่างดี ทั้ง 2 คนทักทายกันอย่างดีนายการุณไหว้สวัสดีนายสมเกียรติและนายสมเกียรติได้เข้าไปจับมือนายการุณ ตนจึงถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่คดีฟ้องร้องให้เลิกแล้วต่อกัน นายการุณบอกแล้วแต่นายสมเกียรติ ซึ่งนายสมเกียรติก็กล่าวว่า ตนเป็นผู้ใหญ่พอจึงไม่ติดใจในเรื่องนี้ และนายการุณได้บอกให้ตนไปพูดกับผู้ใหญ่ในพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะผู้นำฝ่ายค้าน แต่ตนไม่ได้ไปพบเพราะเกรงจะเป็นการโยนภาระไปให้ แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ขอยืนยันว่าผลสรุปถือเป็นเอกฉันท์ส่วนการฟ้องร้องอย่างไรให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่จะดำเนินต่อไป
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังจากที่
พล.อ.อภิวันท์
รายงานผลการสอบสวนปรากฎว่ามีสมาชิกจากพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ต่างลุกขึ้นอภิปรายโต้เถียงกันอย่างมาก โดยส.ส.พรรคพลังประชาชนต่างอภิปรายไม่เห็นด้วยกับผลสรุปของคณะกรรมการฯ
นายประเสริฐ ชัยกิจเด่นนภาลัย ส.ส.สมุทรปราการ พรรคพลังประชาชน
กล่าวว่า ตนเป็นพยานที่สำคัญคนหนึ่ง การที่ทั้งคู่ไม่ติดใจก็ไม่เป็นไร แต่เราผ่านเรื่องนี้ไปไม่ได้ ตนรับไม่ได้กับวิธีการสอบสวน ตนไม่ทราบว่าคณะกรรมการเป็นใคร แต่เหตุใดจึงตั้งประเด็นการสอบสวนไว้แค่นั้นว่ามีการทำร้ายหรือไม่มีการด่ากันหรือไม่ ด่ากันกี่คำ ตนอยู่สภามานานไม่เคยเห็นว่าจะมีการด่ากันแบบนี้ แม้มีการเสียดสีบ้างแต่ไม่มีการพูดท้าทายกัน ตนเห็นว่าควรมีการสืบสวนสอบสวนว่าเหตุผลในการเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นเพื่ออะไร จะได้หาทางป้องกัน เรื่องนี้ต้องทำอะไรเพื่อไม่ให้เกิดการท้าทายเกิดขึ้นกันแบบนี้
ด้าน
นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์
กล่าวว่า ในสภาฯต้องพูดความจริงเราอย่าไปกลัว เราเป็นผู้แทนของประชาชนทั้งประเทศ ประชาชนจับตาอยู่ว่าพฤติกรรมคนอย่างนี้เป็นอย่างไร และ นายการุณ พูดความเท็จในที่ประชุมนี้ เพราะข้อสรุปของคณะกรรมการฯไม่ตรงกับที่ นายการุณ พูดและให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน และขอถามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ที่พูดไม่สุภาพเขาพูดว่าอย่างไร
พ.อ.อภิวันท์
กล่าวว่า คงพูดไม่ได้เพราะมันเป็นคำพูดที่ไม่สุภาพ ไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นประธานฯพูดไม่สุภาพเสียเอง ส่วนที่มีส.ส.ถามเรื่องคณะกรรมการฯไม่ได้สอบสวนเรื่องสาเหตุในการเกิดเรื่องนั้นเรียนว่าคณะกรรมการฯได้สอบถามเรื่องนี้ ซึ่งสาเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นเพราะนายการุณเข้าใจว่านายสมเกียรติ์พูดจาท้าทาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าได้มีส.ส.พรรคประชาธิปัตย์สอบถามประธานฯ เรื่อง การเรียก นายการุณ และ นายสมเกียติ เข้าหารือพร้อมกันนั้น เป็นความเห็นของ พ.อ.อภิวันท์ เองเพื่อให้เกิดการยอมความกันหรือไม่ ซึ่งพ.อ.อภิวันท์ ชี้แจงว่า เป็นความเห็นส่วนใหญ่ของคณะกรรมการฯตนจึงได้เรียกทั้ง 2 คนมาพบ ซึ่งบรรยากาศเป็นไปได้ด้วยดี
ด้าน
นายสมเกียรติ
ชี้แจงประธานฯเรียกตนไปพบจริงและตนไม่รู้ว่ามี
นายการุณ
อยู่ ซึ่งส่วนตัวไม่ติดใจจริง แต่เรื่องสภาฯและพรรคก็ต้องว่ากันไป รวมถึงกระบวนการยุติธรรมก็ต้องว่ากันไป แต่ส่วนตัวไม่ติดใจจริง ซึ่งวันนั้นตอนออกจากห้องประธานมาก็มีผู้ใหญ่บอกว่าอย่าไปติดใจเอาความน้องเลย ตนก็บอกว่าไม่ติดใจแต่ทุกอย่างก็ต้องดำเนินไปและขอให้ตนใจเย็นลงกว่านี้อีกนิดหนึ่งก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในช่วงที่
นายพิเชษฐ์ พันธุ์วิชาติกุล ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์
อภิปรายนั้นปรากฏว่า
นายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน
ได้ลุกขึ้นประท้วงเป็นระยะๆ จนทำให้มีการถกเถียงกันอย่างดุเดือด จนทำให้
พ.อ.อภิวันท์
กล่าวว่า ที่วันนี้พวกเรายังควบคุมอารมณ์ไม่ได้ เพราะรับผลสรุปไม่ได้ ซึ่งตนเข้าใจและจะยึดข้อบังคับการประชุมเป็นหลัก ซึ่งเราต้องฝึกภาวะความเป็นผู้ใหญ่ของพวกเราด้วย
จากนั้น
นายพิเชษฐ์
กล่าวต่อว่า วันนี้เหมือนเรากลัวความจริงแบบนี้ตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาทำไม อย่าให้กลายเป็นภาพว่าเรากำลังปกปิดเรื่องพวกเรากันเอง เรื่องที่เกิดขึ้นล้วนมีพยานหลักฐานยืนยันและไม่เชื่อมีการใช้คำอุบาทว์ชาติชั่วแบบนี้กันในสภาฯ โดยมีการใช้คำว่า
ไอ้หน้า(อวัยวะสืบพันธุ์หญิง)
และใช้คำว่า
ไอ้หัว(อวัยวะสืบพันธุ์ชาย)
ดังนั้น ขอให้เก็บเทปเหล่านี้ไว้ให้ดีซึ่งทำให้ส.ส.จากพรรคพลังประชาชนต่างลุกขึ้นประท้วงอีก โดยระบุว่าเรื่องนี้ประธานฯได้สรุปเรื่องทุกอย่างแล้ว ดังนั้นไม่ควรมาพูดเรื่องนี้อีก เพราะยิ่งเหมือนเป็นการนำเรื่องในบ้านออกมาประจาน
โดย
นายวิชาญ มีนชัยอนันต์ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชน
ประท้วงว่า การพูดคำดังกล่าวเป็นการพูดจาเสียดสี จะทำให้เหตุการณ์เกินเลย ไม่เช่นนั้นจะทำให้ประชาชนไม่เข้าใจว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมีต้นสายปลายเหตุมาจากไหน ดังนั้นหากจะพูดเรื่องนี้กันก็ต้องขอให้มีการประชุมลับ
ทำให้
พ.อ.อภิวันท์
ต้องขอให้นายพิเชษฐ์ถอนคำดังกล่าว จากนั้น
ร.ต.ท.เชาวริน
ได้ลุกขึ้นประท้วงประธานฯว่าเหตุใดจึงปล่อยให้มีการพูดแบบนี้ในสภาฯ และปล่อยให้ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายเสียดสีอยู่ตลอด แบบนี้เรียกได้ว่ามือใหม่หัดขับ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าหลังจากใช้เวลาในการอภิปรายกันอย่างดุเดือนในเรื่องนี้ พร้อมทั้งมีการประท้วงกันอยู่ตลอดเกือบ 2 ชั่วโมง
พ.อ.อภิวันท์
ได้ปิดการอภิปรายและสรุปว่า เราได้ทำงานด้วยความละเอียดรอบคอบและด้วยความเป็นธรรม
ด้าน
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน
กล่าวว่า เรียนว่าตนนั่งฟังเรื่องนี้ด้วยความไม่สบายใจไม่อยากเห็นสภาฯเป็นแบบนี้ ตนพยายามฟังและเข้าใจความรู้สึกส.ส.ในซีกรัฐบาลที่ยังมีข้อเสนอแตกต่างกันไปบางคนบอกอยากให้จบในสภา บางคนก็บอกว่าให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งประเด็นนี้มีทั้งกระบวนการทางการเมืองและทางกฎหมายซึ่งเราไม่สามารถไปก้าวล่วงได้ แต่ขบวนการทางการเมืองเพื่อนสมาชิกบอกว่าน่าจบตรงนี้ ให้อภัยกัน แต่เมื่อประธานฯได้แจ้งผลสรุปออกมาปัญหาคือข้อสรุปขัดแย้งกับคำชี้แจงของนายการุณที่พูดในสภาฯคนละอย่างกัน ดังนั้นแม้ว่าฝ่ายค้านจะคิดไม่แตกต่าง แต่ผู้กระทำผิดต้องแสดงออกถึงการยอมรับความผิดก่อนจึงจะอภัยได้ แต่ถ้าทำแล้วบอกว่าไม่ได้ทำ แต่กรรมการฯมาบอกว่าทำ แล้วมาบอกให้อภัยจะเป็นไปได้อย่างไร ถ้าอยากให้จบนายการุณก็ต้องแสดงท่าทีบางอย่างว่ายอมรับผลการสอบสวน ซึ่งหากไม่มีกรณีอย่างนี้ก็ไม่มีทางเลือกว่าต้องดูมีช่องทางทางการเมืองทำอะไรหรือไม่ เพื่อความเป็นธรรมทุกฝ่าย แต่ไม่อยากยอมรับก็ไม่เป็นไรเราก็จะดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งไป
นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รองประธานประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล
กล่าว่า เรื่องนี้หากจะทำก็ต้องใช้ประมวลจริยธรรมมาตรา 21 ตั้งคณะกรรมการจริยธรรมขึ้นมาพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับผลสอบที่ได้จากคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดนี้ยังเป็นเพียงแค่เบื้องต้นเท่านั้นต้องส่งให้คณะกรรมการจริยธรรมดำเนินการ ทำให้พ.อ.อภิวันท์ ชี้แจงว่า เตรียมนำผลสรุปเสนอต่อประธานสภาคนใหม่แล้ว
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์
นายการุณ โหสกุล ส.ส.กรุงเทพฯ เขตดอนเมือง พรรคพลังประชาชน
ข้อมูลจาก คม ชัด ลึก
