กองทัพประสานสตช. ดูแลความสงบเรียบร้อยใน กทม. ใช้ตำรวจเป็นหลัก กอ.รมน.เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนในภูมิภาคจะดูแลและประสานงานกันในลักษณะเดียวกัน มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุระเบิด เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ถึงการเฝ้าระวังรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ว่า ทางกองทัพได้ประสานการทำงานร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) แล้ว โดยมีแผนดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ กทม. ใช้กำลังตำรวจเป็นหลัก และกำลังของกองอำนวยการรักษาความมั่นภายใน (กอ.รมน.) เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน ส่วนในภูมิภาคอื่นๆ จะดูแลและประสานงานกันในลักษณะเดียวกันนี้ในทุกภูมิภาค มั่นใจว่าจะไม่มีเหตุระเบิด (ในพื้นที่ กทม.และ จ.นนทบุรี รวมหลายจุด) เหมือนที่เคยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549
'ปีที่ผ่านมาเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ปกติ เป็นเหตุซึ่งมีคนจงใจทำให้เกิด แต่ก็ผ่านไปแล้ว และปีนี้คงใช้มาตรการในการเฝ้าระวังในพื้นที่สำคัญ ขณะนี้ยังไม่มีข่าวว่าจะมีการก่อเหตุร้ายในพื้นที่ กทม. ถ้าให้ผมประเมินสถานการณ์ คิดว่าไม่น่าจะมีเหตุรุนแรง ประชาชนน่าจะมีความสุขในวันปีใหม่ และประเทศน่าจะดีขึ้น' พล.อ.อนุพงษ์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในพื้นที่ กทม.สถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นเหตุทำให้เกิดมือที่สามสร้างความวุ่นวายได้หรือไม่ ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า ไม่ได้มองเช่นนั้น ขณะนี้การเมืองเรียบร้อยดี ในส่วนของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะมีการประชุมกันต่อไป เพื่อดูแลปัญหาบ้านเมือง และการทำงานของ คมช.ก็ทำงานได้เป็นที่เรียบร้อยในขณะนี้
ขณะที่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางตรวจเยี่ยมหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2550 รวมถึงการจัดระบบจราจร โดยเริ่มที่การรับฟังบรรยายสรุปสถานการณ์ด้านการข่าวที่ ศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ (ศปป.ข.) และ กอ.รมน. โดย พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ผอ.รมน. พล.อ.สนตรี ชมพูจันทร์ เสนาธิการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ จันทร์โอชา แม่ทัพภาคที่ 1 และนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯกทม. ร่วมด้วย จากนั้นเดินทางตรวจเยี่ยมและรังฟังบรรยายสรุปจาก พล.ท.ศิรพงษ์ บุญพัฒน์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ สมช. ต่อด้วยรับฟังบรรยายสรุปจาก ผบ.ตร. และ ผบ.ชน. ที่ศูนย์อำนวยการร่วมรักษาความปลอดภัยในช่วงเทศกาลปีใหม่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล และสิ้นสุดที่รับฟังบรรยายสรุปจากศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร กองบังคับการตำรวจจราจร
ทั้งนี้ พล.อ.สุรยุทธ์แถลงว่า เท่าที่ติดตามทุกหน่วย ทั้งตำรวจ พลเรือน ทหารได้ประสานงานกันเป็นอย่างดียังไม่มีปัญหาเกิดขึ้น ยังไม่มีเหตุรุนแรง ซึ่งทั้งหมดยังต้องการการติดตามประเมินผลเพื่อพัฒนาต่อไป ทั้งเรื่องอุบัติเหตุ การจราจร และเรื่องที่มีผู้ต้องการไม่ให้เกิดความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ดังนั้น กทม.และจังหวัดต่างๆ ที่มีความสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและท่องเที่ยวต้องช่วยกันดูแล รวมไปถึงการเดินทางของประชาชนในช่วงนี้ด้วย
พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า ในเรื่องอุบัติเหตุในปีนี้ตนได้มอบและเน้นในเรื่องการป้องกัน เพราะในทุกปีล้วนมีสาเหตุเดียวกัน คือการดื่มสุรา แล้วขับขี่ยานพาหนะ การขับขี่ที่เร็วกว่ากำหนด ดังนั้น เมื่อเจ้าหน้าที่รู้สาเหตุแล้ว ต้องดูแล หาทางลดและป้องกันไม่ให้เกิด
'ส่วนการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุเหมือนกับการวางระเบิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2549 นั้น เราทำอยู่ คือการป้องกันที่ได้ทำมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้นานแล้ว ทั้งเรื่องการเตรียมการพื้นที่ การติดตามบุคคลที่เราตั้งข้อสังเกตไว้ งานด้านการข่าว ในเรื่องสถานที่ก็ได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ภาคประชาชน กทม. มีเครื่องไม้เครื่องมือในการตรวจตราที่เพิ่มขึ้น สำหรับพื้นที่ที่ต้องดูแลเป็นพิเศษเราเตรียมไว้หลายพื้นที่ หลักๆ คือพื้นที่ที่ประชาชนไปรวมกันจำนวนมาก ได้บอกทาง กทม.ไปว่าขอให้กระจายออกไป อย่ามารวมที่จุดเดียว ซึ่งก็ดำเนินการตามนั้น และต้องดูแลให้ใกล้ชิดขึ้น โดยเฉพาะย่านราชประสงค์ และท้องสนามหลวงที่เป็นจุดใหญ่' พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว
เมื่อถามว่า จะสร้างความเชื่อมั่นเชื่อถือให้ประชาชนกล้าออกมาได้อย่างไร เพราะเหตุการณ์วันที่ 31 ธันวาคม 2549 ก็ยังจับตัวใครไม่ได้ พล.อ.สุรยุทธ์กล่าวว่า 'ในเรื่องความเชื่อถือ เราได้เตรียมการป้องกันในจุดสำคัญๆ ต่างๆ โดยเฉพาะความร่วมมือจากภาคเอกชน และประชาชนที่ช่วยกันดูแล การจัดระเบียบพื้นที่ ความร่วมมือตรงนี้จะเป็นส่วนที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ส่งผลให้ผู้ที่ประสงค์จะก่อเหตุลงมือได้ยากขึ้น ปีใหม่นี้ผมไม่ไปไหน ไม่ไปเคานท์ดาวน์ จะอยู่โยงคอยตรวจเยี่ยมตามหน่วยต่างๆ ตามจุดที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์' พล.อ.สุรยุทธ์กล่าว
พ.อ.ธนาธิป สว่างแสง โฆษก กอ.รมน. เปิดเผยว่า พล.อ.สุรยุทธ์ได้มาหารือถึงแผนงานของ กอ.รมน. ทั้งนี้ นายอภิรักษ์ได้ชี้แจงแผนรักษาความปลอดภัย ซึ่ง กทม.จะใช้เจ้าหน้าที่เทศกิจประจำจุดสำคัญต่างๆ ทั่ว กทม.รวมถึงอธิบายแผนการอพยพหากเกิดเหตุการณ์ขึ้น ส่วนความพร้อมเรื่องกล้องโทรทัศน์วงจรปิดนั้น ขณะนี้สามารถติดตั้งได้กว่า 1 พันตัว จากเป้า 1.3 พันตัว ด้านกำลัง จะใช้เจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นหลัก รวมทั้งเจ้าหน้าที่เทศกิจจำนวน 5 คน เว้นจะเหลือบ่ากว่าแรงหรือตามสถานที่สำคัญ เมื่อมีการประสาน ทาง กอรมน.ภาคที่ 1 จะส่งกำลังทหาร ทั้งในและนอกเครื่องแบบร่วมด้วยอีกแรง
ข้อมูลจาก มติชน
